จับไอซ์ซุกพัสดุขนส่งล็อตใหญ่กว่า 240 กก.จากชายแดนภาคอีสานไปสู่พื้นที่ภาคใต้
ป.ป.ส.จับไอซ์ซุกพัสดุขนส่งล็อตใหญ่ กว่า 240 กก. จากชายแดนภาคอีสานไปสู่พื้นที่ภาคใต้ ก่อนเตรียมส่งออกไปประเทศที่ 3 จนท.ไปรษณีย์ไหวพริบดีแจ้งสกัดทัน
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 22 ก.ย.2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง) พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด และ ผู้แทนจากทั้ง 3 เหล่าทัพ ร่วมแถลงผลความร่วมมือกับผู้ประกอบการขนส่งพัสดุ สกัดกั้นไอซ์ได้มากถึง 240 กก. พบว่าเตรียมส่งจากชายแดนภาคอีสานไปยังชายแดนภาคใต้
นายปฤณ แถลงผลการจับกุม 2 คดี ดังนี้ คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ก.ย.68 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดไอซ์ ที่มีการลักลอบลำเลียงจากจังหวัดนครพนม โดยเฉพาะบริเวณชายแดนอีสาน เพื่อส่งไปยังจังหวัดสงขลา พบเป็นการขนส่งซุกซ่อนอำพรางไอซ์ผ่านขนส่งไปรษณีย์ไทย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ป.ป.ส. ได้มีการทำข้อตกลงร่วมให้ความรู้กับขนส่ง เพื่อให้มีความชำนาญในการตรวจดูพัสดุภัณฑ์ ดูแพทเทิร์นการจัดส่งพัสดุ และหากพบความผิดปกติก็ให้แจ้งหน่วยงานเพื่อทำการสืบสวนติดตาม
ซึ่งเคสนี้ เจ้าหน้าที่พบเจอที่หาดใหญ่ เมื่อตรวจกล่องพัสดุก็ได้พบไอซ์ น้ำหนัก 120 กก. จึงได้ขยายผลจนไปเจอว่ามีความเชื่อมโยงกับบ้านเช่าหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อไปตรวจค้นที่บ้านพักหลังนี้ก็ทำให้เจอพัสดุอีก 6 กล่อง มีไอซ์น้ำหนัก 120 กก. รวมทั้งหมด 240 กก. เคสนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จ เพราะการที่เราได้มีโครงการอบรมเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทย เขาจึงได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ช่วยแจ้งเบาะแสต่าง ๆ แก่หน่วยราชการ จนทำงานปราบปรามได้ง่ายขึ้น
นายปฤณ เปิดเผยอีกว่า ส่วนเคสที่ 2 พบมีการลักลอบลำเลียงไอซ์ ด้วยการใช้รถกระบะดัดแปลงตรงด้านหลังเบาะคนขับเพื่อซุกซ่อนไอซ์ โดยไอซ์เหล่านี้มีที่มาจากภาคเหนือตอนบน เตรียมลำเลียงเข้าพื้นที่ภาคกลางตอนใน เพื่อนำลงภาคใต้เตรียมส่งออกประเทศปลายทางที่ 3
ซึ่งเคสนี้เราได้สืบสวนเรื่อยมา โดยใช้เส้นทางการเดินรถมาวิเคราะห์ พบว่า เดือน ก.ย.67 จนถึงปี 2568 ราว 1 ปี ทำแบบนี้มาแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งมีเครือข่ายผู้ต้องหา รวม 17 ราย สามารถจับกุมของกลางยาเสพติดที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้ เฮโรอีน 91.7 กก. ไอซ์ 165 กก. ยาบ้า 600,000 เม็ด และคีตามีน 250 กก. ตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า การจับกุมเคสที่ 1 สืบเนื่องจากสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. สืบสวนเครือข่ายลักลอบส่งยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในวันที่ 15 ก.ย.68 ผู้ประกอบการขนส่งพัสดุได้แจ้งมายังเจ้าหน้าที่ว่า มีพัสดุต้องสงสัยที่อาจจะซุกซ่อนยาเสพติด เตรียมจัดส่งไปยังพื้นที่ภาคใต้ จึงประสานมายังสำนักปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินการตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยดังกล่าว
ตนจึงมอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. สั่งการชุดปฏิบัติการ สืบสวนขยายผลเกี่ยวกับพัสดุต้องสงสัยดังกล่าว กระทั่งวันที่ 17 ก.ย.68 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพัสดุต้องสงสัย พบไอซ์ 120 กก. บรรจุในกล่องพัสดุ จำนวน 6 กล่อง ที่ บริษัทขนส่งพัสดุเอกชนในพื้นที่ จ.สงขลา
จากนั้นสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ สำนักงาน ปปส. ภาค 9, ชปส.ภ.9, ศอ.ปส.ทร. และ ศปก.ทบ. ดำเนินการขออนุมัติครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุม (CD) เพื่อขยายผลไปยังผู้รับพัสดุดังกล่าว ขณะเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์พบเหตุต้องสงสัยเนื่องจากพบว่า ผู้นำส่งพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดได้นำส่งพัสดุดังกล่าวไปส่งไว้ที่บ้านเช่าในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งไม่ตรงกับที่อยู่ที่ระบุไว้บนกล่องพัสดุ
เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบ พบไอซ์ 120 กก. ในพัสดุ 6 กล่อง จากนั้นขยายผลตรวจค้นภายในบ้านเช่า พบไอซ์เพิ่มเติมอีก 120 กก. บรรจุในกล่องพัสดุ 6 กล่อง รวมของกลางไอซ์ทั้งหมด 240 กก. ในพัสดุ 12 กล่อง ผู้นำส่งพัสดุให้การว่า “ได้รับคำสั่งให้ไปส่งพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดที่บ้านเช่าหลังดังกล่าว”
จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ห้วงเดือน ก.ค.68 - ก.ย.68 เครือข่ายดังกล่าวลักลอบส่งพัสดุมาแล้ว 3 ครั้ง (รวมครั้งที่จับกุม) น้ำหนักรวม 350 กก. ต้นทางพัสดุ อ.บ้านแพง จ.นครพนม ปลายทาง อ.สะเดา จ.สงขลา คาดว่าเป็นยาเสพติดที่เตรียมส่งต่อไปยังประเทศที่สาม
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวอีกว่า การประสานงานดังกล่าวถือเป็นความร่วมมืออันดีจากผู้ประกอบการขนส่งพัสดุที่มีส่วนในการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางพัสดุภัณฑ์ อันเป็นผลมาจากที่ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้จัดให้มี การประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มพูนความรู้ให้ผู้ประกอบการ ในด้านการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ”
ซึ่งการประชุมดังกล่าวส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความชำนาญในการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางพัสดุภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่งเอกชน ยังคงเป็นวิธีการที่ขบวนการค้ายาเสพติดเลือกใช้ในการกระจายยาเสพติด เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่ำ และยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ที่ผ่านมา ตนพบว่ามีสาขาของบริษัทขนส่งเอกชนแห่ง 1 ที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดไม่ปฏิบัติตามการสกัดกั้นยาเสพติด ตนจึงใช้อำนาจของเลขาธิการ ป.ป.ส. สั่งยุติการประกอบกิจการของ บริษัทขนส่งเอกชนสาขาดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งตามหลักการแล้วบริษัทขนส่งเอกชนสามารถยื่นคำร้องคัดค้านผ่านทางศาลปกครองได้ เพื่อชี้แจงว่าไม่ได้มีการละเลยเพิกเฉย แต่บริษัทขนส่งเอกชนแห่งนี้ก็ไม่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านแต่อย่างใด
สำหรับการบ้านที่จะฝากต่อเลขาธิการทป.ป.ส. คนใหม่นั้น ตนทราบว่าท่านเคยเป็นรองเลขาธิการ ป.ป.ส. มาก่อน ตนเชื่อว่าการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็เห็นว่าปัญหายาเสพติดเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างไรคนใหม่เข้ามาก็คงต้องดำเนินการต่อ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับไอซ์ซุกพัสดุขนส่งล็อตใหญ่กว่า 240 กก.จากชายแดนภาคอีสานไปสู่พื้นที่ภาคใต้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th