เงินเฟ้อไทยต่ำเข้าข่ายเงินฝืดหรือไม่
เปิดรายงานนโยบายการเงิน ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 หาคำตอบ เงินเฟ้อไทยต่ำ เข้าข่ายเงินฝืดหรือไม่?
ที่มา : ธปท.
ในช่วงที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยติดลบตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และคาดว่าจะอยู่ ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกสักระยะหนึ่ง ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายหลายด้านและฟื้นตัวได้ช้า จึงท าให้เกิดค าถามว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่
โดยบทความนี้จะอธิบายลักษณะของภาวะเงินฝืดและการติดตามว่าภาวะเงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันเป็นเงินฝืดหรือไม่ ตลอดจนอธิบายสาเหตุว่าเพราะเหตุใดเงินเฟ้อไทยถึงมักอยู่ในระดับต่ำกว่าต่างประเทศ
ลักษณะของภาวะเงินฝืด
ภาวะเงินฝืด คือ ภาวะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำหรือติดลบต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากการที่ราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจลดลงอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ประชาชนชะลอการซื้อสินค้าเพราะคาดว่าในระยะข้างหน้าราคาจะลดลงไปอีก และทำให้ภาคธุรกิจต้องชะลอการผลิต การลงทุน และการจ้างงาน จนในที่สุดกระทบต่อรายได้แรงงาน และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ซึ่งลักษณะวงจรภาวะเงินฝืดเช่นนี้มักสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอรุนแรง ซึ่งเคยเกิดขึ้นนานมาแล้วในช่วง Great Depression ในประเทศสหรัฐฯ หลายประเทศในยุโรป และประเทศญี่ปุ่น รวมถึงในช่วงทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decade) ในประเทศญี่ปุ่นหลังปลายทศวรรษ 1990 เพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกและเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง จนทำให้เงินเฟ้อในประเทศญี่ปุ่นเฉลี่ยอยู่ใกล้ร้อยละ 0 นานนับสิบปี และ GDP เฉลี่ยเติบโตเพียงร้อยละ 1
เงินเฟ้อไทยปัจจุบันเข้าข่ายเงินฝืดหรือไม่?
ในช่วงที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำใกล้ร้อยละ 0 และติดลบบ้างในบางเดือนอย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันกำลังสะท้อนภาวะเงินฝืด หรือไม่จำเป็นต้องดูที่มาหรือสาเหตุของเงินเฟ้อที่ต่ำ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในรายย่อย ประกอบกับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจว่ามีการชะลอลงของการบริโภค การผลิต หรือการลงทุนที่มาจากการปรับลดลงของราคาสินค้าหรือไม่ในส่วนของที่มาของเงินเฟ้อที่ต่ำ หากพิจารณาจากภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อไทยที่ต่ำในช่วงล่าสุดมาจากหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นหลัก ซึ่งมักผันผวนตามปัจจัยด้านอุปทานรวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศ
[caption id="attachment_204202" align="aligncenter" width="822"]
โดยตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2567 ราคาในหมวดพลังงานของไทยปรับลดลงต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของอุปทานราคาน้ำมันดิบโลก อีกทั้งมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐอาทิ การลดค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ยังมีส่วนทำให้ราคาพลังงานในประเทศอยู่ในระดับต่ำเช่นกันนอกจากนี้ ราคาสินค้าในหมวดอาหารสดปรับลดลงต่อเนื่องจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย[/caption]
โดยเฉพาะในหมวดผักและผลไม้ สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อไทยทั่วไปที่ต่ำในช่วงนี้มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้สะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอรุนแรงดังที่มักเกิดขึ้นในภาวะเงินฝืดโดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งสะท้อนส่วนของเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านอุปสงค์ยังเป็นบวกที่ประมาณร้อยละ 1 ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต
นอกจากนี้ หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในรายย่อย เงินเฟ้อไทยที่ต่ำไม่ได้มาจาก การปรับลดลงของราคาสินค้าอย่างเป็นวงกว้าง โดยสัดส่วนของจำนวนสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อส่วนใหญ่หรือ ประมาณร้อยละ 60 ยังทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต (ภาพที่ 2)
โดยสินค้าส่วนใหญ่ ที่ราคาปรับลดลงอยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสด ขณะที่สินค้าในกลุ่มอุปโภคบริโภคที่ราคาปรับลดลงบ้าง เช่น ของใช้ ส่วนตัว และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบอยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมันและเคมีภัณฑ์เป็นสำคัญ และอาจมีการปรับลดลงจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากการค้าขายออนไลน์หรือการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน หากไทยกำลังประสบกับภาวะเงินฝืด เรามักเห็นเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวที่ลดลงด้วย จากสาธารณชนที่คาดว่า ราคาสินค้าและบริการในประเทศจะปรับลดลงต่อเนื่องจนนำไปสู่พฤติกรรมการชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้า รวมถึง การชะลอลงของการผลิตและการลงทุนของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของ สาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมายและทรงตัวใกล้ค่าเฉลี่ยในอดีต โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ 5 ปี ข้างหน้า ทั้งจาก ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจของ Asia Pacific Consensus Economics ณ เดือนเมษายน 2568 และจากการสกัดเงินเฟ้อ คาดการณ์จากข้อมูลในตลาดการเงิน ณ เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.5 ตามลำดับ (ภาพที่ 3)
สะท้อนว่า ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่ได้ต่ำนานต่อเนื่อง สอดคล้องกับประมาณการของ ธปท. ที่คาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าจากปัจจัยด้านอุปทานที่คลี่คลาย
สุดท้ายแล้ว หากหันมาดูภาวะเศรษฐกิจไทย แม้ว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเนื่องจากความท้าทาย หลายด้าน แต่ไทยไม่ได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรืออุปสงค์ที่ชะลอตัวรุนแรงดังที่มักเกิดในกรณีภาวะเงินฝืด โดยเครื่องชี้การบริโภคยังขยายตัวได้ โดยการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 และ 2.1 ตามลำดับ ขณะที่ด้านการผลิตและการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 1.3 และ 1.4 ตามลำดับ
ทั้งนี้ สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้าในปัจจุบันมาจากความท้าทายหลายด้านแต่ไม่ใช่เป็นเพราะเงินเฟ้อ ที่ต่ำ ไม่ว่าจะเป็นจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต ที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม
สอดคล้องกับผลสำรวจภาคธุรกิจจำนวน 571 ราย ในเดือน กรกฎาคม 2568 พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลงทุนหรือผลิตต่ำ มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การแข่งขันการค้าที่สูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง มากกว่าปัจจัยด้านราคาสินค้าโดยรวมที่ลดลง
เพราะเหตุใดเงินเฟ้อไทยถึงต่ำกว่าประเทศอื่น
แม้ปัจจุบันเงินเฟ้อไทยที่ต่ำไม่ได้เข้าข่ายภาวะเงินฝืด แต่ระดับของอัตราเงินเฟ้อไทยในช่วงที่ผ่านมามักต่ำกว่าประเทศ อื่น แม้หลายประเทศเผชิญกับปัจจัยด้านอุปทานหรือการปรับลดของราคาพลังงานโลกเช่นเดียวกับไทย หากไม่รวมช่วงที่ เงินเฟ้อสูงในปี 2565-2566 เงินเฟ้อไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ 30 อันดับแรกจาก 180 ประเทศทั่วโลก ดังนั้น คำถามที่สำคัญคือเพราะเหตุใด เงินเฟ้อไทยถึงได้มีแนวโน้มหรือค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ต่ำกว่า ต่างประเทศ
สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มที่ต่ำ สืบเนื่องมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างของไทย การที่ไทยเป็นเศรษฐกิจที่เล็ก และเปิด ทำให้เงินเฟ้อไทยมักอ่อนไหวไปกับปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยภายนอก โดยราคาสินค้าในหมวดพลังงานและ อาหารสดอธิบายความเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อไทยได้สูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่สัดส่วนของอาหารสดและ พลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อไทยสูงถึงร้อยละ 30 แต่หากรวมหมวดอาหารอื่นที่อยู่ในหมวดเงินเฟ้อพื้นฐานด้วย เช่น เครื่อง ประกอบอาหาร และอาหารสำเร็จรูป สัดส่วนอาหารและพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อจะสูงถึงร้อยละ 40 ซึ่งสัดส่วนนี้สูงเป็น อันดับต้น ๆ หากเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วที่มักมีสัดส่วนอาหารต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนา (ภาพที่ 4)
การที่ไทยมีสัดส่วนของหมวดอาหารสดและพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย อ่อนไหวไปกับแนวโน้มของปัจจัยด้านอุปทานที่ขับเคลื่อนสองหมวดนี้มากกว่าประเทศอื่น โดยแนวโน้มหรือค่าเฉลี่ย ระยะยาวของสองหมวดนี้ต่ำลงมาอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2555-2558 (ภาพที่ 5)
โดยจากเดิมที่หมวดพลังงานและอาหารสด ขยายตัวได้ที่ร้อยละ 6 และ 7 ตามลำดับในช่วงปี 2544-2557 ลดลงมาที่ร้อยละ 2 ทั้งคู่ในช่วง 10 ปีหลัง ซึ่งเกิดจาก การขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil Revolution) เป็นสำคัญ โดยการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตส่งผลให้แนวโน้มราคาพลังงานโลกปรับลดลง อีกทั้งยังทำให้แนวโน้มการขยายตัวของราคาหมวด อาหารสดลดตามไปด้วยเนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนที่สำคัญในการผลิตและการขนส่งอาหาร
อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังยังมีข้อสังเกตว่าราคาในหมวดอาหารของไทยต่ำสวนทางกับราคาอาหารในต่างประเทศ แม้ราคาอาหารโลกปรับสูงขึ้นตามความกังวลด้านความมั่นคงด้านอาหารประกอบกับ สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนส่งผลต่อปริมาณผลผลิตในหลายประเทศ แต่แนวโน้มราคาอาหารในไทยนั้นอยู่ต่ำกว่าต่างประเทศมาก (ภาพที่ 6) ส่วนหนึ่งจากการที่ไทยมีความสามารถพึ่งพาตนเองในการผลิต อาหารสูง ทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากการเร่งตัวของราคาอาหารโลกน้อยกว่าหลายประเทศ (ภาพที่ 7) คล้ายกับประเทศจีนและอินโดนีเซียที่สามารถผลิตอาหารได้ค่อนข้างเพียงพอกับความต้องการบริโภค อาหารในประเทศ โดยจะเห็นได้ว่าราคาหมวดอาหารในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นสำคัญ เช่น สหรัฐฯ หรือฟิลิปปินส์ จะอ่อนไหวและสูงขึ้นตามราคาอาหารโลกมากกว่าไทยหลายเท่า
นอกจากแนวโน้มของหมวดอาหารสดและพลังงานที่ลดลงแล้ว ราคาสินค้าและบริการโดยรวมในไทยยังอาจได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่สูงกว่าประเทศอื่น ส่วนหนึ่งจากการขาดดุลการค้า ที่มากขึ้นกับประเทศจีน โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2565 ที่นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เข้มข้นขึ้นทำให้จีนเร่งส่งออกสินค้าส่วนเกินมายังภูมิภาครวมถึงไทย ส่งผลให้ราคานำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นช้ากว่าราคา นำเข้ารวมอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 8 และ 9)
ซึ่งแม้ว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากสินค้าราคาถูกมากขึ้น แต่การแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ก็จำกัดความสามารถของผู้ผลิตในประเทศในการปรับขึ้นราคาเช่นเดียวกัน โดยสรุป เงินเฟ้อไทยที่ต่ำอธิบายได้โดยปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยเชิงโครงสร้างและไม่ได้เป็นต้นตอของการที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้เผชิญความท้าทายหลายด้านและ มีความเปราะบางในหลายจุด ธปท. จึงเล็งเห็นความสำคัญในการติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อ รวมถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาที่เอื้อให้เศรษฐกิจในระยะยาว เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ธปท. จับตา ความเสี่ยง เงินฝืด เร่งพัฒนา CPI ใหม่ หลังดัชนีเดิมอาจไม่สะท้อนค่าครองชีพ