โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เลี้ยงดูครอบครัวยากจนในยุคโบราณ ไม่ลำบากเท่าการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกหรอก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ธ.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 00.55 น. • ชุ่ยเชวี่ย
เมื่อมนุษย์ที่รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกอย่าง 'เผิงซย่า' ทะลุมิติไปเป็นหญิงเลวในยุคโบราณ ครอบครัวเผิงยากจนแต่ก็ดีกับลูกสาวไม่ได้เรื่องคนนี้มาก ด้วยความเห็นใจนางจึงจะเลี้ยงดูพวกเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

ข้อมูลเบื้องต้น

เลี้ยงดูครอบครัวยากจนในยุคโบราณ ไม่ลำบากเท่าการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกหรอก

ชุ่ยเชวี่ย เขียน

เมื่อมนุษย์ที่รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกอย่าง 'เผิงซย่า' ทะลุมิติไปเป็นหญิงเลวในยุคโบราณ ครอบครัวเผิงยากจนแต่ก็ดีกับลูกสาวไม่ได้เรื่องคนนี้มาก ด้วยความเห็นใจนางจึงจะเลี้ยงดูพวกเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

Designed by Freepik

รูปภาพที่นำมาใช้เป็นปกนิยายเรื่อง ‘เลี้ยงดูครอบครัวยากจนในยุคโบราณ ไม่ลำบากเท่าการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกหรอก’ นำมาจากเว็บไซต์ Freepik โดยผู้แต่งสามารถนำมาใช้เป็นปกนิยายในเชิงพาณิชย์โดยไม่ติดลิขสิทธิ์ และปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้งานอย่างถูกต้อง

แหล่งอ้างอิงรูป [ คลิก ]

เนื้อหา ผู้คน สถานที่และเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง ผู้อ่านสามารถคอมเมนต์ติชมผลงานได้เต็มที่ ขอเพียงอยู่ในขอบเขต และโปรดใช้ถ้อยคำสุภาพต่อเจ้าของผลงาน

*** ยังไม่มีการตรวจสอบคำผิดอย่างถี่ถ้วน ในเนื้อหาอาจมีคำที่เกิดจากอาการนิ้วเบียดของผู้แต่ง ทั้งคำที่ไม่สมประกอบ คำที่สะกดผิด การใช้ชื่อตัวละครสลับกัน เขียนชื่อตัวละครผิด หรือคำที่ใช้ผิดบริบท สามารถทักท้วงได้ หลังจบเรื่องผู้แต่งจะทำการแก้ไข ***

แนะนำเรื่อง

เมื่อมนุษย์ที่รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกอย่าง ‘เผิงซย่า’ ทะลุมิติไปเป็นหญิงเลวในยุคโบราณ ครอบครัวเผิงยากจนแต่ก็ดีกับลูกสาวไม่ได้เรื่องคนนี้มาก ด้วยความเห็นใจนางจึงจะเลี้ยงดูพวกเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

หายนะวันสิ้นโลกได้มาเยือนเมื่อหลายสิบปีก่อน ไวรัสซอมบี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วหลังอุกกาบาตลูกหนึ่งพุ่งชนใส่โลก ทำให้สิ่งมีชีวิตมากมายแปรสภาพกลายเป็นศพเดินได้

ระยะเวลาไม่ถึงเดือน จำนวนประชากรโลกก็ลดลงเกินกว่าครึ่ง ซึ่งเผิงซย่าก็คือส่วนน้อยของมนุษย์ที่เหลือรอดมาได้ หญิงสาวต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย เผชิญภยันตรายนานัปการ จวบจนเวลาผ่านไปหลายสิบปี ในคืนหนึ่งที่เผิงซย่าพักผ่อนหญิงสาวกลับตื่นขึ้นมากลายเป็นหญิงเลวในยุคโบราณ

ร่างนี้ถูกขับไล่ออกจากบ้านสามีหลังหย่า ต้องดั้นด้นกลับหมู่บ้านตนพร้อมลูกแฝดหญิงสองคน ทั้งที่สถานการณ์ในครอบครัวเข้าขั้นวิกฤติ ขาดแคลนอาหาร มีหนี้มหาศาล แต่บ้านเดิมของ ‘เผิงซย่า’ คนนี้กลับให้การต้อนรับหญิงสาวเป็นอย่างดี

ไหน ๆ นางก็หลุดพ้นจากวันสิ้นโลกมาได้ แม้จะเป็นความบังเอิญ ไม่ใช่ความตั้งใจของร่างนี้หรือครอบครัวเผิง แต่อย่างไรนางก็จะตอบแทนโดยการเลี้ยงดูพวกเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดี และชดเชยความผิดพลาดของร่างเดิมที่ทำต่อบ้านเดิมอย่างถูกต้อง

แค่การเลี้ยงดูครอบครัวยากจนในยุคโบราณ เทียบกับการเอาชีวิตรอดจากวันสิ้นโลกแล้ว ลำบากน้อยกว่าหลายโขด้วยซ้ำ อีกอย่าง นอกจากทักษะรอบด้านที่เผิงซย่ามี ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือ การล่าสัตว์ หรือค้าขายที่เป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงดูคนในครอบครัว ‘มิติ’ จากโลกเดิมก็ติดตามนางมายังโลกยุคโบราณอีกด้วย!

ซอมบี้ในวันสิ้นโลกเกิดการวิวัฒนาการ มนุษย์เองก็เช่นเดียวกัน ส่วนน้อยในบรรดาผู้รอดชีวิตจะมีผู้ถูกปลุกพลัง ครอบครองความสามารถเหนือธรรมชาติ ซึ่งพลังของเผิงซย่าก็คือ ‘มิติไร้สิ้นสุด’ นางคือผู้ใช้มิติที่ถูกหลาย ๆ องค์กรไล่ล่ามาหลายสิบปี

ในมิติของนาง นอกจากจะกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ยังมีข้าวของเครื่องใช้มากมายนับไม่ถ้วนที่เผิงซย่ารวบรวมไว้ รวมถึง ‘บ่อน้ำแห่งชีวิต’ ที่มีสรรพคุณรอบด้าน เป็นเช่นนี้แล้วนางก็ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีก ต่อจากนี้ไปเผิงซย่าจะไม่ให้ครอบครัวเผิงต้องอดอยากเหมือนเมื่อก่อนแน่นอน!

ติดตามตอนต่อไป

อารัมภบท

อารัมภบท

หลายสิบปีก่อน อุกกาบาตกลุ่มหนึ่งได้พุ่งชนใส่โลก โดยภายในหินนอกโลกนั้นนำพามาซึ่งไวรัสซอมบี้ ก่อให้เกิดหายนะต่อมนุษยชาติอย่างร้ายแรง

ประชากรหกในสิบส่วนแปรสภาพเป็นศพเดินได้ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ประเทศเล็ก ๆ ล่มสลายชั่วข้ามคืน เงินกลายเป็นสิ่งไร้ค่า น้ำ อาหาร และยา ล้วนเป็นเสบียงที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมี

กระนั้นสิ่งที่น่าหวาดกลัวมากที่สุดกลับไม่ใช่ซอมบี้ที่กัดกินคน แต่เป็นมนุษย์ หลังเกิดหายนะวันสิ้นโลก จิตใจอันดำมืดของมนุษย์ก็ถูกปลุกขึ้น เพื่อให้ตนมีชีวิตรอดบางคนถึงกับยอมผลักเพื่อนร่วมโลกให้เป็นโล่เนื้อ ทั้งหลอกใช้ เข่นฆ่า และอีกมากมายสารพัดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

กว่า ‘เผิงซย่า’ จะมีชีวิตรอดจนถึงปัจจุบัน เธอจึงต้องผ่านความเป็นความตายนับไม่ถ้วน เคยถูกคนที่เคยเรียกว่าเพื่อนหักหลัง เคยเกือบพลาดท่าให้กับเศษเดนมนุษย์ การที่เธอยังหายใจอยู่ในตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

เสียงลมดังหวือ ๆ ขณะที่ร่างสมส่วนควงเชือก เธอคุมนิ้วทั้งสิบอย่างคล่องแคล่ว ชั่วพริบตานั้น ใบมีดที่อยู่ปลายเชือกก็พุ่งทะยาน แหวกม่านอากาศก่อนตวัดเข้าลำคอของซอมบี้ประมาณหกตัว ศีรษะของพวกมันตกกระทบพื้น ไม่ทันได้รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนก็ตายเสียแล้ว

คืนนี้คงต้องพักที่นี่ก่อน หญิงสาวคิดในใจพลางสำรวจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายสิบปี เมื่อแน่ใจว่าไม่เหลือซอมบี้ และไม่มีร่องรอยของมนุษย์ที่เคยอยู่อาศัย เธอจึงจัดการปูที่นอน ตั้งใจว่าจะหลับสักสี่ชั่วโมงแล้วค่อยออกเดินทางต่อ

เพราะต้องเอาชีวิตรอดจากวันสิ้นโลก ร่างกายของเผิงซย่าจึงไม่ได้ผอมบางเหมือนอดีต กาลเวลาและประสบการณ์ได้เปลี่ยนให้เธอมีร่างกายที่สมส่วนขึ้น กล้ามเนื้อทุกส่วนได้รับการขัดเกลาอย่างดีเยี่ยม ผิวกร้านแดดเล็กน้อย แม้ไม่ถึงขั้นบึกบึน แต่ก็ไม่ได้ดูบอบบางน่าทะนุถนอม

หากเป็นตัวเธอในอดีตก่อนเกิดวันสิ้นโลกคงรับสภาพตนในเวลานี้ไม่ได้ ทว่าปัจจุบันเธอกลับคิดว่าเมื่อต้องแลกความสวยกับการมีชีวิตรอดแล้ว ก็ถือว่าคุ้มค่า

หญิงสาวหลับตาลงหลังเอนตัวลงนอน เธอไม่ได้หลับสนิทเพราะยังต้องคอยระวังภัยรอบตัวอยู่เสมอ แต่เผิงซย่าไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าการพักผ่อนในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

เสียงฝนและกลิ่นอับชื้นปลุกให้เผิงซย่าตื่น ทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หญิงสาวก็ขยับตัวเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์

“!!!”

เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน เผิงซย่ารู้สึกอ่อนแรงจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้ตามใจ เหนือสิ่งอื่นใดคือความเจ็บปวดทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงปลายเท้า แม้กระทั่งการหายใจยังเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับหญิงสาวในตอนนี้

“ซย่าเอ๋อร์! เป็นอย่างไรบ้าง”

น้ำเสียงอ่อนโยนของใครคนหนึ่งดังขึ้นอยู่ใกล้ ๆ กระนั้นเผิงซย่าที่ถูกความเจ็บปวดโจมตีประสาทรับรู้ก็แทบไม่ได้ยินเสียงอะไร ภาพที่มองเห็นยังเลือนราง พร่ามัว ทำได้เพียงควบคุมจังหวะลมหายใจเพื่อให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น

ในขณะที่เธอกำลังสับสน สายธารความทรงจำก็พลันหลั่งไหลเข้าสู่ศีรษะเผิงซย่าอย่างเชี่ยวกราก รูม่านตาหญิงสาวขยายในฉับพลัน เสี้ยววินาทีที่ความเจ็บปวดระดับมหันตภัยเข้าเล่นงานจนกายผอมแห้งบิดเกร็ง เรื่องราวของของสตรีผู้หนึ่งก็ถูกเรียบเรียงและถ่ายทอดให้เธอได้รับรู้

นั่นจึงทำให้เผิงซย่าเข้าใจสถานการณ์ของตน ไม่รู้ทำไม แต่หลังหลับตาพักผ่อนจู่ ๆ เธอก็ทะลุมิติมายังยุคโบราณ ร่างเดิมนี้มีชื่อเดียวกันกับเธอด้วย นางเกิดในครอบครัวยากจน มีพี่ชายสี่คน เพราะเป็นลูกสาวคนเดียวและยังเป็นน้องเล็ก เผิงซย่าเลยเป็นที่รักของคนในครอบครัว นางถูกเลี้ยงดูอย่างเอาใจ ได้กินของที่ดีที่สุด ในสวมเสื้อผ้าดี ๆ

ครอบครัวนี้รักเผิงซย่ามากจนไม่แม้แต่จะให้นางช่วยงานบ้านงานครัว คิดเพียงให้นางมีชีวิตอย่างสุขสบาย และเพราะวิธีเลี้ยงแบบผิด ๆ นี้จึงทำให้ร่างเดิมเสียคน กระทั่งเผิงซย่าอายุสิบเจ็ดหนาว นางก็ตกหลุมรักชายจากอีกหมู่บ้าน อีกฝ่ายเป็นบัณฑิตยากจน รูปร่างหน้าตาค่อนข้างโดดเด่น ถือว่าเนื้อหอมมากทีเดียว

เผิงซย่าหลงชายผู้นั้นหัวปักหัวปำ แทบจะประเคนทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านเผิงไปให้เขา ถึงขั้นเอ่ยปากบอกว่าหากแต่งงานกัน นางจะมอบสินเดิมให้เขาทั้งหมด กอปรกับนางเป็นหญิงงามคนหนึ่ง อีกฝ่ายจึงยอมรับรักเผิงซย่า แต่งนางเข้าบ้านในท้ายที่สุด

ทว่าชีวิตรักของหญิงสาวไม่ได้ราบรื่นดังที่ฝันไว้ แม่สามีไม่พอใจลูกสะใภ้ที่มีดีแค่ใบหน้าอย่างนาง เผิงซย่าทำงานบ้านไม่เป็น งานครัวก็ยิ่งแล้วใหญ่ ซ้ำยังคลอดแฝดหญิงออกมาสองคน เพื่อไม่ให้แม่สามีเกลียดชังตนไปมากกว่านี้ นางจึงกลับบ้านเดิม นำข้าวของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ผ้าห่มใหม่ หรือแม้กระทั่งเงินที่มารดาสะสมไว้หลายปีไปมอบแม่สามี

ร่างเดิมไม่ได้ทำแค่ครั้งสองครั้ง ทุก ๆ เดือนนางจะกลับมาเอาข้าวของในบ้านเผิง แม้กระทั่งเครื่องปรุงอย่างเกลือหรือน้ำตาลก็ไม่เว้น ยอมแลกทุกอย่างเพียงเพื่อมีตัวตนในบ้านสามี

ส่วนพ่อแม่เผิงเองก็ไม่กล้าขัดใจลูกสาวตน นางอยากได้อะไรก็ให้ไปเสียหมด บรรดาพี่ชายก็แทบไม่ต่างกัน จนเวลาผ่านไปแปดปี สถานการณ์ในครอบครัวเผิงจึงเข้าขั้นวิกฤติ เป็นหนี้จำนวนมหาศาล ไม่เหลืออะไรให้เผิงซย่าขูดรีดอีกแล้ว

ครั้นร่างเดิมไม่สามารถหาข้าวของมาปรนเปรอบ้านสามีได้ อีกทั้งสามีนางก็สอบผ่านเป็นจวี่เหริน เผิงซย่าจึงกลายเป็นตัวไร้ประโยชน์ ซ้ำยังอาจเป็นอุปสรรคต่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของชายหนุ่มได้ นางเลยถูกบังคับให้หย่า ทั้งถูกอดข้าวอดน้ำ ทุบตีจนหน้าบวมตัวช้ำ เมื่อไม่อาจทนความทรมานเหล่านี้ไหวเผิงซย่าจึงยอมหย่าก่อนจะถูกขับไล่ออกจากบ้านพร้อมกับลูก ๆ ทั้งสองคน

นางไม่มีที่ไปแล้วก็ดั้นด้นกลับบ้านเดิม พ่อแม่เผิงเห็นลูกสาวตนมีสภาพปางตายย่อมปวดใจ ให้การต้อนรับนางกับลูก ๆ เป็นอย่างดี นั่นจึงทำให้ร่างเดิมสำนึกผิดได้ว่าเมื่อก่อนตนประพฤติตนชั่วช้าเพียงใด แต่กว่านางจะคิดได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว เผิงซย่าทนพิษบาดแผลไม่ไหว นางเลยสิ้นใจหลังหลับใหลก่อนจะถูกเผิงซย่าที่มาจากวันสิ้นโลกทะลุมิติเข้ามาสวมร่าง

เพราะอะไรหลังตื่นมาเธอจึงรู้สึกอ่อนแรง ทั้งยังเจ็บปวดรวดร้าวไปเกือบทุกส่วนของร่างกาย ความสงสัยของเผิงซย่าถูกคลี่คลายลงพร้อมกับที่ความทรมานค่อย ๆ หายไป

เปลือกตาขาวซีดปิดลงอย่างเชื่องช้า ลมหายใจที่เคยขาดห้วงก็กลับมาคงที่ แม่เผิงมองร่างซูบผอมของบุตรสาวด้วยสีหน้าหวาดผวา ครั้นเห็นว่านางเพียงหลับไป นางจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่

‘ซูหว่าน’ ใช้หลังมืออังหน้าผากเผิงซย่าเบา ๆ ความร้อนประหนึ่งก้อนถ่านทำให้แม่เผิงตกใจมาก

เพิ่งเช็ดตัวไม่ใช่รึ เหตุใดไข้ขึ้นเร็วเพียงนี้

นางรีบลุกขึ้นยืน ตั้งใจกลับเข้าครัวเพื่อต้มน้ำและวานให้ลูกสะใภ้ทำข้าวต้มเตรียมไว้ให้บุตรสาว

ขณะที่บานประตูไม้ปิดลง นัยน์ตากระจ่างใสใต้แพขนตาพลันลืมขึ้นอย่างเงียบงัน

ติดตามตอนต่อไป

บทที่หนึ่ง : ผู้ใช้มิติ

บทที่หนึ่ง

ผู้ใช้มิติ

เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง เผิงซย่าที่มีสติมากขึ้นแล้วจึงเลิกแกล้งหลับ นางกวาดตามองสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ สายตาที่เคยพร่าเลือนบัดนี้กลับมาแจ่มชัด นี่คือห้องนอนของเผิงซย่าคนเก่า บ้านหลังนี้ทั้งผนังและพื้นก่อจากดินเหนียวผสมฟาง ไร้เพดาน มุงด้วยหลังคาหญ้า เป็นบ้านสมัยโบราณในยุคที่นางจากมาจะเห็นก็แต่ในพิพิธภัณฑ์

แม้ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก แต่เผิงซย่าก็ทะลุมิติมาจริง ๆ

ที่นี่คือราชวงศ์โหลวที่ไม่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ ภาษาเหมือนกับโลกเดิมที่นางเคยอยู่ แต่ตัวอักษรต่างกันอย่างสิ้นเชิง ธรรมเนียมและวัฒนธรรมมีทั้งส่วนที่คล้ายและไม่คล้าย

นางไม่รู้ว่าตนควรจะรู้สึกเช่นไรก่อนดี อารมณ์ของเผิงซย่าผันไปผวนมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ มีทั้งยินดีที่หลุดพ้นจากวันสิ้นโลกที่มีซอมบี้จำนวนมหาศาลยึดครอง หรือสับสนกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนกับพล็อตนิยายยอดฮิต

หญิงสาวหลับตาลง พยายามตั้งสติ ผ่อนลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ นี่คือสิ่งที่นางได้เรียนรู้มาจากสหายที่ตายไปแล้ว สิ่งนี้คือการควบคุมลมหายใจ เป็นเคล็ดลับชั้นยอดสำหรับนักฆ่า ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดี เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้เผิงซย่าตั้งสติได้ง่ายขึ้น หากเชี่ยวชาญจริง ๆ ก็สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่โหมดบ้าคลั่ง พลังกายและความเร็วเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า แต่เผิงซย่าไม่ได้ช่ำชองถึงระดับนั้น เพียงเรียนรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ

เผิงซย่าใช้เวลาไม่นานก็ยอมรับได้แล้วว่าตนทะลุมิติมายังยุคโบราณ อย่างไร…โลกเดิมของนางก็คือวันสิ้นโลก ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนทั้งสองฝั่งก็ล้วนแฟนตาซีเหมือนกันไม่ใช่หรือ สำหรับคนมีภูมิอย่างนางแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรที่จะทำใจยอมรับ

“ท่านยาย…ท่านแม่ล่ะเจ้าคะ ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง”

“ท่านแม่อาการดีขึ้นแล้วใช่ไหมเจ้าคะ อาเจียวกับท่านพี่ขอเข้าไปหาท่านแม่ได้หรือไม่”

“ยังไม่ได้จ๊ะ ตอนนี้มารดาของพวกเจ้าไข้ขึ้นหนัก หากเข้าไปจะติดไข้เข้าเอาได้ ชิงเอ๋อร์กับเจียวเอ๋อร์เป็นเด็กดี ย่อมต้องเชื่อฟังคำยายใช่ไหม”

เสียงสนานาของบุคคลทั้งสามดังขึ้นอยู่นอกห้อง โดยเสียงเล็กใสของเด็กหญิงทั้งสองก็คือลูกแฝดของร่างเดิม ‘ชิงชิง’ และ ‘เจียวเจียว’ พวกนางเป็นเด็กอายุเพียงเจ็ดหนาว เผิงซย่าอาศัยความทรงจำก็เห็นใบหน้าซูบผอมของเด็ก ๆ ปรากฏขึ้นในหัว

เสียงวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อย หลังแม่เผิงกล่อมหลานสาวให้สงบลงได้ นอกห้องนอนก็ไร้เสียงสนทนา มีเพียงเสียงในที่ตกกระทบผิวดินนอนบ้านคลออยู่เบา ๆ

“…อึก”

เผิงซย่าไม่มีกะจิตกะใจจะใคร่ครวญ หญิงสาวครางในลำคอเบา ๆ ด้วยความเจ็บ เหงื่อร้อนผุดทั่วหน้าผากและแผ่นหลัง หัวคิ้วของเผิงซย่าขมวดเข้าหากันโดยไม่คลาย เจ็บปวดเสียจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างเดิมถึงได้เสียชีวิตลง

ตอนนี้สถานการณ์ของครอบครัวเผิงไม่สู้ดี ไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมไม่สามารถเชิญหมอมารักษานางได้แน่ ๆ อย่างไรเผิงซย่าก็เคยชินกับการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก นางย่อมไม่คิดจะนอนนิ่งเฉยรอความตาย

ก่อนอื่น…ต้องรีบลดไข้และประคบเย็นลดบวม

บ้านเผิงอยู่ในหมู่บ้านกลางป่าทึบ บริเวณนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ดี มีพืชพรรณมากมายนับไม่ถ้วน เช่นนั้นก็น่าจะมีสมุนไพรที่นางต้องการ

ทว่าเผิงซย่าในตอนนี้ไม่มีแม้แต่แรงจะพลิกตัว หากนางฝืนร่างกายเข้าป่าไปหาสมุนไพร เกรงว่าตนคงจะได้ผ่านด่านประตูผีตามหลังร่างเดิมกันพอดี

ถ้ามี ‘สิ่งนั้น’ คงช่วยได้เยอะ แต่เผิงซย่าทะลุมิติมาแล้ว จะไปมีของแบบนั้นได้อย่างไร

“!!!”

โดยไม่คาดคิด กระบอกน้ำสเตนเลสพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือหญิงสาว รูม่านตาเผิงซย่าขยายขึ้นด้วยความตื่นเต้น

สวรรค์เปิดทางให้รึ นางคิดโดยกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ แม้เจ็บมุมปากเพียงใดเผิงซย่าก็ไม่สนใจแล้ว

พลังในโลกเดิมของนางติดตามมาด้วย!? เผิงซย่าคิดในใจขณะฝืนใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อหมุนฝากระบอกน้ำ ก่อนจะยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว หยาดน้ำใสไหลลื่น ช่วยให้ลำคออันแห้งผากกลับมาชุ่มชื้น ความเจ็บปวด ความทรมาน และความหิวโหยพลันลดลงหลายส่วนในระยะเวลาชั่วอึดใจ

ในวันสิ้นโลกที่เผิงซย่าจากมา หลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสนอกโลก ซอมบี้ที่แต่เดิมเป็นเพียงศพเดินได้ก็เกิดการวิวัฒนาการ พวกมันสามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ บางตัวมีความสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย ทว่าในความสิ้นหวังนั้นก็มีแสงสว่างโผล่พ้นเหนือจากความมืด ไม่ใช่แค่ซอมบี้ที่เกิดการวิวัฒนาการ มนุษย์เองก็เช่นเดียว ประชากรหนึ่งในร้อยถูกปลุกพลัง คนกลุ่มนี้ต่างถูกวิวัฒนาการให้มีพลังเหนือธรรมชาติ สามารถปลิดชีพซอมบี้ธรรมดาได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งเผิงซย่าเองก็เป็นหนึ่งในผู้ปลุกพลัง ทว่าพลังของหญิงสาวไม่ใช่สายต่อสู้ นางคือ ‘ผู้ใช้มิติ’ พลังของเผิงซย่าไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ มีคนมากมายที่มีพลังประเภทเดียวกันนาง ทว่าขอบเขตของมิติของพวกเขานั้นต่างถูกจำกัดเพียงไม่กี่ตารางเมตร แต่มิติของเผิงซย่ากลับมีพื้นที่ไร้สิ้นสุด

นอกเหนือจากนั้นยังมี ‘บ่อน้ำแห่งชีวิต’ ที่มีสรรพคุณรอบด้าน สามารถฟื้นฟูความเหนื่อยล้า เยียวยาบาดแผล ประครองอาการโรคร้าย และอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน ด้วยสิ่งนี้จึงทำให้เผิงซย่ารอดจากความเป็นความตายในช่วงวิกฤติมาตลอดได้

สิบปีแรกหลังเกิดวันสิ้นโลก เผิงซย่าเคยร่วมมือกับศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งที่ถูกก่อตั้งเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ สร้างพื้นที่ปลอดซอมบี้โดยมีผู้ปลุกพลังคอยคุ้มกัน ซึ่งกลุ่มที่เผิงซย่าเคยอยู่นั้นเป็นแนวหน้า คอยกวาดล้างซอมบี้บริเวณรอบ ๆ ศูนย์วิจัย สำรวจพื้นที่ต่าง ๆ สมาชิกในกลุ่มล้วนเป็นผู้ปลุกพลังที่หาตัวจับได้ยาก บางคนเป็นทหารหน่วยรบพิเศษมาก่อน บางคนเคยเป็นนักฆ่า มีแม้กระทั่งแพทย์และแฮกเกอร์ฝีมือดี

เพราะการร่วมกลุ่มในครั้งนั้น เผิงซย่าจึงได้รับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้จากผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการแพทย์ โดยเฉพาะวิธีโจมตีซอมบี้ให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด นอกเหนือจากนั้นยังมีทักษะอื่น ๆ อีกมากมาย

ด้วยความเป็นผู้ใช้มิติ หญิงสาวจึงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลยุทโธปกรณ์และเสบียงทั้งหมด มิติไร้สิ้นสุดสามารถเก็บข้าวของเครื่องใช้ได้ทุกอย่าง กล่าวได้ว่ากลุ่มของเผิงซย่าไม่จำเป็นต้องแบกข้าวของมากมายก็ออกไปแนวหน้าได้อย่างสุขสบายราวกับตั้งแคมป์

ทว่าแม้การร่วมมือกันในครั้งนั้นจะทำให้เผิงซย่าได้ขัดเกลาฝีมือ มีทักษะรอบด้าน รวบรวมของใช้จำเป็นต่อการดำรงชีพนับไม่ถ้วน แต่นั่นก็แลกมาด้วยการนองเลือดและการถูกทรยศ หนึ่งในสมาชิกทีมลอบทรยศ คอยส่งข้อมูลของพวกเผิงซย่าให้กับศูนย์วิจัยอีกแห่งจนกลุ่มถูกผู้ปลุกพลังลอบโจมตี หักหลังเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายเพียงเพื่อตำแหน่งสูงส่งที่สามารถควบคุมชีวิตคนในศูนย์วิจัยแห่งนั้นได้

เมื่อไม่อาจต้านทานศัตรูที่เข้ามาโจมตีรอบด้าน ศูนย์วิจัยที่เผิงซย่าเคยร่วมมือด้วยจึงแตกพ่ายอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างหนีตายไปคนละทิศคนละทาง ส่วนทีมของหญิงสาว…ต่างถูกกำจัดทิ้ง เหลือเพียงเผิงซย่าที่เอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

หลังจากนั้นเป็นต้นมา นางจึงถูกหลาย ๆ องค์กรไล่ล่าเพื่อหวังจะได้ครอบครองมิติไร้สิ้นสุดและบ่อน้ำแห่งชีวิต หลายสิบปีมานี้เผิงซย่าเลยไม่เคยอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง หวาดระแวงมนุษย์ด้วยกัน และจำเป็นต้องละทิ้งชื่อแซ่ที่บิดามารดาตั้งให้เพื่อความปลอดภัย

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อครู่เผิงซย่าลืมตัวเผลอคิดว่าหากมีน้ำแห่งชีวิตที่ตนกรอกใส่กระบอกไว้ก็คงจะดี ไม่นึกเลยว่ามิติไร้สิ้นสุดจะถูกผูกกับวิญญาณของนาง ต่อให้ทะลุมิติก็ยังสามารถใช้พลังนี้ได้

ที่สำคัญ การที่กระบอกสเตนเลสปรากฏขึ้นก็หมายความว่าข้าวของทั้งหมดที่นางรวบรวมไว้ ไม่ว่าจะเป็นเสบียงหรือยุทโธปกรณ์ที่เคยมีในช่วงรวมทีมผู้ปลุกพลัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเก็บไว้ในมิตินับหลายสิบปีก็ยังติดตามนางมาที่ยุคโบราณนี้ด้วย!

ติดตามตอนต่อไป

บทที่สอง : ตัดสินใจ

บทที่สอง

ตัดสินใจ

เพราะได้น้ำแห่งชีวิตช่วยไว้ เรี่ยวแรงของหญิงสาวจึงค่อย ๆ กลับมา ส่วนพิษไข้ก็ทุเลาลงมาก แต่ก็ใช่ว่าอาการป่วยจะหายเป็นปลิดทิ้งในพริบตาเดียว เผิงซย่ายังต้องรักษาบาดแผลและกินยาลดไข้

หลังเก็บกระบอกน้ำสเตนเลสกลับเข้ามิติ นางก็นึกถึงสิ่งของที่ตนจำเป็นต้องใช้ เวลาผ่านไปครู่หนึ่งร่างบอบช้ำก็ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เผิงซย่ากินอาหารง่าย ๆ ที่ตุนไว้มิติ ตามด้วยยาและน้ำแห่งชีวิต

ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นอยู่ไม่ไกลจากประตู หญิงสาวก็รีบจัดการเก็บข้าวของทั้งหมดกลับเข้ามิติก่อนเอนตัวนอนดังเดิม ไม่นานบานประตูเก่า ๆ ก็เปิดออกพร้อมการปรากฏตัวของแม่เผิงและสะใภ้ใหญ่

นางเอี้ยวหน้ามองคนทั้งคู่ขณะสำรวจอีกฝ่าย มารดาร่างเดิมอายุห้าสิบสองหนาว ทว่าร่างกายและใบหน้ากลับดูมีอายุเกินวัยไปหลายปี ดูอิดโรย ผอมแห้ง ฝ่ามือฝ่าเท้าเต็มไปด้วยรอยแตกเนื่องจากทำงานหนักติดต่อกันมาเกือบตลอดทั้งชีวิต แม้ใบหน้าจะธรรมดาดาษดื่นแต่กลับมีแววตาอ่อนโยนอย่างสุดซึ้ง

ส่วนสาวงามข้างกายแม่เผิงคือ ‘อวี๋ม่าน’ สะใภ้ใหญ่ของครอบครัวเผิง นางอายุยี่สิบแปดหนาว รูปร่างของนางค่อนข้างผอมมาก สีหน้าค่อนข้างเย็นชา แววตาดุดัน ทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อและกลิ่นควันเนื่องจากทำงานอยู่ในครัวแทบตลอด

ทั้งคู่แต่งกายง่าย ๆ ด้วยผ้าฝ้ายด้อยคุณภาพที่เต็มไปด้วยรอยประ เรือนผมรวบต่ำ โพกด้วยผ้าเก่า ๆ สีน้ำชา ตรงฉบับสาวชาวบ้านยุคโบราณอย่างถ่องแท้

“เจ้าตื่นแล้ว” แม่เผิงกล่าวพร้อมสัมผัสหลังมือบุตรสาวอย่างอ่อนโยน

น่าแปลกนัก ทั้งที่ทั่วฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยแตก มีแต่ร่องรอยอันมาจากการโหมงานหนัก แต่กลับสามารถสัมผัสเผิงซย่าได้อย่างนุ่มนวล เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกเหมือนตนถูกทนุถนอมเช่นนี้ นางจึงสงสัยและสนใจ คอยหลุบตาดูมืออันเหี่ยวย่นของซูหว่านขณะครุ่นคิด

“ท่านแม่ปล่อยมือเถอะ เดี๋ยวนางก็ไม่พอใจท่านอีกหรอกเจ้าค่ะ” อวี๋ม่านเอ่ยพลางวางถ้วยข้าวต้มลงบนโต๊ะไม้ข้างตั่งนอน ท่าทีนางแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่ถูกกับเผิงซย่า

“แม่ดีใจจนลืมไปแล้ว อย่าโกรธแม่เลยนะ” แม่เผิงผละมือออกด้วยความกลัว เพราะมือของนางไม่ได้นุ่มนิ่ม ทั้งหยาบทั้งสาก เมื่อก่อนเผิงซย่าจึงไม่ชอบให้มารดามาจับเนื้อต้องตัว บอกว่าถูกสัมผัสแล้วระคายผิว ซูหว่านจึงหลีกเลี่ยงมาตลอดเพื่อไม่ให้ลูกสาวไม่พอใจตน

“…”

เผิงซย่าไม่ได้ตอบในทันที นางเหลือบหลุบมองสัมผัสอบอุ่นที่ยังคงเหลือไว้บนหลังมือครู่หนึ่ง แม่เผิงเองก็ไม่อยากให้ลูกสาวโกรธตอนกำลังป่วยจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเลยใช้หลังมืออังหน้าผากลูกสาว ตั้งใจว่าเบนความสนใจของเผิงซย่าแต่ตนกลับตกใจเองเสียได้ “หืม…ไข้ลดไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

นัยน์ตาของแม่เผิงกวาดมองร่างกายบุตรสาว ครั้นเห็นว่าผิวที่เคยซีดเซียวกลับมีเลือดฝาดนางก็ยิ่งแปลกใจ หากดูไม่ผิด รอยบวมก็เหมือนจะลดลงด้วย?

“ไม่ใช่ว่าอาการของนางไม่ได้หนักตั้งแต่แรกหรือเจ้าคะ” อวี๋ม่านเอ่ยขณะกอดอกมองน้องสาวสามี “นางคงกลัวไม่มีที่ไปแล้วจึงแสร้งป่วยหนักให้ท่านเห็นใจกระมัง เหอะ หน้าไม่อาย…”

“เอาล่ะ ๆ เจ้ากลับไปเตรียมมื้อเย็นไว้รอพวกเขาเถอะ แม่จะดูแลซย่าเอ๋อร์เอง” ซูหว่านรีบขัดลูกสะใภ้เพราะไม่อยากให้ทั้งคู่ทะเลาะกัน

อย่างไรนี่ก็เป็นแม่สามี อวี๋ม่านจึงต้องเชื่อฟัง นางพ่นลมหายใจแรง ๆ ก่อนหันหลังกลับเข้าครัว เมื่อภายในห้องนอนเหลือเพียงเผิงซย่าและซูหว่าน บรรยากาศที่เคยอึดอัดจึงกลับมาสงบดังเดิม

“ซย่าเอ๋อร์มากินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วแม่จะเช็ดตัวให้” แม่เผิงประครองหลังลูกสาวให้ลุกขึ้นนั่งพิงผนังดินพลางยกถ้วยข้าวต้มมาตักอาหารจ่อปากลูกสาว

นางหลุบมองข้าวต้มที่มีแค่น้ำและข้าวไม่กี่เม็ด เกรงว่านี่คงจะเป็นข้าวสารที่เหลืออยู่ในบ้านกระมัง มารดาร่างเดิมคนนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็ยกแต่ของดี ๆ ให้ลูกสาว นางอยากกินอะไร อยากได้อะไรก็พยายามขวนขวายมาเติมเต็มความต้องการเผิงซย่า ก็ไม่แปลกเลยที่ร่างเดิมจะเสียคน นางพอเข้าใจความรู้สึกที่ไม่อยากให้ลูกลำบาก แต่การไม่ปล่อยให้เผิงซย่าคนเก่าหัดฝึกฝน มีทักษะติดตัว ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายลูกทางอ้อมเลย

“นี่คงจะเป็นข้าวสารทั้งหมดที่มีในบ้านแล้วใช่ไหมเจ้าคะ…” เผิงซย่าพูดด้วยน้ำเสียงติดแหบ นางยกมือขึ้นมาประครองถ้วยก่อนวางลงบนโต๊ะข้างตั่งนอน “ข้าคงกินคนเดียวไม่หมด แบ่งกันกินน่าจะดีกว่า”

แม่เผิงอึ้งกับท่าทีลูกสาวจนพูดไม่ออก แต่เมื่อหายตกใจ นางก็รีบร้อนกล่าวขึ้นมา “ได้อย่างไร เจ้าป่วยก็ต้องกินให้มากถึงจะหายดี”

“ข้าไม่อยากเอาเปรียบทุกคนเหมือนเมื่อก่อนแล้วเจ้าค่ะ” นางคลี่ยิ้มบาง ๆ พลางเอื้อมมือไปจับมือของมารดาร่างเดิม สีหน้าแววตาหรือท่าทางล้วนแตกต่างจากนิสัยเดิมของเผิงซย่าคนเก่าอย่างสิ้นเชิง “ท่านแม่…หลังข้าถูกทรมานร่างกายและจิตใจ ข้าก็สำนึกแล้วว่าตนผิดต่อคนในครอบครัวเช่นไร”

“จะ…เจ้า” แม่เผิงตะลึง แทบไม่เชื่อหูตนเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาเผิงซย่าเคยพูดเช่นนี้เสียที่ไหน

นางบีบมือมารดาร่างเดิมแรงขึ้นเล็กน้อย “ตลอดหลายปีมานี้ข้าบกพร่องต่อหน้าที่ลูก น้องสาว และมารดา หากไม่ชดใช้ข้าคงรู้สึกติดค้างไปจนวันตาย”

“ไม่เลย…ไม่เลย ซย่าเอ๋อร์ แม่ไม่เคยโทษเจ้า ไม่มีใครโทษเจ้า” ซูหว่านพูดพร้อมน้ำตา สัมผัสที่มือนางอบอุ่นและอ่อนโยนยิ่งนัก นี่ไม่ใช่สิ่งที่แม่เผิงเคยได้รับจากบุตรสาวมาก่อน และยิ่งเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากเผิงซย่า ซูหว่านก็ยิ่งมีความหวังว่านางอาจพูดจริง

“แต่ข้าโทษเจ้าค่ะ ข้าจึงอยากเปลี่ยนตนเอง อยากชดใช้ ฉะนั้นแล้ว…ต่อจากนี้หากท่านแม่เห็นข้าช่วยงานคนในบ้าน ก็อย่าได้ห้ามข้าเลยนะคะ รวมถึงของดี ๆ ข้าก็อยากให้ท่านแบ่งให้ทุกคนได้ใช้ได้กินเหมือนกัน เหมือนกับข้าวต้มถ้วยนี้”

“…” แม่เผิงหลุบหน้ามองข้ามต้มในถ้วย ม่านน้ำตาทำให้ภาพที่นางเห็นนั้นพร่ามัว ได้แต่จับมือลูกสาวไว้พลางพยักหน้ารับพร้อมน้ำตา

มุมปากทั้งสองของเผิงซย่ายกขึ้นน้อย ๆ อย่างยากสังเกต น้ำเสียงของนางยังอ่อนโยนลงมากทีเดียว “ขอบคุณที่เข้าใจข้าเจ้าค่ะ ข้าขอเพียงท่านแม่อย่าเพิ่งนำเรื่องนี้ไปบอกใคร ข้าเคยผิดต่อพวกเขา หากไม่พิสูจน์ให้เห็นด้วยตาย่อมไม่มีใครเชื่อ ท่านแม่จะเป็นกำลังใจให้ข้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองใช่ไหมเจ้าคะ”

“ฮึก มะ…แม่อยู่ข้างเจ้าเสมอ ย่อมต้องเป็นกำลังใจให้เจ้าอยู่แล้ว” ซูหว่านสะอื้นเบา ๆ ยิ่งถูกลูกสาวเช็ดน้ำตาให้ด้วยสัมผัสอ่อนโยนนางก็ยิ่งกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่

กว่าเผิงซย่าจะปลอบมารดาร่างเดิมให้สงบลงก็ใช้เวลาไม่น้อย หลังกินข้าวเช็ดตัว นางก็ส่งยิ้มให้ซูหว่านจวบจนร่างผอมถือถ้วยข้าวต้มกลับครัวไปแบ่งไว้ให้คนในบ้าน

ก่อนที่แม่เผิงและสะใภ้ใหญ่จะเข้ามา เผิงซย่าก็ใคร่ครวญมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าตนจะรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัวนี้ให้ดี ไหน ๆ นางก็หลุดพ้นจากวันสิ้นโลกมาได้ ซึ่งต่อให้สถานการณ์นี้จะเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตา หาใช่ความตั้งใจที่จะช่วยของร่างเดิม ความจริงที่ว่าเผิงซย่ารอดพ้นจากหายนะมาได้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง หญิงสาวจึงรู้สึกเหมือนตนถูกช่วยชีวิตไว้ สมควรจะตอบแทน

เมื่อสรุปได้ดังนี้ นางเลยจะตอบแทนโดยการทำให้ความปรารถนาก่อนตายของเผิงซย่าคนเก่าให้เป็นจริง ช่วยชดเชยความผิดพลาดที่ร่างเดิมเคยทำต่อบ้านเดิมให้ถูกต้อง ซึ่งสำหรับหญิงสาวแล้วนั่นก็คือการดูแลความเป็นอยู่บ้านครอบครัวเผิงให้ดีขึ้น

แค่การเลี้ยงดูครอบครัวยากจนในยุคโบราณ เมื่อเทียบกับการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกแล้วถือว่าลำบากน้อยกว่าหลายโขด้วยซ้ำ อีกอย่าง นอกจากทักษะรอบด้านที่เผิงซย่ามี มิติจากโลกเดิมก็ยังติดตามนางมายังโลกยุคโบราณอีกด้วย

เป็นเช่นนี้แล้วนางก็ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีก ต่อจากนี้ไปเผิงซย่าจะไม่ให้ครอบครัวเผิงต้องอดอยากเหมือนเมื่อก่อนแน่นอน!

ติดตามตอนต่อไป

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...