โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MOODY: รักหรอกจึงหยอกเล่น คำตอบจากนักจิตฯ ทำไมผู้ชายบางคน ชอบแสดงความก้าวร้าวใส่คนที่ชอบ

BrandThink

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 03.24 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 08.30 น.

ใครเคยมีประสบการณ์โดนแกล้งมาตลอด แล้วมารู้ทีหลังว่าเขาแอบชอบเราบ้าง?

เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนต้องเคยสัมผัสประสบการณ์แบบนี้มาบ้าง โดยเฉพาะตอนเด็กๆ หรือวัยรุ่นที่มีเพื่อนผู้ชายบางคนชอบมาแกล้งเราประจำโดยไม่มีเหตุผล บ้างก็หยอกนิดๆ บ้างก็ล้อให้เรารำคาญ หรือบางคนเล่นแรงเลยเถิดไปเลยก็มี

คำถามคือ ชอบแล้วทำไมต้องแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวใส่ แทนที่จะแสดงความอ่อนโยนให้คนที่แอบชอบประทับใจ กลับทำให้พวกเธอสับสน บางคนกลายเป็นแผลใจหลังถูกแกล้ง กลายเป็นคนไม่มั่นใจตัวเองไปเลยก็มี

งานนี้ MOODY ไปหาคำตอบมาให้แล้ว โดย ซอล แม็กคลาวด์ (Saul McLeod) อาจารย์สอนจิตวิทยา ผู้จบปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ โดยเขาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันโรแมนติกและการสนับสนุนทางสังคม ได้เขียนอธิบายไว้ในบทความ ‘Why Do Guys Act Rude When they Like You?’ ว่า บางคนอาจ ‘กลัวที่จะเปิดเผยความเปราะบาง’ ความไม่มั่นใจในตัวเอง หรือแม้แต่ภาพจำจากสังคมที่สอนให้ผู้ชายต้องปิดบังด้านอ่อนไหวไว้ให้มิดชิด

ทำให้พวกเขาอาจเติบโตมากับความเชื่อว่าการเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงคือการเปิดช่องให้ถูกปฏิเสธ เลยเลือกสร้างกำแพง ปฏิเสธที่จะยอมรับว่ากำลังหึง กำลังหวั่นไหว หรือกำลังรู้สึกมากเกินไป และแทนที่จะพูดตรงๆ พวกเขาก็ใช้ถ้อยคำประชดประชันหรือท่าทีเย้ยหยันเหมือนเป็นเกราะป้องกันตัว เพื่อไม่ให้ใครได้เห็นด้านที่กลัวว่าจะไม่ถูกยอมรับ

หรือในบางครั้ง ความหยาบคายก็เป็นเพียงการทดสอบขอบเขตโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายบางคนอยากรู้ว่าเราจะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ไหม หรือจะยอมลดขอบเขตของตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์แค่ไหน เขาอาจผลักดันขีดจำกัด ลองข้ามเส้นบางเส้นเพื่อดูว่าเราจะยอมปล่อยให้เขาทำได้หรือไม่ ซึ่งซอลบอกว่าถ้าใครรักและเคารพเราจริงๆ เขาจะไม่ทำให้เราต้องเอาตัวเองไปแลกกับอีโก้เหล่านี้ และถ้าพวกเขาฝืนข้ามเส้นซ้ำๆ นั่นอาจบอกได้ว่าเขาไม่ได้เห็นคุณค่าของขอบเขตเหล่านั้นเลย

นอกจากนี้ สำหรับคนที่คบกันแล้วบางคนก็ยังใช้พฤติกรรมบางอย่างเพื่อหยั่งเชิงฝ่ายหญิงตลอดเวลา คือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ‘Push-Pull Cycle’ โดยผู้ชายอาจถอยห่างเพื่อให้เรารู้สึกไม่มั่นใจและอยากเข้าใกล้มากขึ้น ความรู้สึกหวั่นไหวแบบนี้อาจไปกระตุ้นรอยแผลเก่าในใจเรา ทั้งความกลัวถูกทอดทิ้ง ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ จนเราพยายามไล่ตามและเกาะเขามากขึ้น และการไล่ตามนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกมีอำนาจมากขึ้น แต่แทนที่จะหยุดเขาก็ยิ่งถอยออกไปอีกเพื่อรักษาระดับอำนาจ กลายเป็นวงจรที่ทำให้เราหมดแรงโดยไม่รู้ตัว

อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือ ความเชื่อผิดๆ ว่า การเป็นคนดีแปลว่าอ่อนแอ ผู้ชายบางคนเลยพยายามแสดงบท‘Badboy’ เพราะคิดว่านั่นคือความเป็นชายที่แท้จริง พวกเขาอาจหลีกเลี่ยงความอ่อนโยนเพราะกลัวถูกมองว่าอ่อนแอ ทั้งที่ในความจริง ผู้หญิงจำนวนมากต้องการผู้ชายที่มีทั้งความดีและความมั่นใจแบบสุขุมกล้าแกร่งอยู่ในคนเดียวกัน ความหยาบคายในความสัมพันธ์จึงไม่ใช่เสน่ห์ แต่มักเป็นสัญญาณของความไม่พร้อม อาจจะยังไม่โตพอ หรือยังเจ็บปวดจากบางสิ่งที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา

ซอลให้คำแนะนำว่า หากใครเคยมีประสบการณ์ประมาณนี้อย่าเพิ่งโทษตัวเองถ้ามีใครปฏิบัติกับเราอย่างหยาบคาย เพราะบ่อยครั้งมันไม่ได้สะท้อนคุณค่าของเราเลย แต่อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนจากการต่อสู้ภายในใจเขา

ความหยาบคายไม่เคยเป็นสัญญาณของความผูกพันที่แท้จริง ตรงกันข้าม มันคือสัญญาณให้เราถอยออกมาดูให้ชัดว่าคนคนนั้นพร้อมจะปฏิบัติกับเราด้วยความเคารพหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องแบกรับหน้าที่เปลี่ยนใครหรือพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ เพราะความรักที่ดีควรทำให้เรารู้สึกปลอดภัยเสมอ

สุดท้าย MOODY อยากบอกว่าอย่าลืมดูแลหัวใจตัวเอง จงซื่อสัตย์กับสิ่งที่เราต้องการจากความสัมพันธ์ และอย่าปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ในเกมหรือรูปแบบพฤติกรรมที่ทำร้ายเรา ถ้าสิ่งที่เขาทำอยู่มันทำให้เราเจ็บปวด ลองสื่อสารออกไปตรงๆ ว่าเราเจ็บ

ถ้าสัญญาณที่ได้รับกลับมาคือความไม่เข้าใจ ไม่เคารพหรือสร้างความสับสน ลองพิจารณาดูว่าเราควรสนใจเขาต่อไปไหม หรือสำหรับคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์ การปล่อยมือแล้วเดินต่อไป ก็อาจเป็นการรักตัวเองในแบบที่งดงามที่สุดแล้วก็ได้นะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...