โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลายบ้านทำประจำ! แพทย์ชี้ "อาหารค้างคืน 4 ประเภทนี้" ทำลายไต เสี่ยงมะเร็ง อย่าเสียดาย ทิ้งเลย!

sanook.com

เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 04.48 น. • Sanook
ใครชอบทานอาหารเหลือข้ามคืน ควรระวังให้ดี เนื่องจากมีผลต่อการทำลายไต แถมเสี่ยงเป็นมะเร็งอีกด้วย คำถามที่ว่า

เว็บไซต์ hk01 นำเสนอบทความทางการแพทย์ สำหรับใครชอบทานอาหารเหลือข้ามคืน ควรระวังให้ดี เนื่องจากมีผลต่อการทำลายไต แถมเสี่ยงเป็นมะเร็งอีกด้วย
คำถามที่ว่า"อาหารค้างคืน" กินได้หรือไม่? ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาของไต้หวัน "จ้าวหมิงเว่ย" แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ "อย่ารับประทาน" เพราะแบคทีเรียในอาหารถ้าทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วมันจะผลิตสาร "เอนโดทอกซิน" และหากจะทำลายเอนโดทอกซิน อาจต้องใช้อุณหภูมิความร้อนที่สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่สามารถกำจัดได้ด้วยไมโครเวฟ, การต้มหรือนึ่งแบบธรรมดาทั่วไป
คนทั่วไปเข้าใจกันว่า "โรคติดต่อทางปาก" แน่นอนต้องเกี่ยวข้องกับอาหาร รวมไปถึงนิสัยการกินที่ไม่เหมาะสมนั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณ กรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือ มะเร็ง หากวัตถุดิบสดใหม่ย่อมปลอดภัย แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าวัตถุดิบนั้นสดจริงหรือไม่? และหากถ้ากินมื้อเดียวไม่หมดจะกินมื้อต่อไปได้ไหม?
จ้าวหมิงเว่ย ได้โพสต์วิดีโอเตือนว่า อาหารค้างคืน 4 ประเภทที่ไม่ควรกินเด็ดขาด นั่นก็คือ อาหารค้างคืนที่ไม่ได้เก็บในภาชนะปิดสนิท, ผักใบเขียวที่มีไนเตรทสูง, อาหารที่แช่เย็นค้างคืนเกิน 2 คืน และ อาหารค้างคืนที่ความร้อนอุ่นแล้วไม่ทั่วถึง

dru8wadda2-wmnd0svfn5hwov5xcm

1. อาหารค้างคืนที่ไม่ได้เก็บในภาชนะปิดสนิท
จ้าวหมิงเว่ย อธิบายว่า ผลไม้ต่างๆ เช่น แตงโม และอาหารที่ปรุงแบบเย็น ไม่เหมาะที่จะนำมาอุ่นกิน ถ้าเก็บในตู้เย็นโดยไม่ห่อด้วยพลาสติกแรปให้มิดชิด อาจเกิดการปนเปื้อนข้ามกับเชื้อแบคทีเรียในตู้เย็น ซึ่งทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
ในฤดูร้อน มักจะมีผู้ป่วยด้วยอาการกระเพาะลำไส้อักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย จากการกินแตงโมค้างคืน ซึ่งวิธีที่ถูกต้องคือ ก่อนหั่นแตงโม ควรล้างผลให้สะอาดก่อน ใช้มีดและเขียงที่สะอาด ส่วนที่ยังไม่กินให้ห่อด้วยพลาสติกแรปทันทีแล้วแช่ตู้เย็น โดยต้องแยกเก็บจากเนื้อสดและผักสด และควรกินภายในวันรุ่งขึ้นด้วย

gmqtowfebwsj1kwvskyc2dkmsork9

2. ผักใบเขียวที่มีไนเตรทสูง

สารไนเตรต-ไนไตรต์ (Nitrate-Nitrite) เป็นสารเคมีที่ใช้เป็นสารกันเสีย โดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เป็นสาเหตุทำให้อาหารบูดเน่า และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์จำพวกคลอสตริเดียมบอทูลินัม (Clostridium botulinum) และ คลอสตริเดียมเปอร์ฟรินเจน (Clostridium perfringens) ที่สามารถสร้างสารพิษรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ยกตัวอย่าง ผักปวยเล้ง อ้างถึงผลการทดลองว่า หลังจากลวกผักปวยเล้งแล้วแช่เย็นไว้ 16 ชั่วโมง ปริมาณไนไตรท์จะเกินมาตรฐาน และถ้าเป็นผักที่เหลือจากการคีบด้วยตะเกียบ ระดับไนไตรท์จะยิ่งเกินมาตรฐานหนักกว่าเดิม ดังนั้น ผักใบเขียวจึงควรปรุงแล้วกินทันที
3. อาหารที่แช่เย็นค้างคืนเกิน 2 คืน
ตู้เย็นไม่ใช่ตู้นิรภัย แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็น แต่แบคทีเรียก็ยังสามารถเจริญเติบโตได้ และในสภาพที่ชื้นก็เหมาะกับการเจริญเติบโตของสารพิษอะฟลาทอกซิน ซึ่งถ้าเกิดมีสารพิษนี้แล้ว แม้จะอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก็ไม่สามารถกำจัดมันออกได้ จึงแนะนำว่าอาหารที่แช่เย็นเมื่อวาน ควรกินให้หมดภายในวันรุ่งขึ้น

ykr18ncnejo_lfljxxczgza2tm4su

4. อาหารค้างคืนที่อุ่นแล้วความร้อนไม่ทั่วถึง
อาหารที่กินเหลือมักจะมีน้ำลายปนเปื้อนเยอะ ซึ่งมีแบคทีเรียอยู่มาก ถ้าอุ่นไม่ร้อนพอที่จะฆ่าเชื้อโรค ก็อาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย แล้วการอุ่นให้ร้อนทั่วถึงต้องทำยังไง? จ้าวหมิงเว่ย บอกว่า ต้องอุ่นอาหารให้ร้อนถึง 100 องศาเซลเซียส และต้องให้น้ำในอาหารเดือดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 นาที จึงจะถือว่าอุ่นได้ถูกต้องปลอดภัย

8q1_hwhjiwpt9jo7rlbyso_cikbtq

นอกจากนี้ จ้าวหมิงเว่ย บอกว่า ถ้าทำอาหารแล้วเห็นว่าเยอะเกินกว่าจะกินหมด อันดับแรกอย่าเพิ่งใช้ช้อนหรือตะเกียบสัมผัสอาหาร และไม่ควรวางทิ้งไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง เพราะระหว่างที่อาหารค่อยๆเย็นลงนั้น เชื้อจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตไปพร้อมๆกัน
ทางที่ดีที่สุดคือ ควรรีบเก็บอาหารตอนที่ยังร้อนใส่กล่องที่ฆ่าเชื้อแล้ว ปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปแช่ตู้เย็น เมื่อจะกินในวันรุ่งขึ้น ต้องอุ่นให้ความร้อนทั่วถึง จึงจะสามารถกินอาหารค้างคืนได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...