โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ : ประเทศไทยรอดได้ ต้องเขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 07.16 น.

พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน มองภาพใหญ่ประเทศไทย ไทยรอดได้ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทำงบประมาณแบบใหม่ แก้ไขหลักสูตรการศึกษาฉีกกรอบเดิมตั้งแต่ยุคไอโฟนรุ่นแรก

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมงานเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด SAVE THAILAND : Restore • Reframe • Rise” ในโอกาสครบรอบปีที่ 14 ก้าวสู่ปีที่ 15 ของสำนักข่าวไทยพับลิก้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยกล่าวถึงมุมมองที่มีต่ออนาคตประเทศไทยว่า ถ้าพูดในภาพใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ค้นพบความจริงตั้งแต่ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง

และรู้สึกชัดเจนขึ้นในช่วงสองปีที่มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร คือสังเกตเห็นว่าหลายปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาจากความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน หรือความท้าทายใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายเรื่องเทคโนโลยี เรื่องสังคมสูงวัย เรื่องปัญหาโลกรวน

แต่หลายปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน เป็นปัญหาที่พูดคุยกันมาหลายยุคหลายสมัย เป็นปัญหาที่สภาผู้แทนราษฎรทุกชุดก่อนหน้านี้ก็ถกเถียงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระบบการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ ปัญหาเรื่องการศึกษา ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น

ประเทศไทยรอดได้ ต้องเขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม

พริษฐ์ระบุว่า ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยรอด สิ่งสำคัญคือไม่ใช่เพียงแค่การวางโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อเท่าทันต่อความท้าทายใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องมาย้อนสะสางปัญหาจากโลกแห่งอดีตด้วยเช่นกัน

“ผมอยากสรุปสั้น ๆ ว่า ประเทศไทยจะรอดได้ เราต้องมีการปรับโครงสร้างของประเทศผ่านการเขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม เล่มที่หนึ่งคือรัฐธรรมนูญ เล่มที่สองคือเอกสารงบประมาณ และเล่มที่สามคือหลักสูตรการศึกษา”

หนังสือเล่มแรก แก้รัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์กล่าวว่า เล่มแรก คือการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการปฏิรูประบบการเมือง ในฐานะคนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยบอกว่าประเทศเราควรจะทำแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ผมไม่ได้มองว่าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันที แต่ผมมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดสภาพแวดล้อมและระบบทางการเมืองที่จะทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทางออกที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนขึ้น

ถามว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาอย่างไร ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เมื่อเราไปดูว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มบังคับใช้ และนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 จะเห็นว่าดัชนีหลายเรื่องของประเทศไทยมีความถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาควบคู่กับประชาธิปไตยที่ถดถอยหรือนโยบายที่อาจจะไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามา และปัญหาการทุจริตที่เรื้อรัง

“ในส่วนของประชาธิปไตย ผมคิดว่าเราเห็นชัดว่าตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2560 สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความยึดโยงกับประชาชนน้อยลง จนทำให้คะแนนดัชนีประชาธิปไตย หากนับเฉพาะหมวดหมู่ที่วัดเรื่องของสถาบันทางการเมือง จะเห็นว่าถ้านับจากปี’62-67 ก็ลดลง อาจจะมีบางช่วงเหมือนจะดีขึ้นในช่วงใกล้ ๆ ก่อนการเลือกตั้งปี’66 แต่ว่าในภาพรวมอยู่ในทิศทางที่ลดลงมา”

จะเห็นว่าเรามีระบบทางการเมืองที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เลือก สส.พรรคหนึ่งเข้าไป แต่รัฐธรรมนูญกลับไปเปิดช่องให้ สส.เหล่านั้นสามารถย้ายค่ายไปทำงานให้กับอีกพรรคหนึ่งได้ โดยที่ไม่เคยมีการขออนุญาตจากพี่น้องประชาชนเลย

แม้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เลือก สส.ไปทำงานในสภา เลือกฝ่ายบริหารไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล แต่ปัจจุบันยังมีสถาบันทางการเมืองหลายสถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่สามารถเข้ามาขัดขวางเจตนารมณ์ของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากเจตจำนงของประชาชน

“กลายเป็นว่าคนที่ชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรแก้ได้หรือไม่ได้ นโยบายไหนทำได้หรือไม่ได้ หรือแม้กระทั่งใครอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หรือไม่ได้ กลับเป็นตุลาการ 9 คนในศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอุปสรรคจริง ๆ”

นิติสงคราม ทำนักการเมืองขาดแรงรูงใจคิดนโยบายใหม่

นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัญหาที่สองที่เห็นคือ “นโยบายล้าหลัง” เป็นการพยายามตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมา ผมไม่คิดว่าประเทศไทยขาดคนเก่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ 20 ปีก่อน ต้องยอมรับว่าเราอาจจะไม่ค่อยเห็นนวัตกรรมเชิงนโยบายใหม่ ๆ ออกมาสักเท่าไหร่ เราไม่ค่อยเห็นนโยบายเหมือนกับ 20 ปีก่อน อย่างเช่น เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในประเทศ และเป็นที่ชื่นชมของต่างประเทศ

ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญของการขาดนวัตกรรมเชิงนโยบายแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าประเทศไทยขาดคนเก่ง แต่เพราะว่าเรามีระบบการเมืองที่ทำให้รัฐบาลไม่ว่ายุคสมัยไหน อาจจะขาดสมาธิและแรงจูงใจในการคิดค้นนโยบายเพื่อมาแก้ไขปัญหายาก ๆ ให้กับประเทศ ขาดสมาธิก็เพราะว่าปัจจุบันไม่ว่ารัฐบาลยุคสมัยไหนจะต้องเสียสมาธิไปไม่น้อยกับการรับมือกับคำร้องต่าง ๆ ที่เข้ามา กับนิติสงครามที่เข้ามา

ส่วนแรงจูงใจในการทำนโยบายดี ๆ เราก็เห็นว่ารัฐบาลแต่ละยุคสมัยก็อาจจะมีแรงจูงใจน้อยลง หากย้อนกลับไปดูการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก่อนหน้านี้ ความอยู่รอดของรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของประชาชนและคะแนนที่สะท้อนผ่านคูหาเลือกตั้งสักเท่าไหร่ พอระบบการเมืองเป็นเช่นนี้ ก็เลยทำให้รัฐบาลอาจจะขาดสมาธิและแรงจูงใจในการคิดค้นนโยบายใหม่ ๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

รัฐธรรมนูญปราบโกง โฟกัสผิดจุด

ส่วนสุดท้ายอาจจะเป็นปัญหาที่ประหลาดใจของหลายคนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 นั่นคือปัญหาเรื่อง “การทุจริต” ต้องยอมรับว่าผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 หลายคนมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ถ้าเอาข้อเท็จจริงมาพูดจะเห็นว่าคะแนนความโปร่งใสของประเทศ ถ้าวัดตามดัชนีภาพลักษณ์การทุจริตลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ปีล่าสุดได้ 34 คะแนน จาก 100 คะแนน เป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดในรอบ 10 กว่าปี

แม้บางฝ่ายจะมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีเจตนาในการปราบโกงจริง แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำได้แค่การปราบคนที่ต้องการจะปราบ มากกว่าการปกป้องภาษีของประชาชนจากการโกงทุกรูปแบบจากทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค กลายเป็นว่ากลไกในการแก้ไขการทุจริต หลายครั้งถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองมากกว่า

จะเห็นว่า ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ทำงานไป แต่พอต้องมาทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นคดีนาฬิกาหรู ไม่ว่าจะเป็นคดีบ้านพัก ก็มักจะถูกตั้งคำถามเสมอเกี่ยวกับความอิสระในการทำงาน หรืออย่างเหตุการณ์ล่าสุด กลไกของ สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ก็ถูกมองว่าทำงานขยันผิดจุด ไปไล่ล่าคุณครูที่ทำใบเสร็จหายเวลาซื้อเครื่องเขียน แต่กลับปล่อยปละละเลยจนทำให้อาคาร สตง.ถล่มลงมากลางกรุงเทพฯ

“นี่คือปัญหาที่หนึ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมีการแก้ไข ถ้าเรามีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเนื้อหานั้นมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น ผมคิดว่าเราจะมีระบบการเมืองที่ประชาชนสามารถฝากความหวังไว้ได้มากขึ้น นี่คือหนังสือเล่มที่หนึ่งที่ผมคิดว่าต้องมีการเขียนใหม่ เพื่อสามารถทำให้ประเทศไทยรอดได้”

หนังสือเล่มที่ 2 ทำงบประมาณแบบใหม่ใช้ภาษีถูกจุด

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เล่มที่สอง คือเรื่อง “เอกสารงบประมาณประจำปี” เป็นเอกสารที่ถูกผลิตออกมาทุกปีที่บ่งบอกว่าเงินภาษีทุกท่านจ่ายเข้าไป ถูกใช้ไปกับอะไร ในฐานะที่มีโอกาสมาร่วมงานกับพรรค เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่งบประมาณปี 2566 และล่าสุดงบประมาณปี 2569 สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นและค่อนข้างน่าตกใจกับการจัดทำงบประมาณของประเทศ ก็คืองบประมาณของประเทศเราในแต่ละปีเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

“ไม่ว่าแต่ละปีประเทศจะเผชิญกับปัญหาใหม่ ๆ อะไร ไม่ว่าจะวิกฤตโควิด วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ หรือวิกฤตสงครามการค้าที่เราเผชิญอยู่จากภาษีทรัมป์ล่าสุด แต่พอเราไปเปิดดูเอกสารงบประมาณ กลายเป็นว่างบประมาณที่มาจากภาษีของเราถูกจัดสรรในลักษณะที่ค่อนข้างใกล้เคียงจากเดิมมาก คือแต่ละปีเปิดไป ถ้าไม่รู้ว่าปีนั้นมีวิกฤตอะไร แทบจะเดาไม่ได้เลย เพราะแต่ละปีจัดสรรคล้าย ๆ กัน”

พอดูลึกลงไปพบว่าสาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าระบบในการจัดทำงบประมาณถูกวางไว้ในลักษณะที่อาจจะไม่ได้สร้างแรงจูงใจต่อการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ เวลาหน่วยงานจัดทำงบประมาณแล้วต้องไปเสนอต่อสำนักงบประมาณ กลายเป็นว่าถ้าเป็นโครงการที่ทำมาเหมือนเดิมก็อาจจะถูกตั้งคำถามน้อยกว่า ถ้าทำมาแล้วถูกต้องตามระเบียบในปีก่อน มาปีนี้ก็ไม่มีความเสี่ยงที่จะไปขัดระเบียบอย่างไร แต่ตัวชี้วัดว่าทำไปแล้วมีผลสัมฤทธิ์เท่าไหร่ก็อาจจะไม่ได้ถูกเพ่งเล็งมากนัก แต่พอเป็นโครงการใหม่ที่จะทดลองทำอะไรใหม่ ๆ กลายเป็นว่าอาจจะถูกตั้งคำถามมากกว่า

ดังนั้น พอระบบมันวางไว้แบบนี้ ทำให้เห็นว่าการจัดทำงบประมาณในแต่ละปีค่อนข้างจะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก หลายประเด็นที่คิดว่าสังคมก็ตั้งคำถามทุกปี ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีเยอะเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานร้างหรือไม่ได้มีการใช้งานเต็มที่ หรืองานอบรมสัมมนาที่มีเยอะแยะไปหมด แต่ไม่รู้ว่าผลสัมฤทธิ์เป็นเช่นไร ก็ยังคงถูกจัดสรรงบประมาณไปอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าจำเป็นจริง ๆ ว่าถ้าเราอยากจะให้เงินภาษีของเราถูกใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ ก็จำเป็นต้องมาทบทวนเรื่องการจัดทำงบประมาณ

อย่างที่หนึ่ง อาจจะต้องมีการปรับเรื่องตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์และกระบวนการในการจัดทำที่พยายามจะไปลดองค์ประกอบของระบบ ณ เวลานี้ ที่ไปสร้างแรงจูงใจให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้งบประมาณแต่ละปี อาจจะมีพื้นที่งบประมาณมากขึ้น ที่ฝ่ายการเมืองแต่ละยุคสมัยสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้ แต่สัมฤทธิผลหรือไม่ก็ให้ประชาชนไปตัดสินในคูหาเลือกตั้ง

อย่างที่สอง คือทำอย่างไรให้งบประมาณถูกใช้โดยคนที่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด ตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญ 2540 ทุกคนพูดมาตลอดเรื่องความสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กฎหมายที่ออกมาในช่วงเวลานั้นมีการตั้งเป้าหมายว่าสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นควรจะอยู่ที่ 35% แต่เชื่อหรือไม่ว่าผ่านมา 20 กว่าปีมาถึงวันนี้ สัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นอยู่แค่ 29% เหมือนเดิม

“สิ่งที่ที่ผมคิดว่าเราทำได้ คือทำยังไงให้เรากระจายสัดส่วนงบประมาณให้กับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อทำให้คนที่มีความใกล้ชิดกับปัญหา รู้ดีที่สุดว่าบริการสาธารณะที่เป็นที่ต้องการในพื้นที่ควรจะออกแบบอย่างไร รู้ดีที่สุดว่าถ้าจะทำรถขนส่งสาธารณะควรจะออกแบบเส้นทางแบบไหน คือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนในพื้นที่”

ถ้ากังวลเรื่องการทุจริต ผมคิดว่าเราก็ต้องกังวลเท่า ๆ กันกับการทุจริตที่เกิดขึ้นทั้งที่ท้องถิ่นและที่หน่วยงานส่วนกลาง จึงนำมาสู่

ข้อเสนอที่สาม เกี่ยวกับเรื่องการจัดทำงบประมาณ ก็คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ปัจจุบันถามว่าหน่วยงานมีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณหรือไม่ เขาก็จะตอบว่าเปิดเผย เพราะว่าทุกปีเอกสารงบประมาณก็จะถูกส่งมาที่สภาก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระที่หนึ่ง

แล้วช่วงหลังต้องยอมรับว่าสำนักงบประมาณก็พยายามจะจัดทำเป็นรูปแบบของตาราง Excel ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แม้ว่าเราอาจจะยังมีข้อท้วงติงอยู่เล็กน้อยหรือข้อเสนอแนะอีกเล็กน้อยว่ารูปแบบการจัดข้อมูลใน Excel ควรจะจัดในรูปแบบให้วิเคราะห์ต่อได้ง่ายขึ้น แต่ก็เห็นถึงความพยายามตรงนี้

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล คือ “การเปิดเผยข้อมูลให้เร็วขึ้น” ถ้าเราเปิดเผยข้อมูลตามขั้นตอนปกติ อย่างปีที่ผ่านมาเราพูดถึงงบประมาณสภาที่อาจนำมาใช้ในการซ่อมแซมอาคารหลายอย่างที่ดูแล้วไม่ได้คุ้มค่าต่อภาษีของพี่น้องประชาชนมากนัก

ถ้าเราเปิดเผยข้อมูลงบประมาณของแต่ละหน่วยงานตามขั้นตอนปกติ คณะอนุกรรมาธิการในสภาที่สามารถตรวจสอบรายละเอียดรายบรรทัดได้จะมีเวลาพิจารณาแค่ 45 นาทีต่อหน่วยงาน เป็นเวลาสั้นมากในการพิจารณางบประมาณของทุกหน่วยงาน แต่สิ่งที่เราพยายามทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในการพิจารณางบประมาณรอบที่แล้ว คือการเอาข้อมูลงบประมาณของแต่ละหน่วยงานมาเปิดตั้งแต่ต้นทาง คือเอาข้อมูลคำของบประมาณที่แต่ละหน่วยงานจัดทำเพื่อขอได้รับการจัดสรรตั้งแต่ต้นกระบวนการมาเปิดเผยตั้งแต่เนิ่น ๆ

พอเปิดเผยเร็วขึ้นก็ทำให้ประชาชนมีเวลาศึกษา มีเวลาทักท้วง มีเวลาเสนอแนะมากขึ้น ก็เปิดโอกาสให้หน่วยงานได้รับฟังข้อทักท้วงของประชาชน แล้วก็ปรับการจัดสรรงบประมาณได้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานมีเวลาแค่ 45 นาที พอเปิดล่วงหน้าอย่างที่เราทำในปีนี้ เราสามารถมีเวลาได้ถึง 45 วัน ทำให้เป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจว่าในการพิจารณาของสภา หน่วยงานที่ถูกปรับลดงบประมาณคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดก็คือสภา

ดังนั้นถ้าเราสามารถทำกระบวนการนี้กับทุกหน่วยงานได้ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ความโปร่งใสมีมากขึ้น ส่วนงบประมาณที่อาจจะถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยก็จะลดน้อยลงไป

หนังสือเล่มที่ 3 จัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่

นายพริษฐ์กล่าวว่า หนังสือเล่มสุดท้าย ที่คิดว่าจำเป็นเช่นกันคือเรื่อง “หลักสูตรการศึกษา” ณ เวลานี้ส่วนหนึ่งที่เรายังแข่งขันไม่ได้ของภาคการศึกษาคือเรื่องของบุคลากรภายในประเทศ จะเห็นว่าถ้าดูตัวชี้วัด PISA ที่วัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานก็พบว่าถดถอยลงมาเรื่อย ๆ หรือถ้าเราไปดูรายงานธนาคารโลกที่วัดทักษะขั้นพื้นฐานของคนวัยทำงาน ก็จะเห็นว่ายังมีช่องว่างเยอะอยู่

“ผมคิดว่าโดยสรุปมีสองอย่างที่ต้องทำ อย่างแรกคือจำเป็นจริง ๆ ที่เราต้องมีหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ อย่างน้อยเพื่อทำให้คนที่เข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับทักษะที่สามารถรับมือกับอนาคตได้ การทำหลักสูตรการศึกษาใหม่มีการพูดคุยมายาวนาน แต่มาถึงวันนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังติดกรอบของหลักสูตรฉบับเดิมที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2551 หรือตั้งแต่ไอโฟนรุ่นแรกออกมา”

ดังนั้น ผมคิดว่าภารกิจของรัฐบาลที่สำคัญคือ ต้องผลักดันให้หลักสูตรใหม่เกิดขึ้นได้โดยเร็วที่สุด และเป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะสมรรถนะมากกว่าเน้นการอัดฉีดปริมาณเนื้อหา

แต่อย่างที่สองที่ต้องทำ ไม่ว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดีแค่ไหน แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้น ยังไงทักษะที่ได้จากวัยเรียนมีวันหมดอายุ จึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลถัดไปหลังจากการเลือกตั้ง “จะต้องลงทุนคือเมกะโปรเจ็กต์ในการยกระดับทักษะ”

โฆษกพรรคประชาชนกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐมีการลงทุนในการยกระดับทักษะอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นลักษณะของต่างหน่วยงานต่างทำ ต่างหน่วยงานต่างมีแพลตฟอร์มการปฏิรูปของตัวเอง ต่างมีโครงการอบรมของตัวเอง และยังเป็นลักษณะที่เป็นการตัดสินใจแทนตลาดเยอะจนเกินไป คือหน่วยงานรัฐไปคิดเองว่าตลาดต้องการคอร์สอบรมแบบไหน ก็ไปหาบุคลากรมาสอนคอร์สอบรมดังกล่าว เชิญชวนคนมาเรียน แต่เรียนไปแล้วตอบโจทย์ภาคเอกชนจริงหรือเปล่าก็ยังไม่มีการวัดผลสัมฤทธิ์

“สิ่งที่ผมอยากเสนอวันนี้ คือเราควรจะเปลี่ยนวิธีการลงทุนในการยกระดับทักษะ จากเดิมที่ต่างหน่วยงานต่างทำ เราอาจจะต้องมารวบให้มีเจ้าภาพหลักเจ้าภาพเดียว และอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการในการทำคอร์สฝึกทักษะที่รัฐไปคิดแทนตลาดมาเป็นการให้กลไกตลาดทำงาน”

พูดให้เห็นภาพคือ อาจจะยึดโมเดลคล้ายประเทศสิงคโปร์ที่ทำกันมาเป็น 10 ปี และที่อินโดนีเซียที่มีการทดลองทำในช่วงโควิด คือการให้เป็นคูปองกับผู้เรียนหรือว่าประชาชนในแต่ละช่วงวัยไปเลือกเองได้ว่าจะนำคูปองนั้นไปฝึกทักษะหรือว่าไปเรียนกับคอร์สอบรมที่ไหน ถ้าคอร์สไหนที่เขาเรียนแล้วมั่นใจว่ารายได้เขาจะสูงขึ้น จะทำให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะทำให้เขาหางานได้เร็วขึ้น คนก็จะแห่ไปเรียนมากขึ้น

หน้าที่ของรัฐจึงเป็นเพียงแค่การช่วยดึงทุกภาคส่วนมาคัดกรองว่าคอร์สอบรมที่มีอยู่แล้วในตลาด คอร์สไหนบ้างที่สามารถนำคูปองนี้ไปใช้ได้ แต่อำนาจในการตัดสินใจว่าจะใช้ไปกับการเรียนคอร์สไหนให้อยู่ที่ผู้เรียน ซึ่งน่าจะมีแรงจูงใจชัดเจนที่สุดว่าจะเลือกเรียนคอร์สที่จบไปแล้วมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าจะทำให้การยกระดับทักษะในประเทศเราสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนมากขึ้น

“ถ้าเราอยากให้ประเทศไทยรอด ผมคิดว่าหนังสือสามเล่มที่เราจำเป็นต้องมาเขียนกันใหม่ หนึ่งคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อทำให้เรามีระบบการเมืองที่ดีขึ้น สองคือการจัดทำงบประมาณด้วยกระบวนการแบบใหม่ที่ทำให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และสามคือการจัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ควบคู่กับการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนวัยทำงาน เพื่อทำให้เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถแข่งขันกับโลกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ : ประเทศไทยรอดได้ ต้องเขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...