โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เวรหนัก สุขภาพพัง ค่าแรงไม่คุ้มเหนื่อย: ปัญหา ‘นักรังสีการแพทย์’ ขาดแคลนในประเทศไทย

The MATTER

อัพเดต 26 ก.ย 2568 เวลา 09.34 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2568 เวลา 09.00 น. • Public Health

รู้หรือไม่? เบื้องหลังภาพเอกซเรย์ที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยโรคที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราได้อย่างแม่นยำ มาจากการทำงานของ ‘นักรังสีการแพทย์’ หรือ ‘นักรังสีเทคนิค’ ซึ่งเป็นอาชีพที่ใครหลายคนไม่ค่อยรู้จัก และยังถูกมองข้ามแม้แต่ในระบบสาธารณสุข

นอกจากการถ่ายภาพอวัยวะภายในของผู้ป่วยแล้ว นักรังสีการแพทย์ยังทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากรังสีแก่ผู้ป่วย ดูแลตรวจสอบคุณภาพของภาพรังสี บำรุงรักษาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในทางรังสีเทคนิคให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีและปลอดภัย

ด้วยลักษณะงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญแต่การผลิตบุคลากรยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับ ‘ค่าตอบแทน’ ที่แตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลเอกชน-รัฐบาล-ต่างจังหวัด ทำให้นักรังสีการแพทย์มักกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนหรือรัฐบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพหรือจังหวัดต่างๆ

ถึงกระนั้น มีบางสถานพยาบาลที่ใช้ข้ออ้างนักรังสีการแพทย์ขาดแคลนในการว่าจ้าง ‘ผู้ช่วยนักรังสี’ แต่ให้ปฏิบัติหน้าที่เหมือนนักรังสีทุกอย่าง เพื่อลดต้นทุนของสถานพยาบาลนั้นๆ บ้างก็พบ ‘นักรังสีปลอม’ มาทำหน้าที่ควบคุมเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อทั้งผู้ป่วยและตัวผู้ปฏิบัติงานเอง เนื่องจากไม่ได้มีความรู้หรือแนวทางในการป้องกันรังสีอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ นักรังสีการแพทย์ยังเป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ไม่มี ‘สภาวิชาชีพ’ เยี่ยงแพทยสภา สภาการพยาบาล หรือสภาเภสัชกรรม ซึ่งการมีสภาวิชาชีพนี้อาจเป็นทางออกในการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพรังสีเทคนิค พร้อมควบคุมมิให้มีใครเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในวิชาชีพเหล่านี้

The MATTER ได้พูดคุยกับ 6 นักรังสีการแพทย์ จากต่างสถานพยาบาลและสังกัดหน่วยงาน ถึงสภาพการทำงานความไม่สมเหตุสมผลของค่าตอบแทน ผลกระทบต่อสุขภาพที่ต้องเผชิญจากการอยู่เวรยาวนาน แล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการ หากมีการจัดตั้ง ‘สภารังสีเทคนิค’ คืออะไร?

มาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้

รู้จักอาชีพ ‘นักรังสีการแพทย์’

‘นักรังสีการแพทย์’ หรือ ‘นักรังสีเทคนิค’ เป็นส่วนหนึ่งของสายงานเทคนิคการแพทย์ และสามารถแบ่งสายงานย่อยได้อีก 3 ประเภท ดังนี้

‘รังสีวินิจฉัย (Radiation Diagnostic)’ ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยโรคโดยใช้เครื่องมือทางรังสีเทคนิค โดยการถ่ายภาพอวัยวะหรือส่วนในร่างกายของผู้ป่วยด้วยรังสีประเภทต่างๆ ตามคำสั่งแพทย์ และทำการอ่านค่าเบื้องต้นส่งผลให้แพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งในโรงพยาบาลมักแบ่งการทำงานร่วมกับเครื่องตรวจ 2 ชนิด คือ

เครื่องตรวจทั่วไป (General Radiography) เช่น เครื่องเอกซเรย์ (X-ray), เครื่องเอกซเรย์แบบพกพา (Portable X-ray) การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ (Special Radiography) เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan), เครื่องตรวจด้วยสนามแม่เหล็กแรงสูง (MRI)

ถัดมาคือ ‘นักรังสีรักษา (Radiotherapy)’ ทำหน้าที่ประยุกต์ใช้รังสีเพื่อการรักษาโรคต่างๆ และ ‘เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Nuclear Medicine)’ ที่นำสารเภสัชรังสีมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค

สถานการณ์ความขาดแคลนของนักรังสีการแพทย์

อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยกับ Hfocus เมื่อ 6 เมษายน 2568 ว่า ประเทศไทยมีนักรังสีเทคนิครวมทุกสาขาประมาณ 7,686 ราย ภายใต้การกำกับดูแลของกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านสละ อุบลฉาย นายกสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย มองว่า จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อความจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษา เนื่องจากสัดส่วนการดูแลประชาชนของนักรังสีเทคนิคมีเกณฑ์มาตรฐาน คือ 1:8,000 คน แต่สัดส่วนในปัจจุบัน คือ 1:12,000 คน

โดยนักรังสีเทคนิคจำเป็นต้องเรียนจบ ‘สาขาวิชารังสีเทคนิค’ ซึ่งเดิมไม่มีให้เรียนมากนัก แต่ปัจจุบันได้มีการเปิดหลักสูตรในหลายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรวม 12 สถาบัน อย่างไรก็ตาม แต่ละปียังสามารถผลิตนักรังสีเทคนิคได้เพียงกว่า 500 คน และเข้าระบบภาครัฐเพียงร้อยละ 35-40 ขณะที่กรอบอัตรากำลังและค่าตอบแทนน้อยเกินเมื่อเทียบภาระงานที่มีอยู่ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาใหญ่ของระบบตอนนี้ คือ ‘การขาดแคลนนักรังสีการแพทย์ในระบบภาครัฐ’

เปรียบเทียบรายได้นักรังสีการแพทย์ สังกัด ‘รัฐบาล-เอกชน-รพช.’

เป็นที่รู้กันดีว่า หนึ่งในปัญหาของบุคลากรทางการแพทย์ในภาครัฐ คือ ค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน ทำให้หลายคนเลือกออกจากระบบแล้วไปเข้าทำงานในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า

โดยโรงพยาบาลเอกชนมักตั้งค่าตอบแทนตามกลไกตลาดเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพ ขณะที่โรงพยาบาลรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและระเบียบการจ่ายค่าตอบแทน ทำให้เกิดความไม่สมดุลกับปริมาณงานที่ต้องแบกรับ ส่งผลให้เกิดการไหลออกของบุคลากรไปยังภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

มินท์ธิตา อายุ 26 ปี นักรังสีวินิจฉัย ทำงานมาแล้วกว่า 3 ปีที่ รพ.ศูนย์ประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีคนในแผนกรังสีเทคนิครวม 10 คน เป็นคนที่จบหลักสูตรรังสีเทคนิค 5 คน และเจ้าพนักงานที่จบหลักสูตรรังสีเทคนิคระยะสั้น (หลักสูตรเก่า ใช้เวลาเรียน 2 ปี) จำนวน 5 คน โดยผู้ที่จบหลักสูตรระยะสั้นจะไม่ได้รับค่าตอบแทนเท่ากับคนที่จบหลักสูตร 4 ปี

รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของมินท์ธิตาอยู่ที่ 35,000-40,000 บาท โดยเริ่มต้นจากอัตราจ้างพนักงานกระทรวง 18,000 บาท ค่าเวร 660 บาท/ 8 ชั่วโมง ค่าใบประกอบวิชาชีพ 1,000 บาท และค่าทำงานล่วงเวลาอื่นๆ โดยหนึ่งเดือนมินท์ธิตาต้องเข้าเวรอย่างน้อย 25 เวร

ทั้งนี้ มินท์ธิตามีงานเสริมเป็นการรับงานพาร์ทไทม์ใน รพ.เอกชน ได้เงินเฉลี่ยน 150 บาท/ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าการขึ้นเวรในโรงพยาบาลรัฐ 2 เท่า ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ทำไมเราทำงานที่รพ.รัฐบาลอย่างหนัก แต่ได้เงินเท่านี้ ถ้าอยู่เอกชนเราทำงาน 8 ชั่วโมง มากกว่าเราทำงานรัฐบาล 16 ชั่วโมง ภาระงานก็มากกว่า เลยรู้สึกว่า ค่าตอบแทนที่ได้ยัง ‘น้อย’ หากเทียบกับภาระงานของเรา”

ชมพู (นามสมมติ) อายุ 24 ปี นักรังสีวินิจฉัย ทำงานมาแล้ว 1 ปีครึ่ง ณ รพ.ศูนย์ประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน สังกัดมหาวิทยาลัย มีนักรังสีการแพทย์ทั้งหมด 25 คน เนื่องจากโรงพยาบาลค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยที่มารับการรักษา และหากคำนวณแล้วควรมีนักรังสีการแพทย์ 36 คน

ชมพูมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 38,000-45,000 บาท รวมค่าใบประกอบวิชาชีพ 1,000 บาท และค่าเวรต่างๆ ซึ่งหากเดือนไหนวันหยุดราชการเยอะ เงินเดือนที่ได้ก็เพิ่มขึ้นไปด้วย นอกจากนั้น ชมพูยังรับงานพาร์ทไทม์เสริม คือ ทำงานบริการด้านรังสีการแพทย์ให้กับบริษัทภายนอก (Outsourcing) ด้าน MRI ซึ่งไม่ได้มีทำบ่อยนักเพราะงานใน รพ. ตัวเองก็หนักพออยู่แล้ว

ภัทรภร อายุ 27 ปี นักรังสีวินิจฉัย ทำงานมา 4 ปี ใน รพ.รัฐบาล สังกัดมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ มีนักรังสีการแพทย์ทั้งหมด 90 คน เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่และมีเครื่องมือเยอะ โดยรัฐบาลมีนโยบายให้ผู้เข้ามาทำงานในระยะแรกดูแลเครื่องตรวจทั่วไป ก่อนจะค่อยๆ เขยิบไปใช้เครื่องมือการตรวจที่พิเศษขึ้น

รายได้ต่อเดือนของภัทรภรอยู่ที่ 35,000-45,000 บาท รวมค่าใบประกอบวิชาชีพ 1,000 บาท และค่าเวร โดยก่อนหน้านี้ ภัทรภรเคยลองไปรับงานพาร์ทไทม์ข้างนอก แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ มีเวรมากขึ้น ก็มีเวลาไปรับงานข้างนอกน้อยลง ปัจจุบันเธอจึงไม่ได้หารายได้พิเศษเพิ่มเติม

เดียร์ อายุ 26 ปี นักรังสีวินิจฉัย กำลังจะเข้าปีที่ 5 ของการทำงาน ในโรงพยาบาลสังกัดสภาการชาดไทย เล่าว่า โรงพยาบาลของเธอมีนักรังสีวินิจฉัยถึง 100 คน ซึ่งมีทั้งคนที่จบหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตร 2 ปี (ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่ง Senior) เนื่องจากทำงานมานาน พร้อมมีผู้ช่วยทำหน้าที่แยกจากนักรังสีอีกต่างหาก คือ ช่วยดูแลการจัดท่าหรือเข็นรถคนไข้ ไม่ต้องทำงานกับอุปกรณ์รังสี โดยเธอมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 50,000-60,000 บาท ขึ้นอยู่กับเวรที่ทำในแต่ละเดือน

เคพี (นามสมมติ) อายุ 27 ปี นักรังสีวินิจฉัย ทำงานเกือบ 4 ปี ที่โรงพยาบาลเอกชน สังกัดมหาวิทยาลัย มีนักรังสีเกือบ 60 คน มีเงินเดือนเฉลี่ย 50,000-55,000 บาท รวมค่าใบประกอบวิชาชีพ 6,000 บาท ค่าเวรดึก 520 บาท/วัน และเวรพิเศษอื่นๆ

อภิวัฒน์ อายุ 23 ปี นักรังสีวินิจฉัย คนเดียวในโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก (30 เตียง) มีเจ้าพนักงานการแพทย์ 1 คน และพนักงานบริการหรือผู้ช่วย 1 คน รวมทั้งแผนกมี 3 คน ทำให้มีบางครั้งคนที่อยู่เวรไม่ใช่คนที่เรียนจบสาขารังสีเทคนิค เพราะอภิวัฒน์ไม่สามารถอยู่เวรได้แบบ 24/7

ค่าตอบแทนรายเดือนของอภิวัฒน์เริ่มต้นที่ 35,000 บาท ส่วนค่าตอบแทนการเข้า ‘เวรดึก’ แตกต่างจากโรงพยาบาลที่กล่าวมาข้างต้น คือ อภิวัฒน์ต้องเตรียมพร้อมตลอดช่วง 00:00-08:30 น. หากมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาในช่วงเวลานั้น เขาก็จะได้เงิน หากไม่มีก็ไม่ได้เงิน

“มันคือการสแตนด์บายแล้ว เสียเวลา บางครั้งเราก็งงว่าอยู่ทำไม แต่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีคนไข้เยอะกว่านี้ เขาจะการันตีรายได้ให้เลยว่าเข้าเวรแล้วจะได้ค่าตอบแทน จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักรังสีไปกระจุกตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือให้รายได้ดีกว่า รพช.” อภิวัฒน์ กล่าว

**จากการพูดคุยเบื้องต้น จะเห็นว่าเงินเดือนรวมต่ออายุการทำงานแต่ละสังกัดโรงพยาบาลค่อนข้างต่างกัน โดยเฉพาะ ‘ค่าใบประกอบวิชาชีพ‘ ซึ่งห่างกันเกือบครึ่งหมื่น และ ‘ค่าเวร’ ที่ต่างกันหลายเท่าตัวหรือมีบางคนอยู่เวรแล้วไม่ได้ค่าตอบแทน

แน่นอนว่าจำนวนนักรังสีเป็นไปตามขนาดของโรงพยาบาล แต่จำนวนนักรังสีส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งมีนักรังสีประจำอยู่ไม่ถึง 10 คน บางแห่งมีเพียงคนเดียว ทำให้บางครั้งผู้ป่วยไม่ได้รับบริการจากนักรังสีการแพทย์โดยตรง หรือทำให้นักรังสีมีภาระงานมากเกินกว่าค่าตอบแทนที่ได้รับ

หมายเหตุ: ‘เวร’ ในที่นี้หมายถึง ตารางการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติงานตลอดเวลา ซึ่งนอกเหนือจากเวลาปฏิบัติงานทั่วไป 08:30-16:00 น. โดยมี ‘เวรบ่าย’ ทำงานเวลา 16:00-00:00 น. และ ‘เวรดึก’ ทำงานเวลา 00:00-08:30 น.

เข้าเวรติดกันนานสุด 72 ชั่วโมง

แม้รายได้ต่อเดือนจะแตกต่างกันตามอายุการทำงานและโรงพยาบาลที่สังกัด แต่ภาระงาน (Work Load) ของแต่ละคนแทบไม่ต่างกัน คือ ต้องเข้าเวรติดต่อกันมากกว่า 24-72 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของคนทำงาน

“จากประสบการณ์ เคยขึ้นเวรสูงสุด 56 ชั่วโมง คือ ทำงานต่อกันเกือบสามวัน เนื่องจากจำนวนคนทำงานที่น้อยอยู่แล้ว และใน 10 คน ยังมีคนที่เป็น Senior ไม่ต้องขึ้นเวร รวมๆ มีคนขึ้นเวรไม่ถึง 10 คน ทำให้ปริมาณเวรที่เราต้องขึ้นค่อนข้างถี่นิดนึง สมมติอยู่เวรติดกัน 2 วัน ก็จะเว้น 1 วัน แล้ววนลูปเรื่อยๆ” มินท์ธิตา กล่าว

“เคยเข้าเวรติดกันนานสุด 72 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้มีคนไข้ตลอดเวลา แค่ต้องสแตนด์บายรออยู่ตลอด” ชมพู กล่าว

**เนื่องจากโรงพยาบาลของชมพูเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ ทำให้มีการจัดเครื่องมือเอกซเรย์ประจำแต่ละอาคาร เพื่อไม่ต้องให้คนไข้เดินข้ามตึก เวรของชมพูจึงมี 2 ลักษณะ คือ ‘เวรผู้ป่วยฉุกเฉิน’ ประจำห้องฉุกเฉินและมีผู้ป่วยเข้ามาตลอดเวลา ประมาณ 200 คน ใน 8 ชั่วโมง และ ‘เวรผู้ป่วยใน’ ที่หนึ่งวันจะมีเคสไม่เยอะเท่าไหร่ ประมาณ 3-5 คน/วัน

ถึงกระนั้น ชมพูก็ไม่สามารถพักผ่อนได้เพราะต้องเตรียมตัวเผื่อมีการเรียกให้ไปตรวจตลอดเวลา

“เคยเข้าเวรติดกันนานที่สุด น่าจะประมาณ 4 วัน 3 คืน แต่เวรแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ส่วนใหญ่อยู่ที่ 72 ชั่วโมง แต่ระหว่างนั้นก็งีบหลับบ้าง คิดว่าข้อดีงานรังสีคือทำเคสเสร็จในห้องแล้วจบ ไม่เหมือนสายงานอื่นในโรงพยาบาลที่ต้องดูแลคนไข้ตลอดเวลา ถ้าไม่มีคนไข้เราก็พอได้พักผ่อนอยู่บ้าง” เดียร์ กล่าว

เดียร์ทำงานในโรงพยาบาลสังกัดสภาการชาดไทย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่และมีระบบการจัดการค่อนข้างดี คือ มีจำนวนนักรังสีเยอะกว่าโรงพยาบาลทั่วไป ทำให้การเข้าเวรยืดหยุ่นกว่า สามารถเลือกที่จะไม่อยู่เวรหากติดธุระได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคนทำงานแทนแบบในโรงพยาบาลอื่นๆ

ต่างจากภัทรภรที่ทำงานในโรงพยาบาลใหญ่เช่นกัน แต่โรงพยาบาลกำหนดกรอบเวลาเข้าเวรไม่เกิน 24 ชั่วโมง ถึงกระนั้น แม้ลงเวรดึกมาภัทรภรยังต้องเข้างานตามเวลาราชการ ทำให้เธอเคยเข้างานติดต่อกันมากที่สุด 32 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเคพีที่เป็นโรงพยาบาลเอกชนแต่มีนโยบายคล้ายกัน

ทั้งนี้ เคพีและภัทรภรจะต่างกันที่โรงพยาบาลรัฐบาลจะกำหนดวันเข้างานเป็นจันทร์-ศุกร์ แล้วค่อยมีเวรอื่นๆ มาเสริม ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนจะสามารถขอหยุด แลก หรือสลับวันทำงานได้อิสระกว่า

ขณะที่ อภิวัฒน์ผู้ทำงานในโรงพยาบาลชุมชน จะมีภาระงานที่แตกต่างออกไป คือ ต้องทำงาน ‘เชิงคุณภาพ’ ของโรงพยาบาลร่วมด้วย เนื่องจากเขาเป็นนักรังสีการแพทย์คนเดียวของโรงพยาบาล จึงมีบทบาทเป็นทั้งคณะกรรมการในโครงการต่างๆ ต้องเข้าประชุมร่วมกับแพทย์และคนอื่นๆ รวมถึงดูแลการจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง

“โรงพยาบาลเรามีบุคลากรน้อย คนไข้น้อย ภาระงานด้านนี้จึงค่อนข้างสบาย แต่มีงานคุณภาพที่ต้องทำตอนบ่ายซึ่งเป็นเหตุให้รู้สึกเหนื่อย… เพราะต้องดูแลทั้งคนไข้และงานคุณภาพ ส่วนการเข้าเวรก็มีช่วงที่นักรังสีไม่ได้ควบคุมเครื่อง เพราะมีแค่คนเดียวและเป็นไปไม่ได้ที่จะต้องทำงานประจำโรงพยาบาลตลอดเวลา” อภิวัฒน์ กล่าว

คุ้มหรือไม่? เงินเดือนครึ่งแสน แลกสุขภาพกาย-ใจ**

แม้รายได้เริ่มต้นของนักรังสีการแพทย์จะสูงกว่าอาชีพทั่วไป มากกว่า 35,000 บาท แต่หากเปรียบเทียบกับภาระงานที่มีก็อาจถือว่า ‘ไม่คุ้มค่า’ เมื่อต้องแลกกับการทำงานติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง แม้จะมีช่วงให้แอบงีบตอนกลางคืน แต่ก็ไม่สามารถหลับสนิทได้

การทำงานลักษณะนี้ติดต่อกันทำให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายแย่ลง แต่สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ ‘การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์’ ซึ่งส่งผลต่อการบริการผู้ป่วย

“ช่วงทำงานติดกันเยอะๆ ปัญหาสุขภาพที่วัดเป็นตัวเลขได้ คือความดันต่ำลงมาก ก่อนมาทำงานเราเป็นคนความดันปกติ (120/80 มิลลิเมตรปรอท) แต่ทำงานติดกันแล้วรู้สึกเวียนหัวเพราะอดนอน เลยลองวัดความดันแล้วพบว่า ความดันต่ำลงมากคือไม่เคยถึง 100 เลย” มินท์ธิตา กล่าว

ขณะที่ชมพู เดียร์ และเคพี เล่าตรงกันว่า ช่วงที่ทำงานติดกันเยอะๆ พวกเธอจะ ‘ภูมิตก’ คือป่วยง่าย มีภูมิแพ้ และรู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยล้าจากการทำงานติดต่อกันสะสมหลายวัน

ทั้งนี้ ทุกคนพูดตรงกันว่าสิ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ‘สภาพจิตใจ’ คือ มีอารมณ์ดิ่งดาวน์ ไม่สดชื่น อาจเผลอเหวี่ยงใส่ผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว และมีอาการเบลอ โดยถ่ายภาพเอกซเรย์ผิดรูป ผิดคน เกิดความผิดพลาด (Human Error) เยอะขึ้น

“เราเครียดไม่รู้ตัว บางทีลงเวรดึกต่อเช้า เราจะรู้สึกง่วง ไม่พร้อมให้บริการคนไข้เต็มที่ คนไข้ถามอะไรมา เราอาจไม่เต็มใจตอบหรือพยายามอธิบายให้ชัดเจน หรือหากอารมณ์คนไข้ทำตามที่เราบอกไม่ได้ เราอาจเผลอหงุดหงิด แต่ก็พยายามยับยั้งอารมณ์พวกนี้ด้วยตัวเอง” เคพี กล่าว

**มินท์ธิตาเสริมว่า เธอเคยสงสัยว่าทำไมเวลาไปโรงพยาบาลถึงเจอเจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดี แต่เมื่อเธอทำงานมาได้ระยะหนึ่ง มินท์ธิตาเคยถูกคนไข้สะท้อนกลับมาว่า “เราพูดจาไม่ค่อยดีเลย” ตอนนั้นก็เป็นจุดที่รู้สึกว่า “เราเริ่มเป็นแบบนั้นแล้วหรอ แต่ไม่รู้ตัวเลย คิดว่าหลายคนคงเป็นแบบนี้เพราะอดนอนเหมือนกัน”

“ถ้ามองความเหนื่อยของตัวเอง ก็รู้สึกว่าเงินเดือนไม่คุ้มค่านะ เพราะอยู่โรงพยาบาลใหญ่มีเคสเข้ามาตลอด แม้เวรดึกที่คนอาจคิดว่าผู้ป่วยน้อย แต่บางวันมีผู้ป่วยเข้ามาเยอะกว่าเวรบ่ายอีก ส่วนค่าเวรกับค่าใบประกอบก็เท่าเดิมมานานแล้ว ไม่ได้ขึ้นตามเงินเฟ้อให้เราใช้ชีวิตได้สบายแบบเมื่อก่อน” ภัทรภร กล่าว

ภัทรภรมองว่า นักรังสีการแพทย์ในปัจจุบันมี ‘ต้นทุนที่ต้องจ่าย’ มากกว่านักรังสีการแพทย์สมัยก่อน คือ เดิมใบประกอบวิชาชีพเป็นแบบตลอดชีพ แต่นักรังสีจบใหม่จะได้ใบประกอบประเภทอายุ 5 ปี และต้องเข้าร่วมงานอบรม งานประชุมวิชาการ เพื่ออัปเดตความรู้ใหม่

ค่าใช้จ่ายโดยรวมสำหรับการเก็บ ‘คะแนนการศึกษาต่อเนื่อง’ ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ขณะที่ค่าใบประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาลรัฐยังเป็น 1,000 บาทมาตลอด ต่างกับเอกชนที่เริ่มต้นตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป

“เราคิดมาตลอดว่า ถ้าไปทำเอกชนจะคุ้มค่ากว่าไหม เพราะไม่เหนื่อยเท่าโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้หมด โรงพยาบาลรัฐคงขาดแคลนกว่าเดิม” มินท์ธิตา กล่าว

**มินท์ธิตาเล่าว่า สาเหตุที่เธอยังอยู่ในระบบโรงพยาบาลรัฐ คือ รู้สึกว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชน-รัฐบาลมีเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน หากทำงานในโรงพยาบาลรัฐคงได้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเธอยังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำให้ระบบสาธารณสุขภาครัฐดำเนินการต่อไปได้

‘ไม่ใช้ผู้ช่วยทำงานแทน-เพิ่มค่าแรงให้คนทำงาน’ ข้อเสนอแนะถึง ‘สภารังสีเทคนิค’ ในอนาคต

นักรังสีการแพทย์ยังเป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ไม่มีสภาวิชาชีพ อย่างแพทยสภา สภาการพยาบาล หรือสภาเภสัชกรรม แต่ได้มีความพยายามจะจัดตั้ง ‘สภารังสีเทคนิค’ เร็วๆ นี้

เมื่อต้นเดือนกันยายน 2568 ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพรังสีเทคนิค จัดตั้งเป็นสภาฯ มีอำนาจกำกับดูแล ในวาระ 2 ซึ่งต้องนำไปรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

The MATTER ได้สอบถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า หากมีการจัดตั้งสภาวิชาชีพในอนาคต นักรังสีการแพทย์อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือการผลักดันอะไรบ้าง?

“อันดับแรกคือ เราเป็นวิชาชีพที่ขาดแคลน…โดยเฉพาะในโรงพยาบาลศูนย์ต่างจังหวัดหรือโรงพยาบาลชุมชน ส่วนใหญ่มีนักรังสีเทคนิคประจำเพียง 1 คนเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาว่า มีการใช้ผู้ช่วยมาทำงานแทนเรา จากปริมาณงานที่เยอะกว่าเจ้าหน้าที่ หลายโรงพยาบาลจึงไปฝึกผู้ช่วยที่เขาไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรแทน” มินท์ธิตา กล่าว

**จากข้อมูลก่อนหน้านี้จะเห็นชัดเจนว่า ความแตกต่างของนักรังสีการแพทย์ในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ต่างกันถึงเท่าตัว และยิ่งในโรงพยาบาลชุมชนยิ่งมีความขาดแคลนบุคลากรหนักไปอีก เหล่านี้กลายเป็น ‘ช่องว่าง’ ให้หลายสถานพยาบาลว่าจ้าง ‘ผู้ช่วยนักรังสีการแพทย์’

แม้ตามกฎหมายการประกอบโรคศิลป์จะไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านรังสีเทคนิค ใช้เครื่องมือด้านรังสีกับผู้ป่วยหากปราศจากการกำกับดูแลของนักรังสีการแพทย์ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ ทำให้บางครั้งผู้ป่วยก็ได้รับการตรวจโรคหรือถ่ายภาพเอกซเรย์กับผู้ช่วยเหล่านี้ โดยเฉพาะในสถานพยาบาลขนาดเล็ก เช่น คลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งอาจมองได้เป็นทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการหวังลดต้นทุนของผู้ประกอบการ

“บางโรงพยาบาลขนาดเล็ก เมื่อเขาคำนวณแล้วไม่อยากมีค่าใช้จ่ายเยอะ ก็ไม่ให้คนที่เป็นนักรังสีขึ้นเวรเลยด้วยซ้ำ บอกว่าจ้างแพงกว่าคนที่เป็นผู้ช่วย มองว่าผู้ช่วยก็เอกซเรย์เหมือนเราได้ ซึ่งผมก็แอบรู้สึกเสียใจนะ เพราะทำให้นักรังสีบางคนทำงานได้ไม่เต็มที่และผู้ป่วยก็ไม่ได้รับบริการจากนักรังสี” อภิวัฒน์ กล่าว

**บางคนอาจมองว่า นักรังสีการแพทย์ไม่สำคัญขนาดนั้น เพราะผู้ช่วยก็สามารถเรียนรู้เครื่องมือและถ่ายภาพออกมาได้เหมือนกัน แต่อภิวัฒน์กล่าวว่า การฉายรังสีสู่ร่างกายคนไข้นั้น ต้องใช้การคำนวณปริมาณรังสีที่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน หรือแม้แต่การฉายภาพกระดูกหรือกล้ามเนื้อก็ยังใช้ค่ารังสีที่แตกต่างกัน

นอกจากนั้น นักรังสีการแพทย์ยังมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางการป้องกันรังสี ทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้น การฉายรังสีโดยผู้ที่ไม่ได้เรียนด้านนี้โดยตรง นอกจากส่งผลต่อภาพที่จะส่งให้หมอวินิจฉัยแล้ว ยังส่งผลต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงานที่อาจได้รับปริมาณรังสีเกินความจำเป็น

“เราอยู่โรงพยาบาลศูนย์ฯ ต้องรับผู้ป่วยจากรพช. มาตลอด บางครั้งต้องทำงานซ้ำซ้อน เพราะภาพถ่ายจากรพช. ไม่ได้มาตรฐาน จากผู้ช่วยที่ไม่มีความเข้าใจกายวิภาคและปริมาณรังสีที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ เมื่อต้องเอกซเรย์อีกครั้ง ผู้ป่วยก็ได้รับรังสีมากเกินความจำเป็น…หากมีนักรังสีคอยควบคุมการถ่ายภาพตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดภาระงานเราและทำให้โฟลว์การรักษาราบรื่นขึ้นด้วย” ชมพู กล่าว

**เหล่านี้เป็นปัญหาเรื้อรังจากการขาดแคลนนักรังสีการแพทย์ และค่าตอบแทนในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ไม่สามารถดึงดูดนักรังสีให้เข้าไปทำงานได้ หากภาครัฐอยากกระจายนักรังสีการแพทย์ไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ให้ไม่กระจุกตัวแค่ในเอกชน ก็ควรเพิ่มกรอบอัตรากำลังของโรงพยาบาลรัฐให้สมเหตุสมผลกับปริมาณงาน พร้อมสร้างสวัสดิการหรือค่าตอบแทนที่ดึงดูดให้คนอยากทำงานในระบบมากขึ้น

“หลายโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐควรมีนักรังสีมากกว่าหนึ่งคนให้ผลัดกันอยู่เวร แต่ละจังหวัดควรมีเครื่องตรวจพิเศษ (CT Scan, MRI) อย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่าย และจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อมารวมกันที่โรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ด้วย” เคพีกล่าว

“อยากให้เพิ่มค่าตอบแทน ค่าเวร ค่าใบประกอบวิชาชีพ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐที่กำลังขาดแคลนคนทำงาน เพราะขนาดเราอยู่โรงพยาบาลรัฐ สังกัดมหาวิทยาลัย ค่าแรงยังดีกว่าโรงพยาบาลรัฐทั่วไป ถ้าเอกชนก็จะมากขึ้นไปอีก ส่วนค่าใบประกอบวิชาชีพที่เอกชนได้ 5000-8000 บาท มากว่าเรา 5-8 เท่า จึงไม่แปลกที่ไม่ว่าจะผลิตคนออกมาเท่าไหร่ ก็ไหลไปอยู่เอกชนหมด ส่วนรัฐก็ขาดแคลนเหมือนเดิม” ภัทรภร กล่าว

**กล่าวโดยสรุปคือ หากมีการจัดตั้งสภาวิชาชีพรังสีเทคนิคในอนาคต พวกเขาต่างหวังว่าจะมีการเร่งดำเนินการผลักดันในประเด็นด้าน ‘มาตรฐานวิชาชีพ’ ที่มีแนวทางการควบคุมการประกอบอาชีพนักรังสีการแพทย์อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์

พร้อมการผลักดัน ‘สวัสดิการบุคลากร’ โดยปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับภาระงาน และลดช่องว่างระหว่างโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน โดยเฉพาะค่าใบประกอบวิชาชีพที่ใช้อัตราเดิมมาหลายสิบปี ซึ่งหากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ปัญขาดแคลนบุคลากรในระบบโรงพยาบาลรัฐก็จะลดลงไปด้วย

นอกจากนั้น สภารังสีเทคนิคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องเป็น ‘ตัวแทน’ ในการสร้างความเข้าใจแก่สังคมและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ว่านักรังสีการแพทย์เป็น ‘วิชาชีพเฉพาะทาง’ ที่มีความจำเป็น ไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครก็สามารถทดแทนได้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพนี้และสร้างมาตรฐานกระบวนการรักษาผู้ป่วยอย่างมีระบบ

ถ้าหากปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จะช่วยลดวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรในระบบโรงพยาบาลรัฐได้อย่างยั่งยืน
Graphic Designer: Manita Boonyong
Editor: Thanyawat Ippoodom**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...