โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

POP: เมื่ออิเหนาชวนน้องชายเมียขึ้นห้อง? ว่าด้วยเรื่องของ ‘Bromance’ ที่ซ่อนอยู่ในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา

BrandThink

เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 02.29 น.

เคยได้ยินไหม เวลามีคนบ่นว่า “สมัยนี้ทำไมหนังเกย์ นิยายเกย์เยอะจัง LGBTQ+ ก็เยอะ ไม่เห็นเหมือนสมัยก่อนเลย”

แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าหากลองเปิดวรรณคดีไทยในหลายช่วงศตวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเนื้อหานั้นมีความ‘Bromance’ แอบซ่อนอยู่ ไม่ต่างจากภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือนวนิยายเกย์ในยุคปัจจุบันเลย

คำว่า Bromance หมายถึง ความรักและความผูกพันอันซับซ้อนของชายสองคน แบบที่ไม่มีความเป็น ‘เกย์’ หรือ‘เพศสัมพันธ์’ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพความเข้มข้นของชายทั้งสองคน ที่มักเต็มไปด้วยความผูกพัน ความไว้ใจ และอารมณ์ร่วมสูง จนบางทีคนอ่านหรือคนดูก็อาจตีความว่ามีความเกินเพื่อนธรรมดาๆ ได้ ทั้งนี้ คำว่า Bromance มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า‘brother’ และ ‘romance’

แล้วรู้หรือไม่ว่าวรรณคดีไทยสมัยก่อนก็แอบแฝงกลิ่นอายของความเป็น Bromance ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยนะ

ยกตัวอย่าง ‘อิเหนา’ วรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทย ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรัก การเมือง และศึกสงคราม อันมีแก่นเรื่องคือ อิเหนาได้ถูกหมั้นหมายกับ ‘บุษบา’ แต่เขากลับไม่สนใจและเอาแต่หว่านเสน่ห์ เจ้าชู้กับคนอื่นไปทั่ว จนเกิดเป็นศึกสงครามใหญ่โตอยู่หลายครั้ง

ถึงแม้ในท้ายที่สุด อิเหนาจะกลับมาลงเอยกับบุษบา จนถึงขั้นได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่เรื่องราวระหว่างทางที่อิเหนาทำตัวเพลย์บอยนั้น ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งของวรรณคดีที่อิเหนามักอยู่ใกล้ชิดกับ ‘สียะตรา’ น้องชายของบุษบา

โดยหนึ่งในฉากที่อิเหนาใช้เวลาร่วมกันกับสียะตรานั้น มีการกระทำมากมายที่ดูจะชวนนักอ่านจิ้นกันได้ไม่ใช่น้อย ทั้งการชวนเข้าห้อง การเล่นหัวของอีกฝ่าย หรือการคุยกันด้วยความสนิทสนม ณ ตรงนี้เองที่ทำให้นักอ่านหลายคนมักตีความในมุมมองว่า ‘อิเหนาไม่สนเพศ สนแต่ความงาม’

หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างอิเหนา กับ ‘สังคามาระตา’ เช่นในตอนที่อิเหนาแปลงกายเป็นโจรชื่อ ‘มิสาระปันหยี’ แล้วออกรบ เขาได้สู้รบกับกองทัพของสามพี่น้อง คือ ท้าวปันจะรากัน, ท้าวปักมาหงัน และท้าวบุศสิหนา ท้ายที่สุดท้าวบุศสิหนาก็ได้ล้มตายในสนามรบ

ต่อมาสังคามาระตาผู้เป็นโอรสของท้าวปักมาหงันได้ทราบความจริงว่า มิสาระปันหยีที่ตนเคยสู้รบด้วยแท้จริงคืออิเหนา สังคามาระตาจึงเคารพและยกย่องอิเหนาเป็นอย่างมาก ถึงขั้นถวายตัวเป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดในฐานะ ‘พระอนุชา’ หรือน้องชายร่วมสาบานนั่นเอง

ระหว่างอยู่ใกล้ชิดกันนั้น สังคามาระตากับอิเหนาก็เกิดความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง อิเหนามักล้อเล่นหยอกเย้า เอ็นดู และกล่าวถ้อยคำให้ความรู้สึก ‘เสมือน’ คนรัก เช่น “จะเลี้ยงเจ้าไว้ร่วมครรภ์ ร่วมชีวีคุ้มบรรลัย” (จะรักและปกป้องเจ้าเสมือนเป็นหนึ่งในสายเลือดเดียวกัน และร่วมเป็นร่วมตายอย่างไม่ทอดทิ้ง)

นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ชวนจิ้นระหว่างอิเหนาและสังคามาระตา นั่นคือ ในวันที่อิเหนาตกหลุมรัก ‘จินตะหราวาตี’ ผู้เป็นรักแรกของอิเหนา ตั้งแต่วันนั้นมา เขาก็มีความคิดว่าอยากจะเก็บความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ให้กับนางจินตะหราเป็นคนแรกแต่เพียงผู้เดียว

แต่ทว่ามีอยู่คืนหนึ่ง อิเหนากลับได้มีโอกาสขึ้นเรือนหอไปพร้อมๆ กับ‘สการะวาตี’ และ ‘มาหยารัศมี’ หญิงสาวโฉมงามที่ทำให้อิเหนาเกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั่นเอง

ในคืนนั้นเอง อิเหนาจึงต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้ตนไปเสียเรือนร่างครั้งแรกกับคนอื่น อิเหนาจึงได้ตัดสินใจชวนสังคามาระตามาอยู่เป็นเพื่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า ใบหน้าของสังคามาระตานั้นก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับมาหยารัศมีอยู่ไม่ใช่น้อย

และแน่นอนว่าตัวบทของวรรณคดีไทย ไม่ได้มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นความสัมพันธ์แบบชายรักชาย แต่ก็มักจะถูกนักอ่านรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันสันนิษฐานอยู่เสมอว่า เหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่แฝงไปด้วยทั้งความรักและความผูกพันแบบเกินเพื่อน

ทั้งนี้ถ้าหากให้มองในเลนส์ของโลกปัจจุบัน ที่ถึงแม้ประเทศไทยบ้านเราในขณะนี้ สมรสเท่าเทียมจะถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และตลาดหนัง/ซีรีส์ ผู้กำกับหลายคนก็เริ่มที่จะให้พื้นที่กับตัวละคร LGBTQ+ กันมากขึ้น

แต่ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่แสดงความคิดเห็นในเชิงอคติต่อซีรีส์ประเภท Boys’ Love Series หรือ Girls’ Love Series อยู่เสมอ กรณีเรื่องล่าสุดอย่าง ‘เขมจิราต้องรอด’ (Khemjira The Series) ก็มีผู้ชมบางกลุ่มแสดงความคิดเห็นในเชิงลบประมาณว่า “เสียดายไม่ใช่ละครชาย-หญิง”

โดยที่มักจะให้เหตุผลควบคู่มุมมองว่า ถึงแม้พล็อตจะดีขนาดไหน แต่ถ้าแปลงให้ตัวละครเป็นคู่ชาย-หญิง ก็จะได้รับความนิยมในตลาดได้มากยิ่งกว่า

ดังนั้น การมีตัวละครที่ ‘หลากหลาย’ ในปัจจุบัน จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการยัดเยียดไม่ว่าจะในกรณีใด เพราะเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมการเล่าเรื่องของเรามาแต่ยุคโบราณ และที่สำคัญมันคืออัตลักษณ์ตัวแทนของความเป็น ‘มนุษย์’

นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่เริ่มจับต้องได้ง่ายมากในปัจจุบัน ก็ทำให้พฤติกรรมการเปิดรับสื่อของผู้คนกว้างขวางกว่าเดิม ดังนั้น ‘ตำราเรียน’ จึงอาจไม่ใช่แหล่งศึกษาเพียงแหล่งเดียว หากแต่เข้าถึงได้ผ่านทั้งช่องทางมีม คลิปสั้น แพลตฟอร์มวิดีโอ ไปจนถึงคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ในโลกออนไลน์

การเปิดพื้นที่สื่อเช่นนี้ จึงทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับไปมองวรรณคดีไทยสมัยก่อน ด้วยเลนส์มุมมองใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ความรักในรูปแบบชายหญิง แต่เลือกที่จะตีความความสัมพันธ์ในมิติที่กว้างขึ้น เช่น การมองหากลิ่นอาย Bromance หรือ การนำเสนอความหลากหลายทางเพศ ที่ซ่อนอยู่ในบทกวีและตัวละคร ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยถูกมองข้ามไปนั่นเอง

หรือถ้าจะให้พูดอย่างง่ายก็คือ สื่อดิจิทัลทำให้วรรณคดีไม่ใช่ของเก่าในตำราอีกต่อไป แต่กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ถูกหยิบมาผสมผสาน รีมิกซ์ และตีความใหม่อยู่ตลอดเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...