โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิ่ง 30 นาที หรือ เดิน 60 นาที แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน คำตอบเกินคาด

Khaosod

อัพเดต 27 ต.ค. 2568 เวลา 05.06 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 05.06 น.

วิ่ง 30 นาที หรือ เดิน 60 นาที แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน คำตอบเกินคาด พร้อมแชร์สูตรทองคำ เทคนิคออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง แนะสิ่งที่ควรระวัง

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนอาจสงสัยว่า การ “วิ่ง 30 นาที” หรือ “เดิน 60 นาที”แบบไหนส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?

ความจริงแล้ว การออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบต่างก็มีข้อดีเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้าใจร่างกายของตนเองและตั้งเป้าหมายการฝึกอย่างไร

วันนี้ ข่าวสดออนไลน์ สรุปข้อมูลมาให้แล้ว ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันระหว่าง "การวิ่ง" และ "การเดิน" ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

"การวิ่ง" เผาผลาญพลังงานมากกว่า "การเดิน"

หากเทียบระยะทาง 5 กิโลเมตรการวิ่ง 30 นาทีสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 300 กิโลแคลอรี ขณะที่การเดิน 60 นาทีจะใช้พลังงานราว 200 กิโลแคลอรี เนื่องจากการวิ่งต้องใช้แรงของกล้ามเนื้อมากกว่า ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานสูงกว่าเช่นกัน

ภาพประกอบ

“Afterburn Effect” หรือการเผาผลาญหลังออกกำลังกาย

หลังการวิ่ง ร่างกายยังคงมีอัตราเผาผลาญพลังงานสูงต่อเนื่อง นานถึง 12–48 ชั่วโมง แม้จะพักอยู่ก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “เอฟเฟกต์อาฟเตอร์เบิร์น” ในขณะที่การเดินแทบไม่ก่อให้เกิดผลเช่นนี้

พลังงานที่ใช้แตกต่างกันตามน้ำหนักตัว

คนที่มีน้ำหนักมากจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า เช่น ผู้ที่หนัก 80 กิโลกรัม เดินหนึ่งชั่วโมง จะใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่หนัก 60 กิโลกรัม ราว 50 กิโลแคลอรี

เปรียบเทียบประโยชน์ด้านสุขภาพจาก "การวิ่ง" และ "การเดิน"

หัวใจ

การวิ่งช่วยเสริมสมรรถภาพหัวใจและปอดได้เร็วกว่าการเดิน อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด การเดินจะปลอดภัยกว่า เพราะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดโดยไม่สร้างแรงกดดันมากเกินไป

ภาพประกอบ

ถนอมข้อต่อ

แรงกระแทกที่หัวเข่าระหว่างวิ่งจะสูงกว่าเดินถึง 3 เท่า ดังนั้นผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีปัญหาเกี่ยวกับข้อควรเริ่มจากการเดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ

ลดความเครียด

ทั้งการวิ่งและการเดินต่างช่วยกระตุ้น “เอ็นดอร์ฟิน” หรือฮอร์โมนแห่งความสุข โดยการวิ่งให้ความรู้สึก “ตื่นตัวทันที” ส่วนการเดินช่วยให้จิตใจสงบและจัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้น

เคล็ดลับการฝึกที่ได้ผล

คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น ให้เริ่มด้วยการ “เดินเร็ววันละ 30 นาที” ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ จากนั้นค่อยเพิ่มรูปแบบสลับ“วิ่งช้า 1 นาที + เดินเร็ว 2 นาที” เพื่อเสริมความอึดของร่างกาย

สำหรับคนไม่มีเวลา แนะนำให้ “วิ่งเข้มข้น 20 นาที” ก็สามารถให้ผลเทียบเท่ากับ“เดินช้า 60 นาที”

สูตรทองคำ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง : ผสมผสาน “วิ่ง 3 วัน + เดินระยะไกล 2 วันต่อสัปดาห์” จะช่วยพัฒนาทั้งสมรรถภาพและการดูแลข้อต่อไปพร้อมกัน

ภาพประกอบ

ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย

การวิ่ง : ไม่ควรวิ่งทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรรออย่างน้อย 1.5–2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการปวดท้อง

การเดิน : ควรรักษาความเร็วที่ 100–120 ก้าวต่อนาที เพื่อให้การเผาผลาญพลังงานมีประสิทธิภาพ

เทคนิคการเลือกใช้รองเท้า

  • วิ่ง : ควรเลือกแบบที่มีแผ่นรองนุ่มและช่วยซับแรงกระแทกได้ดี
  • เดิน : ควรเลือกรองเท้าที่พื้นมั่นคงและรองรับฝ่าเท้าอย่างเหมาะสม

การออกกำลังกายไม่มีสูตรสำเร็จ มีเพียง“วิธีที่เหมาะกับคุณที่สุด” เท่านั้น ไม่ว่าจะเลือกวิ่งหรือเดิน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรักษานิสัยการออกกำลังกายเป็นประจำ

ขอบคุณที่มาจาก SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิ่ง 30 นาที หรือ เดิน 60 นาที แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน คำตอบเกินคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...