การสิ้นสุดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดีย-จากรัฐในคราบบริษัทสู่จักรวรรดิอังกฤษ
การสิ้นสุดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดีย-จากรัฐในคราบบริษัทสู่จักรวรรดิอังกฤษ
ในโลกสมัยใหม่ เรามักคุ้นเคยกับคำว่า บรรษัทข้ามชาติ (multinational corporation) ที่ใหญ่กว่าประเทศ บางครั้งงบประมาณของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Google, ExxonMobil หรือ Microsoft มีขนาดมากกว่างบประมาณแผ่นดินของหลายประเทศในแอฟริกาหรือเอเชียเสียอีก แต่กระนั้นบริษัทเหล่านี้ก็ยังต้องอิงอำนาจรัฐ ไม่กล้าแต่งตั้งกองทัพของตัวเอง หรือประกาศสงครามกับเพื่อนบ้าน
แต่ในศตวรรษที่ 17-19 โลกเคยมีบริษัทที่ไม่ใช่เพียงแค่บริษัท หากแต่เป็น รัฐในคราบบริษัท มีทั้งกองทัพ ข้าราชการ ระบบศาล และสิทธิในการเก็บภาษี มันก็คือ บริษัทบริติชอีสต์อินเดีย (British East India Company) ที่ปกครองอินเดียอย่างแท้จริงยาวนานกว่าศตวรรษครึ่ง ก่อนจะถูกยุบลงใน พ.ศ.2417 (นับเป็นปีที่ 7 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) หลังการกบฏใหญ่ของชาวอินเดีย
เรื่องราวการสิ้นสุดของบริษัทนี้ไม่ได้เป็นเพียงเกร็ดเล็กๆ ในประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นบทเรียนมหึมาของการที่ทุนกับอำนาจรัฐหลอมรวมกันจนไม่เหลือเส้นแบ่ง และเมื่อลุกลามไปถึงจุดสูงสุด ก็แตกสลายลงด้วยเสียงปืนและการกบฏ
บริษัทบริติชอีสต์อินเดียเกิดขึ้นใน พ.ศ.2143 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังทรงครองราชย์อยู่) ภายใต้พระราชานุญาตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 จุดเริ่มต้นคือการค้ากับตะวันออก โดยเฉพาะเครื่องเทศ สิ่งทอ และสินค้าฟุ่มเฟือยจากอินเดียและหมู่เกาะอินเดียตะวันออก (อินโดนีเซียในปัจจุบัน)
แต่ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์คือ บริษัทไม่ได้เพียงซื้อขายเท่านั้น มันได้เรียนรู้บทเรียนอย่างรวดเร็วว่า กำไรที่แท้จริงไม่ได้มาจากการค้าขายอย่างเสรี แต่มาจากการครอบครองและบังคับให้คู่ค้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายให้ตนเอง
เมื่อจักรวรรดิโมกุลแห่งอินเดียเริ่มเสื่อมอำนาจลงในศตวรรษที่ 18 บริษัทก็ฉวยโอกาสเข้ามาแทนที่ ใช้ทั้งการทูต การติดสินบนเจ้าผู้ครองนคร และท้ายที่สุดก็คือกำลังทหาร
ใน พ.ศ.2300 สงครามพลาเซย์ (Battle of Plassey) ถือเป็นจุดหักเห เมื่อบริษัทเอาชนะกองทัพของนาวาบแห่งเบงกอลและได้สิทธิในการเก็บภาษี นับแต่นั้น บริษัทก็ไม่ใช่เพียงบริษัท หากแต่เป็นผู้ปกครองอินเดียโดยพฤตินัย
ความมั่งคั่งของบริษัทมหาศาลถึงขนาดที่นักการเมืองอังกฤษในสมัยนั้นพูดกันว่า “East India Company is the state” เพราะภาษีจากเบงกอลและการค้าอินเดีย ทำให้ขุนนางในลอนดอนร่ำรวยยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินเสียอีก แต่ในเวลาเดียวกัน ภาพลักษณ์ของบริษัทก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะความโลภและการกดขี่ การเก็บภาษีอย่างโหดเหี้ยมผนวกกับการผูกขาดการค้า นำไปสู่ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในเบงกอล พ.ศ.2313 ประชาชนตายไปหลายล้าน ในขณะที่บริษัทไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลือเลย
ยิ่งไปกว่านั้น การคอร์รัปชั่นของข้าราชการบริษัท-ซึ่งเรียกกันว่า “nabobs” (พวกข้าหลวงที่ร่ำรวยผิดปกติ)-ก็กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในลอนดอน นักการเมืองอังกฤษต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวน ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากรัฐบาลอังกฤษเริ่มรู้แล้วว่า หากปล่อยบริษัทปกครองต่อไปอาจบ่อนทำลายทั้งจักรวรรดิ
การสิ้นสุดของบริษัทจริงๆ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2400 กับเหตุการณ์ที่เรียกว่า การกบฏซีปอย (Sepoy Mutiny หรือ Indian Rebellion) คือทหารอินเดียที่รับใช้บริษัทจำนวนมากลุกฮือขึ้นต่อต้าน เหตุผลดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะเกิดข่าวลือว่ากระสุนใหม่ของบริษัทหล่อลื่นด้วยไขมันวัวและหมู ทำให้ทั้งฮินดูและมุสลิมไม่พอใจ เพราะเป็นการลบหลู่ศาสนา แต่ความจริงลึกๆ กว่านั้นคือความไม่พอใจสะสมจากการปกครองที่โหดร้ายและไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น
การกบฏลุกลามไปหลายแคว้น มีทั้งทหาร ขุนนาง และประชาชนเข้าร่วม แม้สุดท้ายบริษัทและกองทัพอังกฤษจะปราบปรามลงได้ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า บริษัทไม่อาจควบคุมอินเดียได้อีกต่อไป
หลังการกบฏ รัฐบาลอังกฤษไม่รอช้า ใน พ.ศ.2401 ได้ออกกฎหมาย โอนอำนาจการปกครองอินเดียจากบริษัทไปสู่รัฐบาลโดยตรง คือ Government of India Act 1858 โดยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงประกาศเป็น จักรพรรดินีแห่งอินเดีย (Empress of India) และนับแต่นั้น อินเดียก็กลายเป็น “British Raj” หรืออาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองตรงของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ ส่วนบริษัทบริติชอีสต์อินเดียก็ถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ ทำหน้าที่เพียงเคลียร์บัญชีและทรัพย์สิน กระทั่งถูกยุบอย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ.2417
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การสิ้นสุดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียเป็นตัวอย่างชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับรัฐ คือตอนแรก ทุน (บริษัท) ใช้รัฐ (อังกฤษ) เป็นเพียงผู้คุ้มกันในเชิงกฎหมายและการทูตแต่เมื่อบริษัทเติบโตจนใหญ่เกินไป กลับกลายเป็นภัยต่อรัฐเสียเอง
รัฐจึงต้องกลับมา ยึดคืน อำนาจ
นี่คือบทเรียนคลาสสิกว่า อำนาจอธิปไตยไม่อาจปล่อยให้ทุนผูกขาดได้ เพราะเมื่อบริษัทสามารถมีทั้งกองทัพและสิทธิในการเก็บภาษี มันก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐคู่ขนาน ซึ่งท้ายที่สุดต้องแตกหักกับรัฐตัวจริง แม้วันนี้เราไม่มีบริษัทที่มีสิทธิเก็บภาษีหรือประกาศสงครามได้อีกแล้ว แต่หากมองย้อนกลับมา เราก็จะพบว่าบรรษัทข้ามชาติสมัยใหม่อย่าง Amazon, Google, หรือ Facebook ก็มีอำนาจไม่แพ้กัน เพียงแต่ในรูปแบบ ข้อมูลและเทคโนโลยี แทนที่จะเป็นกองทัพและภาษี การที่รัฐบาลหลายประเทศพยายามออกกฎหมายควบคุมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จึงไม่ต่างอะไรกับการที่รัฐสภาอังกฤษออกกฎหมายยึดอำนาจจากบริษัทบริติชอีสต์อินเดียเมื่อศตวรรษที่ 19
เรื่องการยุบบริษัทบริติชอีสต์อินเดียไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนประวัติศาสตร์ของอินเดียและอังกฤษเท่านั้น หากแต่เป็นบทเรียนของโลกสมัยใหม่ทั้งหมด ว่า การปล่อยให้ทุนข้ามชาติมีอำนาจล้นเกิน จนอาจกลายเป็นรัฐคู่ขนาน ย่อมเสี่ยงต่อความมั่นคงของรัฐและสังคม จักรวรรดิอังกฤษสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ได้ก็เพราะบริษัท แต่เมื่อบริษัทกลายเป็นยักษ์ที่ควบคุมไม่ได้ รัฐก็ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด และผลที่ตามมาก็คือการก่อร่างสร้าง “British Raj” ที่ปกครองอินเดียจนถึง พ.ศ.2450
ในที่สุด บริษัทบริติชอีสต์อินเดียที่เคยปกครองอาณาจักรใหญ่โตที่สุดในโลก ก็หายไปเหลือเพียงชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นคำเตือนว่า ไม่มีบริษัทไหนใหญ่เกินกว่ารัฐ หากรัฐตัดสินใจยึดอำนาจคืน
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การสิ้นสุดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดีย-จากรัฐในคราบบริษัทสู่จักรวรรดิอังกฤษ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th