'แหวน-โตโต้-ลูกนัท' ขนศพจำลอง ทวงยุติธรรม '6 ศพวัดปทุมฯ' บอยยันทหารลั่นไกใส่ ปชช.
‘แหวน-โตโต้-ลูกนัท’ ขนศพจำลอง ทวงยุติธรรม ‘6 ศพวัดปทุมฯ’ บอยยันทหารลั่นไกใส่ ปชช.
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือ น้องเกด พยาบาลอาสาซึ่งเสียชีวิตจากกระสุนปืนที่วัดปทุมวนาราม เดินทางมาถวายสังฆทานเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บุตรสาวดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยเสร็จภารกิจในเวลา 16.30 น.
บรรยากาศเวลา 17.05 น. ที่หน้าวัดปทุมวนาราม นายโชคดี ร่มพฤกษ์ หรือ อาเล็ก พร้อมด้วยกลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร เดินทางมาบรรเลงดนตรีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง พร้อมกล่าวด้วยว่า ประชาชนสามารถใช้พื้นที่นี้ในการทำกิจกรรมได้
บรรยากาศเวลา 18.00 น. กลุ่ม We volunteer หรือวีโว่ นำโดย นายปิยณัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ พร้อมด้วย น.ส.ณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือ แหวน อดีตพยาบาลอาสาในเหตุการณ์คนเสื้อแดง ปี 2553 พร้อมด้วยญาติวีรชน เมษายน-พฤษภาคม 53 เดินเท้าขน 6 หุ่นศพจำลองผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยบางหุ่นมีสัญลักษณ์กาชาดของพยาบาล พร้อมป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ระบุข้อความว่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”
ทั้งนี้ นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ลูกนัท นักเคลื่อนไหวทางการเมือง แกนนำกลุ่มสลิ่มกลับใจขับไล่ประยุทธ์ เดินทางมาร่วมรำลึกด้วย โดยพูดคุยถึงข้อเท็จจริงจากญาติและผู้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว
จากนั้น น.ส.ณัฎฐธิดา หรือแหวน กล่าวถึงกิจกรรม “เดินมาหาเพื่อนเรา” รำลึก 12 ปี พฤษภาคม 2553 ว่าเพื่อต้องการย้ำเตือนสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียกร้องความเป็นธรรม
น.ส.ณัฎฐธิดากล่าวว่า 6 ศพนี้ทำงานและเลี้ยงดูบิดามารดา แต่คมกระสุนนั้นตั้งใจและสังหารลงมาที่เต็นท์ยาของพวกเรา เราสูญเสียเพื่อนรัก เพื่อนร่วมงาน แม่สูญเสียลูกสาว พ่อและแม่สูญเสียลูกชาย ลูกสูญเสียพ่อ
จากนั้นกล่าวไว้อาลัยผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย
“อัครเดช ขันแก้ว เป็นผู้ช่วยพยาบาลจิตอาสาที่อยู่กับน้องเกด คอยช่วยเหลือ หยิบจับอุปกรณ์ยา ช่วยเรามาตลอดที่มีการชุมนุมในพื้นที่นี้ ถูกยิงที่กระพุ้งแก้ม ต้นแขน และตะเกียกตะกายหลบอยู่ใต้เต็นท์ยา กว่าจะนำน้องออกจากเต็นท์ยาเข้าสู่สวนป่าได้ใช้เวลาร่วมชั่วโมง เราทำการปฐมพยาบาลน้องได้ไม่ถึง 30 นาที หารถพยาบาลมารับ กว่าจะฝ่าคมกระสุนมาได้ ใช้เวลานานมาก จึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
“เราสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์จากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปถึง 3 รายด้วยกัน มีคนที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นพยาน มีแม่ผู้สูญเสียลูกสาว มีญาติๆ สูญเสียคนในครอบครัวที่ถูกยิงในเขตวัดปทุมวนารามเช่นกัน” น.ส.ณัฎฐธิดากล่าว
เวลา 18.02 น. นางพะเยาว์ หรือแม่น้องเกด กล่าวว่า พยายามทำทุกอย่างให้ผู้ตาย ซึ่งเป็นคดีมุมดำ นี่คือความตั้งใจของรัฐบาลชุดนี้ ขอให้ประชาชนและเด็กรุ่นใหม่ทั้งหลายช่วยกันเรียกร้องความยุติธรรม ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตด้วย
ด้าน นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดา นายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือ น้องเฌอ อีกหนึ่งผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ศพวัดปทุมฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ผ่านมา 12 ปี แต่สะท้อนและสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทุกวันนี้ ที่มีผู้ถูกลิดรอนสิทธิจากการเคลื่อนไหว ไม่ได้สิทธิการประกันตัว สัมพันธ์และสะท้อนให้เห็นโครงสร้างอำนาจรัฐว่าไม่มีความเป็นธรรม
“ต่อให้คุณเป็นเจ้าชีวิต ถ้าพ่อแม่ ลุง ป้า น้าอา ของคุณตาย ก็จะตายไปอย่างเป็นปริศนา จึงต้องเรียกร้องยุติธรรมถ้วนหน้าให้ทุกคน รวมทั้งนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ได้รับอิสรภาพอีก 11 คน ซึ่งคือเรื่องเดียวกัน” นายพันธ์ศักดิ์กล่าว
ด้าน นายปิยรัฐ หรือโตโต้ หนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ศพวัดปทุมฯ กล่าวแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย
นายปิยรัฐกล่าวต่อว่า การสังหารเกิดขึ้นช่วง 10 พ.ค. 53 มีการเสียชีวิตต่อเนื่อง แม้ไม่ได้เสียชีวิตวันนี้ก็เสียชีวิตก่อนหน้า แต่เหตุการณ์จบลงในวันที่ 19 พ.ค. 12 ปีแล้ว ผมยังไม่เห็นความยุติธรรม ไม่คิดว่าจะยาวนานขนาดนี้ สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ยิ่งอยู่ตรงข้ามอำนาจเผด็จการ ยิ่งยากลำบากในการหาความยุติธรรม แต่เมื่อเรายังไม่หยุดสู้ เราก็ยังไม่แพ้ เหตุการณ์วันนี้ผมต้องมาให้ได้ ต้องลากสังขาร มาเล่าเรื่องราว แม้จะเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ต้องเล่าเพื่อตอกย้ำ
“จะเห็นว่าหลักฐานในวัดปทุมวนารามถูกทุบร้างเป็นจำนวนมาก อาคารที่ทำบุญ หลังคามีแต่รอยกระสุนก็ถูกรื้อ รวมถึงต้นไม้ที่มีหลักฐาน ติดป้ายเขตอภัยทาน รวมถึงกำแพงที่สร้างใหม่ ดังนั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทางคดี ถูกแก้ไขตลอดมา เราจึงต้องมาย้ำ ฝากพี่น้องประชาชนทุกคน สักขีพยานในวันนั้น ช่วยกันบันทึกเล่าเรื่องราวให้สืบเนื่องต่อไป จนเราได้ความยุติธรรม” นายปิยรัฐกล่าว
จากนั้นเวลา 18.08 น. นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย กล่าวในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ร่วมเรียกร้องเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า มีส่วนเข้าไปเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการสอบการชุมนุม ยืนยันว่าคลิปและหลักฐาน เป็นข้อเท็จจริงทุกอย่าง
“ยืนยันว่าทหารยิงพี่น้องเสื้อแดง จากการเข้าไปตรวจสอบความจริงวันนั้นได้จุดประกายให้เห็นว่าต่อให้เห็นต่างทางการเมืองก็ไม่ควรฆ่ากันอย่างนี้ วันนั้นผมยังไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ได้เห็นว่าคนเสื้อแดงถูกสั่งฆ่าจริง หลักฐานตั้งแต่ตรงนี้ถึงซอยรางน้ำ เหตุการณ์สั่งฆ่าเกิดขึ้นจริงในช่วงที่ชนชั้นนำมีอำนาจ” นายธัชพงศ์กล่าว
นายธัชพงศ์กล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวในวันนี้ ถ้าชนชั้นนำบอกว่าต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย ตราบใดที่เหตุคนเสื้อแดงยังไม่ได้รับการชำระประวัติศาสตร์ หันหน้ามาคุยกันไม่ได้ ทุกเหตุการณ์ พี่น้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำด้วย ม.112 ถ้าไม่มีการชำระ เอาคนผิดมาลงโทษ หรือพูดคุยว่าคนผิดจะรับผิดชอบอย่างไร การเดินหน้าเป็นไปได้ยาก
“ที่ว่าบ้านเมืองจะต้องปรองดอง เดินหน้า ชำระตรงนี้ก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน ที่สำคัญเอาเพื่อนนักโทษทางการเมืองของเราออกมาก่อน อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นอีก ถ้าเรายอมให้การตาย 99 ศพ เป็นเรื่องปกติ
“เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 16, 6 ตุลาคม 19 มักถูกพูดซ้ำ แต่เราเท่านั้นที่สู้อยู่ จึงจะหยุดเหตุการณ์นี้ได้ ไม่มีใครเข้าใจเราเท่าประชาชนที่สูญเสีย” นายธัชพงศ์กล่าว
ด้าน นายธนัตถ์ หรือลูกนัท กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตนแอบซ่อนอยู่ภายใต้ข้ออ้างที่ว่าตนอายุ 18 ปี ยังไม่ได้เข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทุกคนมีส่วนร่วมในการฆาตกรรมจากการหลงเชื่อ โฆษณาชวนเชื่อจากชนชั้นนำว่าคนเสื้อแดงคิดทรยศ ข้อกล่าวหามากมาย เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
“บ้านเมืองเราวันนี้ คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะการเพิกเฉย ไม่ต่างอะไรกับการสนับสนุนอำนาจนิยมกดขี่ ปิดปาก อุ้มฆ่าคนเห็นต่าง ไม่ว่าจะจับปิดปาก เข้าเรือนจำ หรืออุ้มให้หายสาบสูญ ล้อมยิงกลางวันแสกๆ กลางเมืองหลวง วันนี้เป็นอีกครั้งที่ผมต้องขอขมาทุกดวงวิญญาณ ทุกคน ที่เคยเพิกเฉย ที่เคยอ้างว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาธิปัตย์ วันนี้อ้างไม่ได้
“พี่บอยพูดถูกทุกประการ เราไม่ได้สามารถประนีประนอมแล้วเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าหมายความว่าคนที่สั่งฆ่าประชาชนยังอยู่ดีมีสุข บางคนได้เกษียณไปอยางสุขสบาย ขอลอยตัวเหนือปัญหา” นายธนัตถ์กล่าว
นายธนัตถ์กล่าวต่อว่า ภรรยาของตนบอกเสมอว่า คำว่ากฎแห่งกรรมเป็นธรรมเสมอ เป็นข้ออ้างของสังคมที่ไร้ความยุติธรรม อย่าให้คนรุ่นต่อไปต้องเกิดมาในสังคมที่ไร้ความยุติธรรม
“ขอให้คนเสื้อแดงถูกจารึกตลอดกาล และคนผิดถูกลงโทษอย่างสาสม อย่าให้ประเทศนี้ลบประวัติศาสตร์ แล้วบอกว่าเราไม่ต้องคุยกัน ขอให้ทุกวิญญาณได้ไปสู่สุคติ ถ้านรกสรรค์มีจริง ขอให้วันนึงได้มองลงมา เห็นว่าคนข้างหลังอยู่ในสังคมที่ดีขึ้นตามที่เขาเรียกร้อง มีประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน ผู้ใช้อาวุธปืนจากภาษีประชาชนไปเสวยสุขจากเงินทอนของอาวุธสงคราม จักต้องจ่าย จักต้องใช้ด้วยกระบวนการยุติธรรม ขอสดุดีคนเสื้อแดงทุกคน” นายธนัตถ์กล่าว
จากนั้น น.ส.ณัฎฐธิดา หรือแหวน กล่าวว่า ทั้ง 6 ศพ ถูกวางเรียงข้างในสวนป่า แต่เกรงว่าถ้าเข้าไปจะมีปัญหา ไม่ได้จัดอีกในปีหน้า เราจึงเดินมาหาเพื่อนเราตรงนี้
“อยากบอกทุกคนว่าวันนี้ทุกคนได้มาหาเช่นเคย เหมือนทุกปี เราจะมาที่นีอีกทุกปี จนกว่าความเป็นธรรมจะมีอยู่จริง ขอให้ชีวิตทั้ง 6 รับรู้ไว้ว่าเราจะเดินหน้าทวงคืน ทวงถามความเป็นธรรมจนกว่าความเป็นธรรมจะเกิดกับทุกคนอย่างแท้จริง และขอให้เพื่อนทั้ง 11 คนได้ถูกปล่อยตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข นอกจากใช้ปืน ใช้รถถัง รัฐบาลชุดนี้ยังใช้กฎหมายกดขี่ข่มเหงประชาชน ขอให้ความจริงนี้ปรากฏอยู่ตราบนานเท่านาน ความยุติธรรมเกิดขึ้นในเร็ววัน” น.ส.ณัฎฐธิดากล่าว
จากนั้นเวลา 18.20 น. เริ่มเดินขบวนไปสมทบคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ โดยมีการแวะที่หน้าประตูวัดปทุมวนาราม ตะโกน “ปล่อยเพื่อนเรา” “ยกเลิก 112 คืนสิทธิการประกันตัว”
เวลา 18.28 น. ขบวนหยุดพักที่ประติมากรรมรูปมือกวัก หน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีการนำหุ่นศพจำลองไปวางไว้ โดย น.ส.ณัฎฐธิดากล่าวด้วยว่า “คังคุไบ”
จากนั้นเวลา 18.35 น. เมื่อถึงแยกราชประสงค์ น.ส.ณัฎฐธิดา นายปิยรัฐ และคนเสื้อแดง วาง 6 หุ่นศพจำลองใต้ป้ายแยกราชประสงค์ โดยผู้ร่วมงานช่วยกันขึงเชือกสีแดงจากป้าย อ้อมเสาไฟ ก่อนช่วยกันติดรายชื่อผู้สูญเสียชีวิตทั้ง 99 ศพ รวมทั้งผูกโบแดง วางนกกระดาษสีแดง-ขาว หลังป้ายแยกราชประสงค์ ผู้ร่วมงานบางส่วนจุดเทียนแดงอาลัย
อย่างไรก็ดี นายธนัตถ์ หรือลูกนัท ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า วันนี้หลักฐานชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในระบบกดขี่ก็รู้ตัวว่า “ประชาธิปไตยจอมปลอม” ไม่ใช่ทางออกของเขา ยิ่งเขาค้นคว้าก็ยิ่งพบความจริง แนวร่วมของความจริงและความยุติธรรมมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผู้กดขี่ก็มีแต่จะลดลงได้เรื่อยๆ วันหนึ่งความยุติธรรมก็จะบังเกิด
“ผมได้รับรู้เรื่องราวความจริงจากคนที่อยู่ในสถานที่นี้จริง ใช้เวลาตั้งสติกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ มันโหดร้ายมากจริงๆ เมื่อสักครู่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับพี่แหวน (พยาบาลอาสา) คนเสื้อแดงทุกคนจะบอกว่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือการที่รัฐบาลออกมามีอีเวนต์ ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ ซึ่งมีการประกาศให้ประชาชนที่มาร่วม เก็บพวกสื่อ ใบปลิว หนังสือ ป้าย หรืออะไรก็ตามที่มีข้อความหมิ่นเหม่ ปลุกปั่น ประกาศว่าให้ยื่นส่งเจ้าหน้าที่ ย่ำยีกันแล้วย่ำยีกันอีก ซึ่งไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าเอกสารเหล่านั้นที่มีข้อความแบบนั้น เป็นของจริงหรือเปล่า เป็นของที่อยู่ในที่ชุมนุม หรือเอามาโปรยทีหลัง มันบอกไม่ได้เลย
“สำคัญที่สุดคือความเป็นมนุษย์ของคนไทยลดน้อยลงไปมาก มันใช้เวลานานมาก จากวันที่ความเป็นมนุษย์ของเราพร้อมที่จะเห็นมนุษย์ด้วยกันเองถูกเข่นฆ่า มาถึงวันนี้ที่เราพร้อมลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา แต่มันไม่สายเกินไป เราต้องสาบานว่า จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรมต่อไป แม้ต้องใช้เวลา” นายธนัตถ์กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่ “กองทัพบก” จัดงานรำลึกเหตุการณ์ปี 2553 ให้แก่กำลังพลทหารที่เสียชีวิตเป็นครั้งแรก?
นายธนัตถ์กล่าวว่า รำลึก ใครก็ทำได้ ในวันนั้นตนก็คงมีความคิดไม่ต่างจากกองทัพบกเท่าไหร่
“เมื่อเราสำนึกเราจึงรำลึก ซึ่งผมไม่รู้เหตุผลในการรำลึกเขาคืออะไร” นายธนัตถ์กล่าว
เมื่อถามว่า ควรมีหน่วยงาน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชอบต่อเหตุการณ์หรือไม่ อย่างไร?
นายธนัตถ์ระบุว่า หลายคนที่มาพัวพันในเรื่องนี้คงไม่ได้คาดฝันว่าเขาจะมาพูดความจริง หรือยอมเสียสละอิสรภาพของตัวเอง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี หลายคนที่มีอำนาจในวันนี้ ท่านอาจจะเกษียณแล้ว หรือกำลังจะเกษียณ ท่านอยู่ในบั้นปลายชีวิตแล้ว ถ้าเกิดนรกสวรรค์มีจริง อย่างน้อยก็ขอให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง