โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ซื้อของออนไลน์ ทำร้ายโลกไม่รู้ตัว ดึงสติก่อนช้อปท้ายปี 12.12 ด้วยคาถาฉบับ Circular Economy

TODAY

อัพเดต 10 ธ.ค. 2565 เวลา 03.24 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2565 เวลา 03.24 น. • workpointTODAY

ใครบอกเศรษฐกิจไม่ดี เงินเฟ้อพุ่ง ค่าไฟแพง แต่ไฉนคนกลับแห่ซื้อของออนไลน์กันทุบสถิติทุกปี

ก่อนที่จะถึงเทศกาล 12.12 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ มาลองสำรวจตัวเราและสำรวจสถานการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ทั่วโลกให้รอบด้านกัน

เริ่มกันโลกฝั่งตะวันตก เทศกาลลดราคา Black Friday หลังเทศกาลขอบคุณพระเจ้ายาวไปถึง Cyber Monday ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า มียอดการใช้จ่ายสูงถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวเลขจากสำนักข่าว CNBC ระบุว่า ชาวอเมริกันใช้เงินช้อปปิ้งเฉลี่ยคนละ 325 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งสูงกว่าตัวเลขปีที่แล้วที่ 301 ดอลลาร์สหรัฐ

รายงานของเฟดเอ็กซ์พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่า 84% มีการใช้จ่ายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา

ด้าน Shopee ของไทยโชว์ผลประกอบการปีที่แล้ว ทะลุ 1 หมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ด้วยแรงหนุนโค้งสุดท้ายของปีในช่วงเทศกาล 12.12 มีลูกค้าใช้โค้ดไปมากกว่า 850 ล้านโค้ด

ขณะที่ย้อนไปเพียงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา Lazada เผยยอดขายในเทศกาล 11.11 ของไทยบน LazMall เพิ่มขึ้นกว่า 300 เท่า ภายใน 2 ชั่วโมงแรก และยอดขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 124 เท่า ภายใน 11 นาทีแรกของแคมเปญ

มองในมุมจิตวิทยา เมื่อคนรู้สึกว่าต้องประหยัดค่าใช้จ่าย จึงอดใจรอเทศกาลลดราคาครั้งใหญ่ประจำปี เพื่อกว้านซื้อของถูกในคราวเดียว แต่เมื่อเจอโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมจนนิ้วสั่น กลับกลายเป็นได้ของเกินจำเป็นมากองเต็มบ้าน

ในขณะที่บางคนใช้การช้อปปิ้งเป็นที่ระบายความเครียดหรือฉลองให้กับความเหน็ดเหนื่อยทั้งปีที่ผ่านมา นับเป็นความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า shoppertainment จนอาจจำไม่ได้ว่าเผลอกดสั่งอะไรไปบ้าง

การตลาดที่ส่งเสริมให้คนซื้อของเพิ่มตลอดเวลา เป็นผลพวงมาจากระบบทุนนิยมแบบดั้งเดิม ที่วัดการเติบโตจากการผลิตเท่านั้น ทรัพยากรทั่วโลกถูกนำมาผลิตสินค้า ให้ผู้คนใช้เพียงประเดี๋ยวประด๋าว และทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้ผลิต-ใช้-ทิ้ง เป็นสมการเส้นตรงแบบนี้เรื่อยไป จนวันนี้เราเริ่มตระหนักแล้วว่า จะไม่มีทรัพยากรเหลือเพียงพอให้กับลูกหลานแล้ว

จึงเป็นที่มาของแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มองระบบการผลิตเป็นวงกลม เริ่มตั้งแต่การลดการนำทรัพยากรมาผลิต ใช้ของเดิมซ้ำให้นานที่สุด และรีไซเคิลของเหลือทิ้งให้เอามาแปรรูปผลิตเป็นสินค้าใหม่

สำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ด้วยสามคำง่าย ๆ อย่าง Reduce – Reuse – Recycle สามารถเป็นคาถานำทางให้เราเตือนตัวเองก่อนสติหลุดชั่ววูบไปกับป้ายลดราคาตัวแดง ๆ

Reduce - มาลองสำรวจของภายในบ้านก่อนที่จะสั่งซื้อใหม่ อาจใช้คอนเซปต์มินิมอลเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เมื่อพบว่าของที่กำลังจะกดซื้อเกิดจาก “ความอยาก” ไม่ใช่ “ความจำเป็น” ก็ช่วยให้เราลดการซื้อลงได้ หรือลองใช้สูตรซื้อใหม่ 1 ชิ้นต้องกำจัดของ 2 ชิ้น เพื่อป้องกันของล้นบ้าน

Reuse – พยายามใช้ของเดิมที่มีอยู่ให้ได้นานที่สุด หรือซ่อมแซมของที่มีอยู่ วิธีคิดนี้ช่วยให้เราอยากซื้อของที่คุณภาพดีมีความคงทนตั้งแต่ต้น แม้จะแพงกว่า แต่ด้วยอายุการใช้งานที่นานกว่า สามารถช่วยโลกและช่วยกระเป๋าเงินเราไปพร้อมกัน

Recycle – ของชิ้นไหนที่ใช้ไม่ได้แล้วต้องกลายไปเป็นขยะในที่สุด มาลองหาที่ทิ้งให้ถูกทาง เช่น เสื้อผ้าเก่าสามารถส่งต่อให้มูลนิธิต่าง ๆ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ส่งต่อให้บริษัทที่รับทำลายโดยเฉพาะ กล่องกระดาษส่งให้ซาเล้งไปขายต่อได้ และรู้หรือไม่ว่าบับเบิ้ลกันกระแทก ก็สามารถส่งต่อให้โครงการวน นำเข้าโรงงานพลาสติกไปรีไซเคิลต่อ

เมื่อผ่านด่านแรกของการเตือนตัวเองไม่ให้ซื้อของเกินจำเป็นแล้ว มาลองพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการช้อปปิ้งออนไลน์กัน เพราะแท้จริงแล้ว ยังมีความสิ้นเปลืองที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ด้วย

ทุกการเดินทางของรถบรรทุกส่งของได้สร้างรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ปัจจุบันการขนส่งในธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งโลกคิดเป็น 3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

และจะเพิ่มขึ้นเป็น 17% ภายในปี 2050 ซึ่งเทียบเท่ากับตัวเลขปัจจุบันของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเดินทางทุกรูปแบบบนโลก ทั้งทางบก น้ำ อากาศ

แต่การขนส่งพัสดุไม่ใช่ตัวเลขที่น่ากลัวที่สุด ผู้ร้ายตัวโตที่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ การผลิตบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นถึง 45% ของการปล่อยมลพิษในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ลองจินตนาการถึงการถางป่ามาเพื่อผลิตกล่องกระดาษ หรือการขุดน้ำมันเพื่อผลิตพลาสติกกันกระแทกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon พยายามรณรงค์เรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2015 ด้วยการลงทุนพัฒนาอัลกอริทึมที่ช่วยคำนวณขนาดกล่องและสินค้าให้พอดีกัน ทำให้ใช้กระดาษลังและพลาสติกกันกระแทกน้อยลง สามารถลดน้ำหนักของพัสดุได้เฉลี่ย 38% ลดปริมาณบรรจุภัณฑ์เกินจำเป็นได้ถึง 1.5 ล้านตันในในปี 2021 และที่สำคัญ วัสดุทุกอย่างสามารถทิ้งลงถังรีไซเคิลได้

นอกจากนี้ นโยบายคืนสินค้าที่ถูกใจผู้บริโภคก็จริง แต่เป็นเรื่องหนักใจของนักสิ่งแวดล้อม เพราะการคืนสินค้าไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจใด ๆ แถมยังก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถึง 25% ของการปล่อยมลพิษในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่น ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่ Zalando เผยว่าในแต่ละปี มีการคืนสินค้ามากถึง 50% แถมสินค้าที่รับคืนส่วนใหญ่ไม่สามารถนำไปขายเป็นมือหนึ่งได้อีกแล้ว

เทคนิคสำหรับร้านค้าออนไลน์ให้ลดการคืนสินค้าและทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว คือการขายของให้ตรงปก ควรให้ข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วนและนำเสนอรูปสินค้าอย่างละเอียดทุกมุม

เทรนด์ช้อปปิ้งออนไลน์ยังเติบโตได้อีกมหาศาลแน่นอน ยังมีประชากรอีกหลายล้านคนในประเทศโลกที่สาม ที่เพิ่งเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตและกำลังเพลิดเพลินกับการสั่งของออนไลน์

การสร้างจิตสำนึกเรื่องความยั่งยืนให้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้บริโภค ผู้ผลิต บริษัทขนส่ง ต้องทำไปพร้อมกัน มิฉะนั้น ความสนุกในการช้อปวันนี้จะกลายเป็นความเดือดร้อนย้อนกลับมาหาโลกของเราในวันหน้า

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/11/26/black-friday-online-sales-top-9-billion-in-new-record.html

https://www.statista.com/statistics/1254302/e-commerce-average-emissions-by-source/

https://sustainability.aboutamazon.com/environment/packaging

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...