โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ผ่ากลยุทธ์คอนโด 2566 EP.4 ณัฎฐา ไนท์แฟรงค์ฯ ชี้ 2 ปัจจัยฟื้นตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ม.ค. 2566 เวลา 06.35 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2566 เวลา 13.08 น.

“นักท่องเที่ยว-ตปท.ลงทุนตรง” กระตุกสัญญาณคอนโดฟื้นแน่

ต้อนรับปีเถาะ ธุรกิจให้คำปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ร่วมด้วยช่วยกันส่องเทรนด์ปี 2566 อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง วันนี้มีหัวข้อน่าสนใจว่าด้วย “แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมกับลูกค้าต่างชาติ” โดย “ณัฎฐา คหาปนะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์ แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแจมมุมมอง ดังนี้

มุมมองของไนท์แฟรงก์ฯ คิดว่าน่าจะมี 2 ตัวชี้วัดที่เป็นตัวจับได้ว่าการซื้อขายคอนโดมิเนียมเปลี่ยนแปลงอย่างไร ข้อมูลแรก การเข้ามาท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ กับ FDI-Foreign Direct Investment การลงทุนตรงจากต่างประเทศ

ผมขอเริ่มด้วยภาคท่องเที่ยวก่อน จะเห็นว่าก่อนโควิดสดใสมากประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 30-40 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราในจำนวนที่จะขายให้ลูกค้าชาวต่างชาติ พอช่วงโควิดที่ผ่านมาเหนื่อยเลยครับ เข้ามาไม่ถึง 6 ล้านคน ยิ่งโควิดล็อกดาวน์ไป เข้ามา 4 แสนคนเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ตลาดการท่องเที่ยวเริ่มกลับขึ้นมา

โดยเฉลี่ยใน 4 ปีที่ผ่านมารวมนักท่องเที่ยวทั้งหมดประมาณ 36 ล้านคน มียอดสเปนดิ้ง 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัว 49,000 บาท

เราจะโฟกัสคนซื้อชาติไหนดี คนที่เข้ามาก่อนโควิดคือ จีนเข้ามาเป็นอันดับ 1 เฉลี่ย 10 ล้านคน ประเทศที่ 2 มาเลเซีย 3.เกาหลี 4.ลาว 5.ญี่ปุ่น ช่วงโควิดยุโรปทั้งนั้นเลย น่าจะหนีโควิดเข้ามาและด้วยนโยบายภูเก็ตแซนด์บอกซ์ หลังจากโควิดซาลงก็คือปี 2565 นักท่องเที่ยวจะเป็นเอเชีย นี่คือภาพใหญ่ๆของการท่องเที่ยว แล้วเราโฟกัสเฉพาะชาวต่างชาติ โฟกัสเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เราจะขายคอนโดฯ ให้เขา

จากนั้นมาดู FDI การลงทุนมันเกี่ยวอะไรกับการซื้อคอนโดฯ ของเรา นอกจากเงินที่จะเข้ามาแล้ว ยังมีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญของประเทศนั้นๆ เข้ามาทำงาน มาพักศัยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มาซื้อเองหรือมาเช่าบ้าง สถิติในปี 2559 การลงทุนทั้งหมดในประเทศเราอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ปี2560 จำนวน 797,978 ล้านบาท ปี 2561 เพิ่มเป็น 9 แสนล้านบาท เห็นภาพการลงทุนเพิ่มขึ้นตลอด

โฟกัสการลงทุนของชาวต่างชาติ โดยเฉลี่ยมีการลงทุนของชาวต่างชาติอยู่ที่ปีละ 30-40% โดยชาติที่ลงทุนเยอะ เจ้าหน้าที่มาเยอะ โอกาสขายคอนโดให้ชาตินั้นก็เยอะ ได้แก่ ไต้หวันมาอันดับ 1 ญี่ปุ่นอันดับ 2 พี่จีนมาอันดับ 3 ทั้งท่องเที่ยวทั้งลงทุน และสุดท้ายออสเตรียกับสิงคโปร์ตามลำดับ

มาดูกันว่า 2 ตัวชี้วัดมีความเกี่ยวข้องกันยังไง

ภาพรวมทั้งประเทศไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เทียบกับซัพพลายของแต่ละปี ดูแล้วห่อเหี่ยวใจซื้ อแค่ 8-13% แล้วก็คอนโดมิเนียมทั้งหมดที่รับรู้ก็คือมีทั่วประเทศ แต่บางจังหวัด บางโลเคชั่น ชาวต่างชาติก็ไม่สนใจ ชาติที่ซื้อเยอะที่สุด จีน 59% อันดับ 2 รัสเซีย คิดว่าน่าจะไปอยู่ฝั่งเมืองท่องเที่ยวพัทยา ภูเก็ต, อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อินเดีย ไต้หวันตามลำดับ

ย้อนสถิติปี 2561-2565 จีน รัสเซีย อเมริกา ซื้อมากสุด

ข้อมูลย้อนหลังปี 2561-2565 สถิติ 10 อันดับแรกมีใครบ้าง ซื้อจำนวนเท่าไหร่ ดูจากภาพรวมของประเทศไทยในการถือครองของชาวต่างชาติ พบว่า 3 อันดับแรก 1.จีน 2.รัสเซีย 3.อเมริกา โฟกัสปี 2565 ช่วงท้ายๆ จีนซื้อ 59% ถ้ามาเจาะ เฉพาะคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ การโอนอยู่ที่ 4-9% ทำไมน้อยจัง เรายังโฟกัสไหม

บางคนก็ซื้อภายใต้บริษัทไทยที่จดทะเบียน บางคนก็ซื้อแบบลีสโฮล์ (สิทธิการเช่า) ข้อมูลเฉพาะที่จดทะเบียนภายในชื่อของตัวเองเท่านั้น อันดับ 1 คือจีนซื้อเยอะที่สุด ปี 2561 คนจีนซื้อ 7% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดที่ต่างชาติถือครอง ปี 62 อยู่ที่ 8% ปี 2563 สัดส่วน 12% ปี 2564 สัดส่วน 13% และปี 2565 จำนวน 8%

ถามว่ายังโฟกัสไหม… มาดูในกรุงเทพฯ โลเคชั่นไหนที่เป็นที่น่าสนใจของชาวต่างชาติ พบว่า จีน เกาหลี ชอบโซนรัชดา-ห้วยขวาง, ออสเตรเลีย สิงคโปร์ชอบทำเลสีลม-สาทร, ตะวันออกกลาง ปักหลักโซนนานา-อโศก, ญี่ปุ่นอยู่เป็นกลุ่มที่สุขุมวิท พร้อมพงษ์-ทองหล่อ-เอกมัย เพราะฉะนั้น ต้องการขายใครให้โฟกัสในพื้นที่ตรงนั้น

ทั้งนี้ อินดิเคเตอร์การท่องเที่ยว กับอินดิเคเตอร์ FDI มันสัมพันธ์กับเรื่องของชาวต่างชาติถือครองคอนโดฯ ยังไง สถิติปี 2561-2562 จำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน การลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 5 แสนล้านลสม จำนวนถือครองของยูนิต 13,568 ยูนิต จากนั้นอยู่ที่ 12,798 สะท้อนว่าเมื่อ FDI ลดลง นักท่องเที่ยวลดลง การถือครอง การเข้าซื้อคอนโดฯ ก็น้อยลง ตามลำดับ

เลยเห็นว่าเมื่อไหร่ที่ 2 อินดิเคเตอร์นักท่องเที่ยวและเงินที่เข้ามาลงทุน FDI เข้ามา โอกาสที่จะขายคอนโดได้สูงก็เป็นไปได้ด้วย

สรุปในการท่องเที่ยว จีนมาอันดับ 1 มาเลเซียอันดับ 2 เกาหลีอันดับ 3 ลาวอันดับ 4 ญี่ปุ่นอันดับ 5

ในด้านการลงทุน 5 อันดับแรกคือไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน ออสเตรีย สิงคโปร์

ในด้านการถือครองหรือการโอนกรรมสิทธิ์ กระจุกที่จีน รัสเซีย อเมริกา อังกฤษ และเยอรมัน ตามลำดับ

นี่คือข้อมูลที่สามารถเป็นตัวคาดคะเน เป็นไกด์ไลน์ว่าเราจะขายใครในปี 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...