“เช็กให้ชัวร์” คาถากันภัยทางการเงิน
คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย
คงไม่ช้าเกินไปที่จะกล่าวสวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน ในปี 2566 นี้ เราเริ่มเห็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายจากความกังวลเรื่องโควิด-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างเริ่มกลับมาคึกคัก เปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจต่าง ๆ ทยอยกลับมาสร้างรายได้คล่องตัวขึ้น
แต่ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นว่าความลำบากที่ผ่านมา ได้กลายเป็นโอกาสที่มิจฉาชีพนำมาใช้ในการหยิบยื่นความหวังปลอม ๆ หรือซ้ำเติมคนที่ลำบากด้วยการหลอกลวง ทั้งหลอกให้โอนเงิน หรือล้วงข้อมูลส่วนตัวเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ ในครั้งแรกที่เราพบกันนี้ เลยอยากชวนคุยเรื่อง “ภัยทางการเงิน” กันค่ะ
ด้วยเทคโนโลยีทางการเงินที่ทำให้การโอนเงินสะดวกรวดเร็ว จนยอดการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงแค่ประชาชนคนไทยที่ปรับตัวตอบรับและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ แต่มิจฉาชีพก็ปรับรูปแบบการหลอกลวงมาใช้ประโยชน์จากสังคมไร้เงินสดนี้เช่นกัน
โดยมีช่องทางเข้าถึงตัวเหยื่อที่หลากหลาย ทั้งโทรศัพท์ ข้อความ อีเมล์ แอปธนาคาร และโซเชียลมีเดีย เช่น LINE และ Facebook แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กลอุบายที่นำมาใช้มีความแยบยล ไม่เพียงแต่ใช้ช่วงที่คนไทยมี “ความเดือดร้อน” จากโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังเล่นกับ “ความโลภ” และ “ความกลัว” ของผู้เคราะห์ร้าย กระตุ้นให้หลงกล ยอมให้ข้อมูลส่วนตัว ยอมโอนเงิน หรือนำเงินมาลงทุนด้วย บางรายสูญเสียเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิต ล้มละลาย หรือกลายเป็นหนี้สินในชั่วพริบตา
ช่วงโควิด-19 ที่รายได้หลายคนขาดหาย ต้องการเงินมาใช้จ่าย เราก็เริ่มเห็น SMS จากเบอร์แปลก ๆ หรือชื่อผู้ส่งที่ใกล้เคียงกับสถาบัน หรือบริษัทที่เรารู้จัก แจ้งว่าได้รับเงินกู้อนุมัติเร็ว หรือเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยให้คลิกลิงก์เพื่อ add line คุย ซึ่งมักจบด้วยการขอให้เหยื่อโอนเงินไปก่อน เพื่อให้สามารถรับเงินก้อนใหญ่ได้ บ้างก็อ้างว่าเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมทำสัญญา หรือค่าธรรมเนียมปลดล็อก แล้วก็เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับเงินที่เหยื่อโอนให้ หลายรายต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเพื่อมาโอนให้ โดยหวังว่าจะได้เงินก้อนใหญ่มาชดเชย กลุ่มนี้มักหลอกเอาเงินก้อนไม่ใหญ่นัก แต่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก
อีกกรณีตัวอย่างที่ล่อให้เหยื่อเกิดความโลภ คือ กลไกแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมาในชื่อการออม หรือการลงทุน โดยมักเสนอผลตอบแทนสูงเกินกว่าความเป็นจริง อย่างกรณี Forex-3D ที่ยังเป็นคดีค้างคา กระตุ้นความโลภด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ของ CEO ที่ร่ำรวย มีการทำกิจกรรมร่วมกับคนดังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และชักชวนคนให้มาลงทุนผ่านแม่ข่าย
โดยในช่วงแรกมีการโอนผลตอบแทนให้สมาชิกจริง เมื่อผู้เสียหายได้รับผลตอบแทนสูง ก็อยากลงเพิ่มเพื่อให้ได้เป็นสมาชิกระดับสูงขึ้น เพราะจะได้ผลตอบแทนมากขึ้น เนื่องจากไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนจริง แต่เป็นการนำเงินของสมาชิกใหม่มาหมุนเป็นผลตอบแทนให้สมาชิกเดิม ไม่นานนักก็ต้องหยุดจ่ายผลตอบแทน ส่วน CEO และคณะบินหนีไปต่างประเทศทิ้งมูลค่าความเสียหายไว้กว่า 2,400 ล้านบาท จากเหยื่อที่ถูกหลอกให้ลงทุนกว่า 9,000 คน
อีกหนึ่งเล่ห์เหลี่ยมของมิจฉาชีพที่พบบ่อยคือ การข่มขู่ให้เหยื่อกลัว ตัวอย่างเช่น หลอกว่าค้างชำระหนี้บัตรเครดิต มีพัสดุตกค้างจากต่างประเทศ มีเงินโอนผิดเข้ามาในบัญชี ญาติประสบอุบัติเหตุ พัวพันกับการฟอกเงินหรือสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้คนตกใจและรีบให้ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงินให้อย่างรวดเร็ว
อย่างกรณีประชาชนถูกมิจฉาชีพอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรส่งลิงก์เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ให้ตรวจสอบการค้างจ่ายภาษี ทำให้เหยื่อตกใจรีบกดลิงก์เข้าไปเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว ก่อนจะทราบภายหลังว่าเงินในบัญชีที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชั่นธนาคารได้ถูกโอนออกไปทั้งหมด มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสูญเงินออมตลอด 40 ปี จากการกดลิงก์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่าการหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพนั้นคงทำได้ยาก แม้ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้ผนึกกำลังเพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ธปท. กสทช. สมาคมธนาคารไทย และตำรวจไซเบอร์ แต่การป้องกันภัยทางการเงินที่มีประสิทธิภาพที่สุด คงไม่พ้นตัวเราที่ต้องรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม และฉุกคิดซักนิดก่อนจะกดโอน
คาถาหนึ่งที่จะช่วยป้องกันเราจากมิจฉาชีพได้ คือ “เช็กให้ชัวร์” ทุกครั้งที่ได้รับการติดต่อขอข้อมูลส่วนตัว มีกิจธุระให้เราต้องโอนเงิน ก็ขอให้ตั้งสติแล้วท่องคาถา “เช็กให้ชัวร์” ลองตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อน ลองโทรศัพท์กลับไยังหน่วยงานหรือบริษัทที่ถูกนำมากล่าวอ้าง เพื่อตรวจสอบว่ามีการให้เจ้าหน้าที่ติดต่อมาจริง หรือตรวจสอบชื่อหน่วยงานที่ติดต่อมาว่าได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หากยังไม่มั่นใจ อย่าโอนเงิน อย่าเปิดเผยข้อมูล อย่ากดลิงก์ อย่าลงทุน หรือดำเนินการใด ๆ โดยเด็ดขาด และที่สำคัญ ต้องเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ รับฟังข่าวสารและคำเตือนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงอยากให้ช่วยบอกต่อเพื่อน เตือนครอบครัว และคนรอบข้างให้ระวังภัยใกล้ตัวนี้ด้วย
การสละเวลาเพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนลงมือทำอะไร สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้มากกว่าที่คิด เวลาที่เล็กน้อยเสียไปกับการตรวจสอบ อาจหยุดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราและครอบครัวได้
สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสู้ภัยทางการเงิน อย่าลืมท่องคาถา “เช็กให้ชัวร์” เป็นหูเป็นตาให้กันในสังคม และหากพบเห็นเบาะแสที่จะเป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่นก็โทรศัพท์แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร. 1213 นอกจากนี้ ยังตรวจสอบแอปพลิเคชั่นเงินกู้ที่ลงทะเบียนถูกต้อง รวมถึงธุรกิจเงินตราต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตได้ในเว็บไซต์ของแบงก์ชาติ www.bot.or.th
หากพลาดโอนเงิน เปิดเผยข้อมูล หรือกดลิงก์จากมิจฉาชีพไปแล้ว ควรรีบแจ้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทางเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com
ชีวิตที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ย่อมจะสะดวก สบาย และประหยัดขึ้น อย่าให้มิจฉาชีพมาทำให้เรากลัวการอยู่กับเทคโนโลยีเลยนะคะ เช็กให้ชัวร์ เริ่มจากตัวเรา เพื่อให้สังคมไร้เงินสดของไทยปลอดภัยสำหรับทุก ๆ คน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะ