"ทีทีบี"คาดรายได้ 5 พืชหลักเศรษฐกิจไทยส่อลดลง 8.33 แสนล. ผลพวงเศรษฐกิจโลกแผ่ว
“ทีทีบี”คาดรายได้ 5 พืชเศรษฐกิจหลักไทยส่อลดลง 4.7% ประมาณ 8.33 แสนล้านบาท ผลพวงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
เมื่อวันที่ 6 มกราคม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดปี 2566 รายได้เกษตรกร 5 พืชเศรษฐกิจหลักไทยจะลดลง 4.7% อยู่ที่ 8.33 แสนล้านบาท เนื่องจากรายได้เกษตรกรจากพืชที่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ปาล์มน้ำมันและยางพารา ปรับตัวลดลง 32.6% และ 15.8% ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้สินค้าคงทนชะลอตัวลง และราคาพืชที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั้งสองชนิดปรับตัวลดลงเช่นกัน
ขณะที่รายได้เกษตรกรจากพืชที่นำไปประกอบอาหาร ได้แก่ อ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง คาดว่าปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัว 18.4% , 7.7% และ 5.4% ตามลำดับ ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับปกติ
โดยปี 2565 รายได้เกษตรกรจาก 5 พืชเศรษฐกิจ รวมกันอยู่ที่ 8.75 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 12.7% จากปี 2564 เมื่อแยกเป็นพืชแต่ละประเภท พบว่า อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าว และยางพารา เพิ่มขึ้น 54.1%, 24.1%, 18.2%, 8.3% และ 0.3% ตามลำดับ โดยรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตร ประกอบกับปริมาณนํ้าฝนเพิ่มขึ้น ทำให้นํ้าในอ่างเก็บนํ้าที่สำคัญ และแหล่งนํ้าตามธรรมชาติมีปริมาณเพียงพอ ทำให้ผลผลิตเกษตรเพิ่มขึ้น
สำหรับแนวโน้มรายได้เกษตรกร 5 พืชเศรษฐกิจปี 2566 นำโดย 1.ปาล์มน้ำมัน คาดรายได้ลดลง 32.6% อยู่ที่ 0.95 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น 3.6% และราคาจะลดลง 34.6 % 2.ยางพารา คาดรายได้ลดลง 15.8% อยู่ที่ 2.17 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตทรงตัว ราคาปรับลดลง 3.ข้าวเปลือก คาดรายได้ขยายตัว 7.7% อยู่ที่ 3.11 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 3.4% และราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น 4.2% 4.อ้อย คาดรายได้ขยายตัว 18.4% อยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตและราคาเพิ่มขึ้น 12.6% และ 5.2% ตามลำดับ ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก 5.มันสำปะหลัง รายได้ขยายตัว 5.4% อยู่ที่ 0.90 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตและราคาเพิ่มขึ้น 2.2% และ 3.1% ตามลำดับ
นอกจากนี้ พบว่าแนวโน้มปี 2566 พืชเกษตรที่นำไปใช้ประกอบอาหาร ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากความต้องการบริโภคอาหารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดประเทศที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกกลับเข้าสู่ระดับปกติอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ได้แก่ ราคาปุ๋ยเคมี ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวน จะเป็นปัจจัยกดดันที่ส่งผลกระทบต่อรายได้สุทธิของเกษตรกรได้
จึงแนะนำเกษตรกรลดต้นทุนด้วยการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดทำบัญชีรายการต้นทุนการเพาะปลูก อาทิ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงาน ค่าสูบน้ำ ค่าหว่าน ค่าไถพรวนดิน ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงต้นทุนการเพาะปลูก ซึ่งสามารถนำไปประกอบการพิจารณาลดต้นทุนการผลิตลง
ขณะที่รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสั่งตัด เป็นการผสมแม่ปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดินและความต้องการของพืช ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แบบผสมผสานช่วยลดค่าปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตมากขึ้น และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาดได้ และกรณีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงมากเกินไป รัฐควรพิจารณาใช้งบประมาณช่วยเหลือตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ ด้านแนวโน้มค่าเงินบาทปี 2566 ที่คาดว่าจะแข็งค่าและมีความผันผวนสูง ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรควรพิจารณาบริหารความเสี่ยงด้วยการทำประกันอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อล็อกผลกำไรจากการขาย ซึ่งจะช่วยรักษารายได้สุทธิของเกษตรกรได้ต่อไป