โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ทีทีบี"คาดรายได้ 5 พืชหลักเศรษฐกิจไทยส่อลดลง 8.33 แสนล. ผลพวงเศรษฐกิจโลกแผ่ว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ม.ค. 2566 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2566 เวลา 05.27 น.

“ทีทีบี”คาดรายได้ 5 พืชเศรษฐกิจหลักไทยส่อลดลง 4.7% ประมาณ 8.33 แสนล้านบาท ผลพวงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

เมื่อวันที่ 6 มกราคม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดปี 2566 รายได้เกษตรกร 5 พืชเศรษฐกิจหลักไทยจะลดลง 4.7% อยู่ที่ 8.33 แสนล้านบาท เนื่องจากรายได้เกษตรกรจากพืชที่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ปาล์มน้ำมันและยางพารา ปรับตัวลดลง 32.6% และ 15.8% ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้สินค้าคงทนชะลอตัวลง และราคาพืชที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั้งสองชนิดปรับตัวลดลงเช่นกัน

ขณะที่รายได้เกษตรกรจากพืชที่นำไปประกอบอาหาร ได้แก่ อ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง คาดว่าปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัว 18.4% , 7.7% และ 5.4% ตามลำดับ ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับปกติ

โดยปี 2565 รายได้เกษตรกรจาก 5 พืชเศรษฐกิจ รวมกันอยู่ที่ 8.75 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 12.7% จากปี 2564 เมื่อแยกเป็นพืชแต่ละประเภท พบว่า อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าว และยางพารา เพิ่มขึ้น 54.1%, 24.1%, 18.2%, 8.3% และ 0.3% ตามลำดับ โดยรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตร ประกอบกับปริมาณนํ้าฝนเพิ่มขึ้น ทำให้นํ้าในอ่างเก็บนํ้าที่สำคัญ และแหล่งนํ้าตามธรรมชาติมีปริมาณเพียงพอ ทำให้ผลผลิตเกษตรเพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มรายได้เกษตรกร 5 พืชเศรษฐกิจปี 2566 นำโดย 1.ปาล์มน้ำมัน คาดรายได้ลดลง 32.6% อยู่ที่ 0.95 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น 3.6% และราคาจะลดลง 34.6 % 2.ยางพารา คาดรายได้ลดลง 15.8% อยู่ที่ 2.17 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตทรงตัว ราคาปรับลดลง 3.ข้าวเปลือก คาดรายได้ขยายตัว 7.7% อยู่ที่ 3.11 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 3.4% และราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น 4.2% 4.อ้อย คาดรายได้ขยายตัว 18.4% อยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตและราคาเพิ่มขึ้น 12.6% และ 5.2% ตามลำดับ ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก 5.มันสำปะหลัง รายได้ขยายตัว 5.4% อยู่ที่ 0.90 แสนล้านบาท ปริมาณผลผลิตและราคาเพิ่มขึ้น 2.2% และ 3.1% ตามลำดับ

นอกจากนี้ พบว่าแนวโน้มปี 2566 พืชเกษตรที่นำไปใช้ประกอบอาหาร ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากความต้องการบริโภคอาหารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดประเทศที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกกลับเข้าสู่ระดับปกติอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ได้แก่ ราคาปุ๋ยเคมี ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวน จะเป็นปัจจัยกดดันที่ส่งผลกระทบต่อรายได้สุทธิของเกษตรกรได้

จึงแนะนำเกษตรกรลดต้นทุนด้วยการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดทำบัญชีรายการต้นทุนการเพาะปลูก อาทิ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงาน ค่าสูบน้ำ ค่าหว่าน ค่าไถพรวนดิน ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงต้นทุนการเพาะปลูก ซึ่งสามารถนำไปประกอบการพิจารณาลดต้นทุนการผลิตลง

ขณะที่รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสั่งตัด เป็นการผสมแม่ปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดินและความต้องการของพืช ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แบบผสมผสานช่วยลดค่าปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตมากขึ้น และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาดได้ และกรณีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงมากเกินไป รัฐควรพิจารณาใช้งบประมาณช่วยเหลือตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ด้านแนวโน้มค่าเงินบาทปี 2566 ที่คาดว่าจะแข็งค่าและมีความผันผวนสูง ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรควรพิจารณาบริหารความเสี่ยงด้วยการทำประกันอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อล็อกผลกำไรจากการขาย ซึ่งจะช่วยรักษารายได้สุทธิของเกษตรกรได้ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...