ครม. เห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้สนับสนุนกิจการสาธารณกุศล
ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายเพิ่มอำนาจศาลแรงงาน พิจารณาคดีอาญาตาม กม.แรงงาน พร้อมเห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้หนุนกิจการสาธารณกุศล
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานให้มีความเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรมมากขึ้น
ปัจจุบันศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานในส่วนที่ไม่รวมคดีอาญา ทำให้เมื่อข้อพิพาทเรื่องเดียวกันมีทั้งส่วนที่เป็นคดีแรงงานและความผิดอาญาตามกฎหมายแรงงาน คู่ความอาจต้องดำเนินกระบวนพิจารณาแยกกันคนละศาล ร่างกฎหมายครั้งนี้จึงกำหนดให้ศาลแรงงานสามารถพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานได้ เพื่อให้คดีได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานโดยตรง และช่วยลดภาระจากการดำเนินคดีแยกกัน
สำหรับขอบเขตคดีอาญาที่จะอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน ครอบคลุมความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน 11 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน การคุ้มครองแรงงาน การคุ้มครองแรงงานในงานประมง การจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว การประกันสังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เงินทดแทน แรงงานทางทะเล แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และแรงงานสัมพันธ์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่อาจกำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจะไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน
“สาระสำคัญของการแก้กฎหมายครั้งนี้ คือทำให้คดีอาญาที่เกิดจากกฎหมายแรงงานสามารถเข้าสู่ศาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านแรงงานได้โดยตรง จากเดิมที่คดีแรงงานส่วนแพ่งกับส่วนอาญาต้องแยกดำเนินการคนละศาล ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างมีความต่อเนื่องมากขึ้น และลดภาระของคู่ความในกระบวนการยุติธรรม”
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายยังวางหลักสำหรับกรณีที่คดีหนึ่งมีความผิดหลายข้อหา หากเป็นการกระทำครั้งเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท และมีความผิดอย่างน้อยหนึ่งบทอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน ศาลแรงงานสามารถพิจารณาความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยได้ ส่วนกรณีมีหลายการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลแรงงานสามารถพิจารณารวมกันหรือแยกคดีไปยังศาลที่มีอำนาจได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกและประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นสำคัญ
สำหรับกระบวนพิจารณาคดีอาญา จะใช้หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ขณะที่การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานในคดีอาญาจะยื่นต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และร่างกฎหมายกำหนดหลักประกันว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่ออกใช้ในศาลแรงงานต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยลดน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายแยก “คดีค้ามนุษย์” ออกจากอำนาจศาลแรงงานอย่างชัดเจน แม้บางคดีอาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เนื่องจากคดีค้ามนุษย์มีความร้ายแรง มีอัตราโทษสูง และอาจเกี่ยวพันกับความผิดอาญาอื่น จึงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ควบคู่กัน เพื่อกำหนดไม่ให้ศาลแรงงานรับคดีที่มีข้อหาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา โดยให้คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั่วไป
ทั้งนี้ สำหรับคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ศาลเดิมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ขณะที่ขั้นตอนต่อจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป
รัฐบาลเดินหน้ากรอบความร่วมมือไทย-ลาวด้านทรัพยากรธรรมชาติฯ ฉบับใหม่
ขณะเดียวกัน นางสาวลลิดา ยังเปิดเผยถึงกรณีที่ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับกรอบความร่วมมือให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของฝ่ายลาวที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมากขึ้น โดยมีกำหนดลงนามในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่ง สปป.ลาว เดินทางเยือนประเทศไทยในเดือนกันยายน 2569
ทั้งนี้ ไทยและ สปป.ลาว มีกรอบความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560 และได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษ การฝึกอบรมเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตราย รวมถึงการแลกเปลี่ยนนโยบายและองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ภายหลัง สปป.ลาว ปรับโครงสร้างหน่วยงานเมื่อปี 2568 โดยผนวกรวมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม” ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นควรปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างดังกล่าว และเพิ่มเติมความร่วมมือให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ยังคงครอบคลุมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นโยบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน การจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การเตือนภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และฐานข้อมูลร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการปรับขอบเขตความร่วมมือด้านน้ำ จากเดิมที่อ้างถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ความตกลงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาเป็นการเน้น “การอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะและพื้นที่ชุ่มน้ำของทั้งสองประเทศมากขึ้น
“ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยให้ไทยและ สปป.ลาว แลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีได้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น หมอกควัน มลพิษทางอากาศ น้ำและดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถจัดการได้เพียงลำพัง”
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รูปแบบความร่วมมือจะดำเนินการผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ การจัดสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาแผนงานและโครงการที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง เว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น
สำหรับร่างบันทึกความเข้าใจจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ลงนาม มีระยะเวลา 5 ปี และขยายต่ออัตโนมัติครั้งละ 5 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยุติล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด และเอกสารฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้สนับสนุนกิจการสาธารณกุศล
นอกจากนี้ ครม. ยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบให้สภากาชาดไทย เหล่ากาชาดจังหวัด หรือกิ่งกาชาดอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนของสภากาชาดไทย และเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีการออกสลากกินแบ่งหรือสลากบำรุงสภากาชาดไทย ประจำปี 2569 รวมถึงสลากบำรุงสภากาชาดไทยในงานกาชาดและงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดราคาสลากที่มีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย
โดยการออกสลากบำรุงสภากาชาดไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และนำไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล โดยตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติการพนัน กำหนดให้การออกสลากที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล และได้รับความเห็นชอบจาก ครม. สามารถเสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดราคาสลากที่จำหน่ายได้
นางสาวลลิดา กล่าวต่อไปว่า แนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางที่ ครม. ให้ความเห็นชอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2552-2568 ครม. ได้พิจารณาเห็นชอบการเสียภาษีสลากบำรุงสภากาชาดไทยในอัตราร้อยละ 0.5 รวมแล้ว 17 ครั้ง และครั้งล่าสุดคือสลากบำรุงสภากาชาดไทยประจำปี 2568
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไม่ขัดข้องต่อข้อเสนอของสภากาชาดไทย โดยกระทรวงการคลัง ระบุด้วยว่า การออกสลากบำรุงสภากาชาดไทยดังกล่าว ไม่มีภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร “การกำหนดอัตราภาษีร้อยละ 0.5 เป็นการรองรับการระดมรายได้ของสภากาชาดไทยเพื่อใช้ในภารกิจสาธารณกุศลและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครม. เห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้สนับสนุนกิจการสาธารณกุศล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- แต่งตั้ง “กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์” นั่ง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่
- นายกฯ นัดถก “วันนอร์” สถานการณ์ไฟใต้อีกรอบ ก่อนประชุม ครม. พรุ่งนี้
- ทบทวนเงื่อนไข “บัตรคนจน” เข้า ครม. 27 ก.ค. นายกฯ สั่งเอาความเดือดร้อนเป็นตัวตั้ง
- โยกย้ายบิ๊กล็อตมหาดไทย ดึงผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ขึ้นอธิบดี สถ. “เซมเบ้” ผงาดอธิบดี ปภ.
- “วราวุธ” รับ “เอกนัฏ” ทาบ “ณัฐพล รังสิตพล” จากปลัดอุตสาหกรรม นั่งปลัดพลังงาน
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath