โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม. เห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้สนับสนุนกิจการสาธารณกุศล

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 44 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 46 นาทีที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายเพิ่มอำนาจศาลแรงงาน พิจารณาคดีอาญาตาม กม.แรงงาน พร้อมเห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้หนุนกิจการสาธารณกุศล

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานให้มีความเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรมมากขึ้น

ปัจจุบันศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานในส่วนที่ไม่รวมคดีอาญา ทำให้เมื่อข้อพิพาทเรื่องเดียวกันมีทั้งส่วนที่เป็นคดีแรงงานและความผิดอาญาตามกฎหมายแรงงาน คู่ความอาจต้องดำเนินกระบวนพิจารณาแยกกันคนละศาล ร่างกฎหมายครั้งนี้จึงกำหนดให้ศาลแรงงานสามารถพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานได้ เพื่อให้คดีได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานโดยตรง และช่วยลดภาระจากการดำเนินคดีแยกกัน

สำหรับขอบเขตคดีอาญาที่จะอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน ครอบคลุมความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน 11 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน การคุ้มครองแรงงาน การคุ้มครองแรงงานในงานประมง การจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว การประกันสังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เงินทดแทน แรงงานทางทะเล แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และแรงงานสัมพันธ์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่อาจกำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจะไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน

“สาระสำคัญของการแก้กฎหมายครั้งนี้ คือทำให้คดีอาญาที่เกิดจากกฎหมายแรงงานสามารถเข้าสู่ศาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านแรงงานได้โดยตรง จากเดิมที่คดีแรงงานส่วนแพ่งกับส่วนอาญาต้องแยกดำเนินการคนละศาล ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างมีความต่อเนื่องมากขึ้น และลดภาระของคู่ความในกระบวนการยุติธรรม”

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายยังวางหลักสำหรับกรณีที่คดีหนึ่งมีความผิดหลายข้อหา หากเป็นการกระทำครั้งเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท และมีความผิดอย่างน้อยหนึ่งบทอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน ศาลแรงงานสามารถพิจารณาความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยได้ ส่วนกรณีมีหลายการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลแรงงานสามารถพิจารณารวมกันหรือแยกคดีไปยังศาลที่มีอำนาจได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกและประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นสำคัญ

สำหรับกระบวนพิจารณาคดีอาญา จะใช้หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ขณะที่การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานในคดีอาญาจะยื่นต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และร่างกฎหมายกำหนดหลักประกันว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่ออกใช้ในศาลแรงงานต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยลดน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายแยก “คดีค้ามนุษย์” ออกจากอำนาจศาลแรงงานอย่างชัดเจน แม้บางคดีอาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เนื่องจากคดีค้ามนุษย์มีความร้ายแรง มีอัตราโทษสูง และอาจเกี่ยวพันกับความผิดอาญาอื่น จึงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ควบคู่กัน เพื่อกำหนดไม่ให้ศาลแรงงานรับคดีที่มีข้อหาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา โดยให้คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั่วไป

ทั้งนี้ สำหรับคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ศาลเดิมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ขณะที่ขั้นตอนต่อจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

รัฐบาลเดินหน้ากรอบความร่วมมือไทย-ลาวด้านทรัพยากรธรรมชาติฯ ฉบับใหม่

ขณะเดียวกัน นางสาวลลิดา ยังเปิดเผยถึงกรณีที่ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับกรอบความร่วมมือให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของฝ่ายลาวที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมากขึ้น โดยมีกำหนดลงนามในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่ง สปป.ลาว เดินทางเยือนประเทศไทยในเดือนกันยายน 2569

ทั้งนี้ ไทยและ สปป.ลาว มีกรอบความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560 และได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษ การฝึกอบรมเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตราย รวมถึงการแลกเปลี่ยนนโยบายและองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ภายหลัง สปป.ลาว ปรับโครงสร้างหน่วยงานเมื่อปี 2568 โดยผนวกรวมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม” ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นควรปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างดังกล่าว และเพิ่มเติมความร่วมมือให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ยังคงครอบคลุมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นโยบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน การจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การเตือนภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และฐานข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับขอบเขตความร่วมมือด้านน้ำ จากเดิมที่อ้างถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ความตกลงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาเป็นการเน้น “การอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะและพื้นที่ชุ่มน้ำของทั้งสองประเทศมากขึ้น

“ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยให้ไทยและ สปป.ลาว แลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีได้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น หมอกควัน มลพิษทางอากาศ น้ำและดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถจัดการได้เพียงลำพัง”

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รูปแบบความร่วมมือจะดำเนินการผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ การจัดสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาแผนงานและโครงการที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง เว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น

สำหรับร่างบันทึกความเข้าใจจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ลงนาม มีระยะเวลา 5 ปี และขยายต่ออัตโนมัติครั้งละ 5 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยุติล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด และเอกสารฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้สนับสนุนกิจการสาธารณกุศล

นอกจากนี้ ครม. ยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบให้สภากาชาดไทย เหล่ากาชาดจังหวัด หรือกิ่งกาชาดอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนของสภากาชาดไทย และเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีการออกสลากกินแบ่งหรือสลากบำรุงสภากาชาดไทย ประจำปี 2569 รวมถึงสลากบำรุงสภากาชาดไทยในงานกาชาดและงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2569 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดราคาสลากที่มีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย

โดยการออกสลากบำรุงสภากาชาดไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และนำไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล โดยตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติการพนัน กำหนดให้การออกสลากที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล และได้รับความเห็นชอบจาก ครม. สามารถเสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดราคาสลากที่จำหน่ายได้

นางสาวลลิดา กล่าวต่อไปว่า แนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางที่ ครม. ให้ความเห็นชอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2552-2568 ครม. ได้พิจารณาเห็นชอบการเสียภาษีสลากบำรุงสภากาชาดไทยในอัตราร้อยละ 0.5 รวมแล้ว 17 ครั้ง และครั้งล่าสุดคือสลากบำรุงสภากาชาดไทยประจำปี 2568

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไม่ขัดข้องต่อข้อเสนอของสภากาชาดไทย โดยกระทรวงการคลัง ระบุด้วยว่า การออกสลากบำรุงสภากาชาดไทยดังกล่าว ไม่มีภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร “การกำหนดอัตราภาษีร้อยละ 0.5 เป็นการรองรับการระดมรายได้ของสภากาชาดไทยเพื่อใช้ในภารกิจสาธารณกุศลและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครม. เห็นชอบสลากบำรุงสภากาชาดไทยปี 2569 นำรายได้สนับสนุนกิจการสาธารณกุศล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...