โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กสิกรไทยโชว์ครึ่งปี 69 กำไร 27,915 ล้านบาท

ไทยโพสต์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'กสิกรไทย'เผยผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 กำไรสุทธิ 27,915 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าบริหารความเสี่ยงรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

21 ก.ค. 2569- นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอลงจากไตรมาสแรกท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพในประเทศ ขณะที่แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐยังทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ ด้านภาคการท่องเที่ยวเผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และแม้การส่งออกยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้า

สำหรับผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,635 ล้านบาท หรือ 6.22% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 329 ล้านบาท หรือ 1.25%

ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 63,390 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,690 ล้านบาท หรือ 9.55% ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และส่วนหนึ่งลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิอยู่ที่ระดับ 2.91% ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 3.36%

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการยกระดับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยรวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 2) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น และ 3) รายได้จากการลงทุน

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 40,030 ล้านบาท ลดลงจำนวน 825 ล้านบาท หรือ 2.02% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ อยู่ที่ระดับ 40.33% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงตั้งสำรองฯ ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง จึงตั้งสำรองฯ จำนวน 19,842 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดือนเดียวกันของปีก่อน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.58% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.40% - 1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นางสาวขัตติยา กล่าว ว่าสำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% จากไตรมาสแรก เนื่องจากไตรมาสก่อนมีรายได้พิเศษจากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุน แต่หากตัดรายการดังกล่าวออก กำไรสุทธิลดลงเพียง 0.98% สะท้อนผลการดำเนินงานที่ยังทรงตัว โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรเครื่องมือทางการเงินและธุรกิจบริหารกองทุน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการตลาด ส่วนการตั้งสำรองยังอยู่ในระดับสูงที่ 10,019 ล้านบาท เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารกสิกรไทยมีสินทรัพย์รวม 4.57 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปีที่ผ่านมาโดยมีการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ตามกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่ออย่างมีคุณภาพภายใต้การพิจารณาผลตอบแทนตามความเสี่ยง ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 3.18% และอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย เพิ่มขึ้นเป็น 173.90% ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 19.24% สะท้อนฐานะเงินกองทุนที่ยังแข็งแกร่งรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 โดยคาดว่าการใช้จ่ายในประเทศจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งปี 2569 ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีความผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายและประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐ ยังเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

“ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ของลูกค้าในหลากหลายมิติ ให้สามารถส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่”นางสาวขัตติยา กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...