เบื้องหลังไมค์หวาน “เถียนมี่มี่”เพลงที่อนุทินเลือกขับร้องกลางมหาศาลาประชาชน
เมื่อบทเพลงของซูเปอร์สตาร์ไต้หวัน กลายเป็นสะพานเชื่อมใจไทย - จีน
ท่ามกลางพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยและจีนถึง 15 ฉบับ และบรรยากาศการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ภาพที่สร้างความประทับใจไม่น้อย คือช่วงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ร่วมขับร้องบทเพลงจีนอมตะ “เถียนมี่มี่” (甜蜜蜜) ระหว่างงานเลี้ยงรับรองที่มี นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นเจ้าภาพ
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับชาวจีนจำนวนมาก เพลงนี้ไม่ใช่แค่บทเพลงรัก หากยังเป็นความทรงจำร่วมของผู้คนหลายรุ่น และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของโลกภาษาจีน
< จากเสียงเพลงข้ามช่องแคบ…สู่บทเพลงอมตะของคนทั้งโลกภาษาจีน>
“เถียนมี่มี่” ขับร้องโดย เติ้ง ลี่จวิน (Teresa Teng) นักร้องระดับตำนานชาวไต้หวัน และเผยแพร่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ในยุคนั้นความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันยังเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพลงป็อปากไต้หวัน รวมถึงผลงานของเติ้ง ลี่จวิน เคยไม่ได้รับการสนับสนุนในจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะถูกมองว่าแตกต่างจากแนวทางวัฒนธรรมในเวลานั้น
อย่างไรก็ตามความไพเราะของบทเพลงกลับทำให้ผู้คนจำนวนมากลักลอบฟังผ่านเทปคาสเซ็ต ก่อนที่บทเพลงของเธอจะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของชาวจีนในที่สุด
ความโด่งดังของเธอถึงขั้นเกิดคำกล่าวที่แพร่หลายในยุคนั้นว่า“กลางวันฟังเติ้ง เสี่ยวผิง กลางคืนฟังเติ้ง ลี่จวิน”ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของนักร้องหญิงชาวไต้หวันที่สามารถครองใจผู้คนได้ แม้ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝั่งช่องแคบยังมีความแตกต่างทางการเมืองอย่างชัดเจน
< เชียงใหม่…บ้านหลังที่สองของเติ้ง ลี่จวิน>
สิ่งที่ทำให้คนไทยรู้สึกผูกพันกับบทเพลงนี้มากยิ่งขึ้น คือความสัมพันธ์ของ เติ้ง ลี่จวิน กับประเทศไทย
เธอเดินทางมาพักผ่อนที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่เป็นประจำ เพราะชื่นชอบบรรยากาศอันเงียบสงบและธรรมชาติของเมืองเหนือ จนกระทั่งวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 เธอเสียชีวิตจากอาการหอบหืดกำเริบ ขณะพักอยู่ที่โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวัยเพียง 42 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เชียงใหม่กลายเป็นสถานที่สำคัญในความทรงจำของแฟนเพลงทั่วโลก หลายคนยังคงเดินทางมาตามรอยและรำลึกถึงเธออยู่เสมอ
< เมื่อบทเพลงกลายเป็นภาษาของมิตรภาพ>
การที่นายกรัฐมนตรีไทยเลือกขับร้อง “เถียนมี่มี่”ซึ่งมีความหมายว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” ต่อหน้าผู้นำจีน ภายในมหาศาลาประชาชน จึงเป็นมากกว่าการสร้างสีสันในงานเลี้ยงรับรอง เพราะนี่คือบทเพลงที่ผู้คนในโลกภาษาจีนต่างคุ้นเคย และคนไทยจำนวนไม่น้อยก็เติบโตมากับเสียงของเติ้ง ลี่จวินเช่นกัน
เสียงปรบมือและรอยยิ้มที่เกิดขึ้นในมหาศาลาประชาชนวันนั้น จึงสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้ง “ดนตรี” สามารถทำหน้าที่เป็นภาษาสากล เชื่อมโยงผู้คนและสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำมากมาย
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ “เถียนมี่มี่”ยังคงเป็นบทเพลงที่ข้ามผ่านกาลเวลา ข้ามผ่านพรมแดน และยังคงบรรเลงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้