โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝนหนักยาวถึงปลาย ก.ย. เร่งเก็บน้ำรับเอลนีโญ-ดูแลน้ำฤดูแล้ง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 43 นาทีที่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญประเมินร่องมรสุมเคลื่อนลงภาคกลาง เตือนหลายพื้นที่รับมือฝนหนัก ขณะที่กรมชลประทานเร่งบริหารน้ำ ตั้งเป้าสิ้นฤดูฝนมีน้ำต้นทุนทั่วประเทศ 61,000 ล้าน ลบ.ม. รองรับฤดูแล้งและภาคเกษตร

สถานการณ์ฝนในประเทศไทยช่วงเดือนกันยายน 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ฝั่งอันดามัน หลังร่องมรสุมเคลื่อนตัวลงมาทางใต้เร็วกว่าช่วงก่อนหน้า ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณเวียดนามและอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งอาจเพิ่มความชื้นและทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่

ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการ บมจ.ทีม กรุ๊ป และกรรมการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ TNN ประเมินว่า ร่องมรสุมที่ก่อนหน้านี้อยู่บริเวณภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ได้เคลื่อนลงมาถึงภาคกลาง บางส่วนครอบคลุมลงมาถึงบริเวณพระนครศรีอยุธยา ส่งผลให้ความชื้นจากทะเลอันดามันและอ่าวไทยเข้ามาสนับสนุนการก่อตัวของฝนมากขึ้น

จับตาฝนหนัก 12-16 ก.ย. หลายพื้นที่

ชวลิตประเมินว่า ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2569 เป็นต้นไป พื้นที่กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และภาคตะวันออกมีโอกาสได้รับฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีแนวโน้มได้รับฝนต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12-13 กันยายน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้มีปริมาณน้ำไม่มาก

อย่างไรก็ตาม พื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมาบางส่วนยังต้องเฝ้าระวังฝนหนัก โดยเฉพาะแนวเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่แม่สะเรียง แม่สอด พบพระ ลงมาถึงสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งมีโอกาสเกิดฝนต่อเนื่องในช่วงวันที่ 12-16 กันยายน

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจพัฒนาเป็นดีเปรสชัน แต่โอกาสทวีกำลังถึงระดับไต้ฝุ่นมีไม่มาก เนื่องจากเริ่มมีมวลอากาศเย็นจากจีนลงมากดดันระบบดังกล่าว

หากระบบนี้พัฒนาและเคลื่อนตัวตามที่ประเมิน อิทธิพลบริเวณขอบของระบบอาจทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แม่น้ำโขง มีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 14-16 กันยายน จึงต้องติดตามระดับน้ำในลำน้ำสาขาที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

อันดามันต้องระวังฝนต่อเนื่องถึง 23 ก.ย.

สำหรับภาคใต้ ชวลิตให้ความสำคัญกับพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน เนื่องจากการดึงความชื้นจากทะเลเข้ามาสู่ร่องมรสุมอาจทำให้เกิดทั้งฝนตกหนักและคลื่นลมแรง

พื้นที่ตั้งแต่ ระนอง พังงา ภูเก็ต ลงไปถึงสตูล มีแนวโน้มได้รับฝนต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน และอาจยาวไปถึงช่วงวันที่ 20-23 กันยายน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เชิงเขาควรเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม หากมีฝนตกสะสมเป็นเวลานาน

แม่สายระดับน้ำลด พ้นจุดอันตราย

ส่วนสถานการณ์แม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งก่อนหน้านี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ชวลิตระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเริ่มคลี่คลาย หลังระดับน้ำขึ้นสูงสุดประมาณเวลา 21.00 น. ของคืนที่ผ่านมา ก่อนทยอยลดลงและพ้นระดับอันตราย

ปัจจัยสำคัญมาจากร่องมรสุมที่เคลื่อนลงมาสู่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ทำให้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีแนวโน้มได้รับฝนน้อยลง ประกอบกับมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนเริ่มแผ่ลงมา

เอลนีโญทำฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ต้องเร่งเก็บน้ำ

แม้หลายพื้นที่กำลังเผชิญฝนตกหนัก แต่ภาพรวมปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าปกติประมาณ ร้อยละ 10 ตามข้อมูลที่ระบุในการสัมภาษณ์ ทำให้โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการเก็บน้ำจากช่วงฤดูฝนไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง

ชวลิตประเมินว่า ภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญ ปริมาณฝนอาจมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่ได้รับฝนมากในช่วงเวลาสั้น ขณะที่บางพื้นที่มีฝนน้อย จึงเสนอให้ชุมชนและภาคเกษตรเพิ่มการกักเก็บน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็ก สระชุมชน และแหล่งน้ำที่มีอยู่ เพื่อรองรับการใช้น้ำไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2570

อีกประเด็นที่ต้องคำนึงถึงคืออุณหภูมิในฤดูร้อนที่อาจสูงกว่าปกติภายใต้อิทธิพลเอลนีโญ ซึ่งจะเพิ่มการสูญเสียน้ำจากการระเหย และอาจกระทบแหล่งน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางได้

น้ำในอ่างทั่วประเทศ 51,290 ล้าน ลบ.ม.

ด้าน วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารทั้งน้ำหลากในช่วงฝนตกและเก็บสำรองน้ำสำหรับฤดูแล้ง

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวมประมาณ 51,290 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 69 ของความจุอ่าง และยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้มากกว่า 23,600 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วน 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 64 ของความจุ

กรมชลประทานตั้งเป้าว่า เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มเป็นประมาณ 61,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 80 เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับภาคการเกษตร ประเมินพื้นที่เพาะปลูกนาปรังในฤดูแล้งประมาณ 4-5 ล้านไร่ โดยการจัดสรรน้ำจะต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่

ประสานฝนหลวงเติมน้ำเขื่อน-เตรียมน้ำรองรับ EEC

กรมชลประทานยังเตรียมบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อสนับสนุนการเติมน้ำให้เขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับต่ำประมาณร้อยละ 50-60 เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ขณะเดียวกัน พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นอีกพื้นที่ที่ต้องวางแผนน้ำระยะยาว โดยกรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงแหล่งน้ำระหว่างจังหวัด เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงโครงการ Data Center ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ตั้งเป้า 100 วัน เพิ่มมูลค่าน้ำช่วยเกษตรกร

นอกจากการจัดสรรน้ำ กรมชลประทานยังวางแนวทางให้เจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการบริหารจัดการ พร้อมให้คำแนะนำเกษตรกรเรื่องการเลือกปลูกพืชหลังฤดูทำนาและการเชื่อมโยงตลาด

เบื้องต้นกำหนดเป้าหมายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 100 วัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำแต่ละลูกบาศก์เมตร สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และรักษาน้ำต้นทุนให้เพียงพอสำหรับกิจกรรมสำคัญในช่วงฤดูแล้ง

สถานการณ์ช่วงครึ่งหลังของเดือนกันยายนจึงมีทั้งสองด้านที่ต้องบริหารควบคู่กัน คือ การเตรียมรับฝนตกหนักในพื้นที่เสี่ยง และการใช้ช่วงที่ยังมีฝนเร่งสะสมน้ำต้นทุน เพื่อรองรับภาวะฝนน้อยและความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2570

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...