โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ทรัมป์” ขู่คว่ำบาตรธนาคารจีน ปมค้าขายอิหร่าน ขณะปูทางสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ส.ค. เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. เวลา 03.39 น.

"ทรัมป์" เพิ่มแรงกดดันจีน ขู่คว่ำบาตรธนาคารที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอิหร่าน แต่สองมหาอำนาจยังเดินหน้าเจรจาและเตรียมรับสี จิ้นผิง เยือนวอชิงตันเดือนหน้า

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 08.58 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าสหรัฐเพิ่มแรงกดดันต่อจีนจากมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าอาจคว่ำบาตรธนาคารจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมด้านน้ำมันของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกยังคงเดินหน้าหาช่องทางความร่วมมือ และเตรียมการสำหรับการเยือนสหรัฐของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนหน้า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการรักษาสมดุลของทั้งสหรัฐและจีน ท่ามกลางท่าทีที่แข็งกร้าวจากทำเนียบขาว โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรธนาคารจีนว่า เขาไม่จำเป็นต้องประกาศทุกอย่าง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐยังมีทางเลือกในการเพิ่มมาตรการกดดันจีน

ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนพบหารือกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธ โดย เดวิด เพอร์ดิว เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศจีน เปิดเผยว่า เขาได้พบกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และเจ้าหน้าที่จีนอีก 3 คน เพื่อหารือเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการของสี จิ้นผิง

แถลงการณ์ของฝ่ายจีนระบุเช่นกันว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ระดับสูงครั้งสำคัญในระยะต่อไป ขณะที่ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สี จิ้นผิง จะเดินทางมายังสหรัฐในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เตือนเมื่อวันจันทร์ว่า หากธนาคารจีนเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยเปลี่ยนน้ำมันอิหร่านให้กลายเป็นรายได้ ซึ่งถูกนำไปใช้สนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน ธนาคารเหล่านั้นจะตกเป็นเป้าหมายของมาตรการสหรัฐ

คำเตือนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่รัฐบาลทรัมป์เรียกว่า “Economic D-Day” ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ผ่านการใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ หรือ Secondary Sanctions ต่อประเทศ บริษัท หรือสถาบันการเงินที่ยังคงทำธุรกิจกับเตหะราน

อย่างไรก็ตามโจดี เหวิน นักวิจัยหลังปริญญาเอกจาก Center for International Security and Strategy (CISS) มหาวิทยาลัยชิงหัว มองว่า นอกเหนือจากคำเตือนของเบสเซนต์แล้ว ยังมีรายละเอียดค่อนข้างน้อยว่าสหรัฐจะดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงอย่างไร จึงอาจมองได้ว่าในขณะนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนมากกว่าการประกาศมาตรการที่ชัดเจน

เหวินยังมองว่า การประชุมระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปสู่ลักษณะของการแข่งขันที่มีการควบคุม หรือ Controlled Competition มากขึ้น แตกต่างจากแนวทางของรัฐบาลโจ ไบเดนที่มองจีนในฐานะคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์

จนถึงขณะนี้ ท่าทีอย่างเป็นทางการของจีนต่อมาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิของสหรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านยังค่อนข้างจำกัด

รัฐบาลจีนระบุเพียงว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร ขณะที่เมื่อถูกถามถึงการติดต่อกับสหรัฐเกี่ยวกับอิหร่าน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะแจ้ง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า ทั้งสองประเทศกำลังหารือเกี่ยวกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง สะท้อนว่าแม้ความตึงเครียดจากประเด็นอิหร่านจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ได้ทำให้ช่องทางการเจรจาระดับสูงระหว่างสองประเทศหยุดชะงัก

ไรอัน ฮาส ผู้อำนวยการศูนย์จีนและประธานด้านไต้หวันศึกษาของ Brookings Institution ซึ่งเคยทำงานในสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ สมัยรัฐบาลบารัก โอบามา มองว่า จีนน่าจะสังเกตเห็นว่าสหรัฐไม่ได้เตรียมพื้นฐานมากนักก่อนประกาศมาตรการ “Economic D-Day” ของเบสเซนต์ และอาจสรุปว่าท่าทีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสดงเชิงการเมืองอยู่มาก

ฮาสชี้ว่า เบสเซนต์เองเคยตั้งคำถามว่า เหตุใดสหรัฐจึงต้องการทำลายระบบการเงินโลก ซึ่งจีนอาจตีความได้ว่า สหรัฐไม่น่าจะเลือกเล่นงานสถาบันการเงินรายใหญ่ของจีนอย่างเต็มรูปแบบ เพราะอาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการเงินโลก

ด้วยเหตุนี้ ฮาสจึงคาดว่าข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะยังคงอยู่ต่อไป เนื่องจากทางเลือกอื่นที่นำไปสู่การกลับมาเผชิญหน้าทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบจะสร้างผลเสียต่อทั้งสองฝ่ายมากกว่า

ขณะเดียวกันจีนยังมีกลไกทางกฎหมายที่ช่วยให้บริษัทจีนสามารถปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐในบางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับว่ากฎหมายสหรัฐมีอำนาจเหนือกฎหมายจีน

ฮาน เชิน หลิน กรรมการผู้จัดการประจำประเทศจีนของ The Asia Group และอดีตผู้บริหาร Wells Fargo Bank ในจีน อธิบายว่า จีนได้สร้างกลไกทางกฎหมายที่เปิดทางให้สถาบันการเงินต่างชาติซึ่งให้บริการบริษัทจีนต้องปฏิบัติตามกฎของสหรัฐในการดำเนินงานระหว่างประเทศ แต่เมื่ออยู่ภายในประเทศจีน กฎหมายจีนจะมีอำนาจเหนือกว่า

โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้ปักกิ่งสามารถรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง พร้อมกับลดความเสี่ยงที่บริษัทและสถาบันการเงินจีนจะเผชิญมาตรการลงโทษจากสหรัฐ

สถานการณ์ล่าสุดจึงสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งด้านหนึ่งรัฐบาลทรัมป์กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อปักกิ่งผ่านมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านและขู่เล่นงานธนาคารจีน แต่อีกด้านหนึ่ง ทั้งสองประเทศยังคงรักษาช่องทางการเจรจาและเดินหน้าเตรียมการสำหรับการเยือนสหรัฐของสี จิ้นผิง ซึ่งอาจเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนในระยะต่อไป

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...