ป.ป.ช.ขึง 2 คีย์แมน ‘วิน-ทองเจือ’ ไล่เส้นเงิน 9,000 ล.สอบท้องถิ่น
ปมร้อนมหากาพย์ “โกงสอบท้องถิ่น” ปี 68 สะเทือน“รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ในมือการไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังงวดเข้าไปทุกขณะ ไล่ล่าตามเส้นทางเงินกว่าพันล้านบาท ของ “ตัวละครคนสำคัญ” โยงย้อนอดีต “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ปี 64 ด้วยหรือไม่
หลังจากคดีดังกล่าว มีการเปิดเผยรายงานผลการสอบสวนของ “ปกรณ์ นิลประพันธุ์” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นำเรียนผลสอบดังกล่าว ถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา
สรุปว่า มีช่องโหว่และความผิดปกติเกิดขึ้น “แทบทุกขั้นตอน” ตั้งแต่อัตราตำแหน่งว่าง การจัดสอบ การร่างทีโออาร์ รวมถึงการว่าจ้างเอกชนดำเนินการ พร้อมกับสั่งให้ ป.ป.ท. และ ปปง.สาวลึกทลายเครือข่ายขบวนการนี้ และมีข้อเสนอแนะให้ทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.สถ.) ด้วย
ขณะเดียวกัน การสืบสวนสอบสวนกรณีข้างต้น มีหลายองคาพยพในการเมืองไทยเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น กมธ.ในสภาผู้แทนราษฎร เช่น กมธ.กฎหมายฯ นำโดย “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน (ปชน.) กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ นำโดย “ภคมน หนุนอนันต์” สส.พรรค ปชน. รวมถึง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) นำโดย“อาสพลธ์ สรรณไตรภพ” สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย
ในส่วนของ “รังสิมันต์ โรม”เคยให้สัมภาษณ์เปิดเผย 2 ตัวละคร “คีย์แมน” พัวพันกับเหตุการณ์ “สอบท้องถิ่นฉาว” ที่เกิดขึ้น ได้แก่
1. “วิน” หรือ ดร.วิน ธนพชรโภคิน เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงาน รมว.สาธารณสุข (พัฒนา พร้อมพัฒน์) พร้อมกับถูกออกหมายจับใน “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ปัจจุบันถูกขังอยู่ในเรือนจำระหว่างสอบปากคำ เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว
บทบาทของ “นายวิน” คือหนึ่งในผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น มีข้อมูลว่า “อาจารย์บางคน” จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เคยเข้าพบกับ “นายวิน” โดยอ้างว่า “อธิบดี” บางคนส่งมาให้พบกับอาจารย์ มศว โดย “นายวิน” พยายามอ้างว่า รู้จักบุคคลจำนวนมาก และพยายามอ้างตัวว่ามาจาก “วงใน” ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
2.”ทองเจือ ชาติกิจเจริญ” ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” แม้ว่าในสำนวนการสอบสวนในปัจจุบัน “ทองเจือ” จะยังไม่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใด ๆ ก็ตาม แต่ “รังสิมันต์” ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดสอบท้องถิ่น แต่มีข้อมูลอ้างว่า “ทองเจือ” มีการติดต่อและประสานงานกับ “อาจารย์บางคน” ที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ทำให้เกิดข้อครหาว่า เหตุใดบุคคลภายนอกกระบวนการสอบ จึงติดต่อหรือประสานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นการติดต่อในเรื่อง “ส่วนตัว” หรือเรื่องใด
ล่าสุด 20 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา กมธ.ป.ป.ช. โดย “อาสพลธ์” เปิดเผยภายหลังเชิญผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้ข้อมูลและความคืบหน้าสอบข้อเท็จจริง พบว่า กระบวนการจัดสอบปี 2564 และปี 2568 มีความเชื่อมโยงกันผ่าน “ผู้สอบได้”
ทั้งนี้มีความคืบหน้าจากการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 500 คน พบเส้นเงินรวมกว่า 9,000 ล้านบาท ทำเป็นขบวนการ ทั้งรวบรวมผู้สมัคร เป็นสายเรียกเก็บเงินล่วงหน้า และเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการประกาศบรรจุเป็นข้าราชการ หรือพนักงานท้องถิ่น โดย ป.ป.ช.คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ในส่วนการตรวจสอบของ ก.สถ. ภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะพิจารณาย้อนหลังไปถึงการสอบปี 2564
ที่น่าสนใจคือเส้นทางเงินกว่า 9,000 ล้านบาท พบว่า มี “ข้าราชการระดับ 10” และ “นักการเมือง” เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดย “อาสพลธ์” ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ทาง “เนชั่นทีวี 22” ยอมรับว่า “ข้าราชการระดับ 10” คนดังกล่าวคือ “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อดีตอธิบดี สถ. ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมการปกครอง
ทว่าล่าสุด (22 ส.ค.) อาสพลธ์ กลับคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว โดยชี้แจงว่า “ผมอาจจะพูดไม่ตรง พูดผิด และได้ยินคำถามไม่ชัด เพราะอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เสียงดัง จึงฟังคำถามไม่ชัด” พร้อมยืนยันว่า “อธิบดีนฤชา” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต และยังเป็นผู้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งประธานและกรรมการร่างทีโออาร์ใหม่ โดยในวันที่ 27 ส.ค. มีการประชุม กมธ.ป.ป.ช. จะเชิญประธานร่างทีโออาร์ มาให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้ ณ เวลานี้ยังไม่มีคำตอบว่า “ข้าราชการระดับ 10-นักการเมือง” ที่เข้าไปพัวพัน “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ตกลงคือใครกันแน่ และสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสาวไปเอาผิด“ตัวบงการ”เบื้องหลังได้หรือไม่
ด้านข้อมูลของ กมธ.ป.ป.ช. ค่อนข้างสอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ช. โดย “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยเมื่อ 20 ส.ค.ว่า ขณะนี้คณะไต่สวนอยู่ระหว่างตรวจสอบประเด็นการทุจริต โดยจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ พบเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท และพบความเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นเมื่อปี 2564
ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน จะมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาช่วยตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่เคยถูกฝ่ายการเมืองกดดันการทำงาน หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด บุคคลนั้นต้องรับผิด โดยไม่มีการตัดตอน และการดำเนินคดีจะเป็นความผิดทางอาญาหรือทางแพ่ง ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
“สุรพงษ์” ยืนยันว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระและเป็นเสาหลักของประเทศ การเอาผิดบุคคลใดจะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยที่ผ่านมา เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลและอัยการสั่งฟ้อง ศาลมีคำพิพากษาลงโทษในคดีต่างๆ สูงถึงร้อยละ 98
ส่วนข้อกังวลว่า หากคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.แล้วจะล่าช้า “สุรพงษ์” ระบุว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้สแกนและตรวจสอบทุกคดี และสามารถควบคุมกรอบเวลาการทำงานได้ โดยกรณีทุจริตข้อสอบท้องถิ่น แม้จะมีเอกสารในสำนวนมากกว่า 8 แสนแผ่น แต่ยืนยันว่าจะต้องชัดเจนภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่ มิ.ย. 2569 โดยคณะไต่สวนจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบให้มากขึ้น พร้อมพิจารณาว่าความผิดในลักษณะใดควรแยกดำเนินการ เพื่อให้การไต่สวนรวดเร็ว และชัดเจนมากขึ้น
ทั้งหมดคือความคืบหน้าในการสืบสวนไต่สวน “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ที่เริ่มรุดหน้าไปมาก แม้ว่าในกระบวนการเพิกถอนรายชื่อผู้ทุจริตกว่า 5,925 คน ยังคงคาราคาซัง เนื่องจาก “ส่วนกลาง” โยนไปให้ “หน่วยงานท้องถิ่น” เป็นผู้ดำเนินการ จนเกิดการโยนกันไปมา เพราะหวั่นทำผิดข้อกฎหมาย
ส่วนเส้นทางเงินเฉียดหมื่นล้านบาทที่ถูกเปิดเผยออกมาครั้งนี้ จะสาวลึกไปถึง “ผู้บงการใหญ่” เบื้องหลังได้หรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ฝีมือ ป.ป.ช. และหน่วยงานเกี่ยวข้องต่อจากนี้