ประธานเอาจริง
ใครที่เคยบ่นว่า กกต.เงียบเหงา แต่เมื่อเจอแถลงคดีฮั้ว สว. นัดประวัติศาสตร์เข้าไปถึงกับต้องหูผึ่งทันที
เพราะปกติเก้าอี้เบอร์หนึ่ง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. สายศาล จะมาแนวเสือซุ่ม สุขุม ลุ่มลึก ถามคำตอบครึ่งคำ แต่วันชี้ชะตาสำนวนฮั้ว สว. ทำเอาภาพจำพังทลาย เมื่อประธานณรงค์เปิดฉากแถลงด้วยแววตาจริงจัง
ไฮไลต์เด็ดไม่ใช่แค่ตัวเลขฟัน สว.ตัวจริง 26 คน บวกตัวประกอบรวม 77 ราย แต่คือการยกคำร้องค่ายสีน้ำเงินทั้งแผง จังหวะนักข่าวรัวไมค์จี้ถามเรื่องตัดตอนช่วยบิ๊กการเมือง ประธานณรงค์ สวมวิญญาณผู้พิพากษาเก่าสวนกลับเสียงดังฟังชัด
ท่านย้ำว่า กกต.ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่ใครส่งอะไรมาก็ยัดซองส่งต่อศาล หากดันทุรังฟ้องมั่ว กกต.เองจะโดน ม.157 แต่ช็อตเด็ดคือการฟาดกลับนักวิชาการและ “อดีต กกต.บางท่าน” ที่ชอบชี้นำรายวัน สั่งสอนรุ่นน้อง กกต.เหมือนเป็นเจ้าของกฎหมาย
ประธานณรงค์ สวนหมัดตรงเข้าปลายคาง เตือนให้รักษากฎหมาย และตบท้ายเจ็บจี๊ดว่า “ขอให้รักษาบ้านเก่าตัวเองด้วย” แปลไทยเป็นไทยคือ ตอนอยู่นี่ก็รู้ว่าติดอะไร ทำไม่ได้อย่างพูด พอออกไปกลับมาตีกินกระแสทำลายบ้านที่เคยซุกหัวนอน
เบื้องลึกที่กล้าเปิดหน้าแลก เพราะแกถือไพ่ตายชิ้นสำคัญอยู่ในมือ นั่นคือปมปริศนาของ “พยานรหัส 16/26” พยานปากเอกรายนี้คืออดีต สส. “เอกราช ช่างเหลา” ที่เคยซัดทอด 4 เหตุการณ์ระดับหัวแถว ทั้งโปรแกรมล็อกผลและนัดประชุม
แต่อ้างได้ไม่นาน จู่ๆ พยานปากนี้ก็ดอดทำหนังสือถึง กกต. “ขอกลับคำให้การทั้งหมด” สารภาพดื้อๆ ว่าเรื่องที่เล่ามาไม่จริง จุดนี้ ประธานณรงค์ ดึงต้นทุนตุลาการ 38 ปี มาตอกย้ำว่า เมื่อพยานกลับคำและมีวาระการเมืองแฝง
แถมเช็กนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งวงจรปิด พิกัดมือถือ และเส้นเงิน ดันไม่มีหลักฐานใดสอดรับกับคำเพ้อเจ้อรอบแรกแม้แต่น้อย ซ้ำยังปล่อยวาทะทองคำกลบดรามาโรงแรมพูลแมนแบบชิวๆ ว่า การที่นักการเมืองจะไปนั่งกินข้าวกินกาแฟเจอกัน มันคือ “ธรรมชาติของนักการเมือง” จะให้ กกต.มโนเอาเองว่าเขานั่งคุยเรื่องฮั้วโดยไม่มีใบเสร็จหรือคลิปเสียงมัดแน่นได้อย่างไร ในเมื่อโทรศัพท์หากันก็ยืนยันเนื้อหาไม่ได้
หาก กกต.บ้าจี้หิ้วพยานปากนี้ขึ้นศาลฎีกา แล้วพยานไปปฏิเสธบนบัลลังก์ กกต.คงกลายเป็นตัวตลกให้ศาลติง การลุกขึ้นมาสู้กลับครั้งนี้ จึงเป็นการประกาศให้รู้ว่า กกต.ไม่ใช่หุ่นไล่กาที่จะยอมให้ใครมาตบมาตีได้ตามอำเภอใจ.
วอชเชอร์