พบสัญญาณเตือนล่วงหน้า ก่อนเกิดเหตุที่เนปาล 3 เดือน ภาพดาวเทียมฟ้องธารน้ำแข็งละลาย
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากโครงการริเริ่มด้านข้อมูลความเสี่ยงภัยพิบัติ หรือ HiRISK เปิดเผยข้อมูลว่ามี “สัญญาณบ่งชี้ก่อนเกิดเหตุ” ประมาณ 3 เดือนล่วงหน้าก่อนที่หิมะบนเทือกเขาหิมาลัยจะละลายจนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยสัญญาณบ่งชี้นี้ เป็นข้อมูลที่ได้มาจาก “ภาพถ่ายดาวเทียม” ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวของธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยงว่าอาจทำให้หิมะถล่มลงมา
ข้อมูลจากดาวเทียมบ่งชี้ว่า น้ำภายในธารน้ำแข็งไหลเร็วขึ้นก่อนเกิดการพังถล่ม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจมีการเคลื่อนตัวเกิดขึ้นภายในธารน้ำแข็งและทำให้ชั้นหินโดยรอบเริ่มขาดเสถียรภาพ โดยภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม แสดงให้เห็นว่าน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งในพื้นที่เปลี่ยนเป็น “สีน้ำตาล” อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพบรอยแตกที่กำลังขยายตัวเข้าไปในชั้นหินในช่วงหลายวันก่อนเกิดหิมะถล่มด้วย
“จาคอบ สไตเนอร์” ผู้ร่วมเขียนรายงานและนักธรณีวิทยาที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลเนปาล เกี่ยวกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัยกล่าวว่าการใช้ระบบติดตามข้อมูลจากดาวเทียมที่มี AI ช่วยวิเคราะห์ อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจจับความเสี่ยงในพื้นที่ภูเขาขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ยาก เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ในทวีปเอเชียภูเขาสูงมีธารน้ำแข็งอยู่หลายพันแห่ง จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาที่สามารถนำไปใช้ในวงกว้างได้
นอกจากนี้ ก่อนเกิดเหตุประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากทั้งเนปาลและจีนได้มีการรวมตัวที่กรุงกาฐมาณฑุเพื่อหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ชายแดน โดยที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังได้มีการหารือเกี่ยวกับน้ำท่วมและอันตรายที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็งตลอดจนมาตรการเฝ้าระวังและรับมือด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยพบว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำป่าไหลหลากที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น” ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกทะลัก ส่งมวลน้ำไหลผ่านจุดผ่านแดนเนปาล-จีน บริเวณท่าเรือจี๋หลง จนทำลายถนนและสะพานที่เชื่อมระหว่างสองประเทศ และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน เช่นเดียวกับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 เกิดเหตุหิมะและก้อนหินถล่มจากภูเขาในพื้นที่เดียวกัน ขณะที่ในเดือนเมษายน 2015 เกิดหิมะถล่ม
จาคอบ สไตเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่เพียงพอแล้ว และควรตั้งคำถามว่า ทำไมหลังจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ “น้อยมาก” และนั่นทำให้เขากล่าวว่า “เราไม่อาจพูดได้ว่า…ไม่มีใครรู้”
ขณะที่ คริส คูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุโมงค์ ซึ่งกำลังช่วยภารกิจกู้ภัยในเนปาลกล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางแผนรับมือกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในปัจจุบันเมื่อมีการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นในบริเวณดังกล่าว ควรจะพิจารณาระดับน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแต่ละปี แล้วออกแบบโครงการโดยอิงจากระดับน้ำท่วมสูงสุดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำหรับแนวทางต่อไป คูเปอร์กล่าวว่า จำเป็นต้องมีระบบติดตามสถานการณ์ที่ดีกว่านี้ รวมถึงระบบแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจจับและรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ภูเขาถล่มล้างชุมชน! สูญหายกว่า 3 พัน ชาวบ้านกลับบ้านเหลือแต่ซาก
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังธารน้ำแข็งละลายที่ "ชิงไห่" หวั่นซ้ำรอยเหตุที่เนปาล
- รัฐบาลเนปาลจะเก็บ DNA ของผู้เสียชีวิตที่ระบุตัวตนไม่ได้ ก่อนนำไปฝังเนื่องจากเริ่มเน่าเปื่อย
- ผู้สูญหายน้ำท่วม-ดินถล่มเนปาลเพิ่มเกือบ 2,000 คน เสียชีวิตเพิ่มเป็น 579 ราย
- เนปาล-ทิเบตเฝ้าระวัง “ทะเลสาบกั้นขวาง” เสี่ยงน้ำหลากซ้ำ