กว่าจะเป็นสาธารณะ : 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ 'ความเป็นสวนสาธารณะ' (จบ)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
แม้งานฉลองรัฐธรรมนูญ ณ สวนลุมพินี พ.ศ.2499 คือครั้งสุดท้ายของการจัดงานนี้ในสังคมไทย แต่ผลพลอยได้ที่ถือว่าไม่เสียเปล่าเสียทีเดียวก็คือ สวนลุมพินีได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะกลางเมืองและสวนสาธารณะที่สำคัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พ.ศ.2504 บริษัทประสิทธิ์สิน เจ้าของโรงแรมคิงส์โฮเต็ล ขอเช่าพื้นที่สระน้ำในสวนลุมพินี เพื่อดำเนินกิจการ“ภัตตาคารลอยน้ำ” ชื่อว่า “กินรีนาวา” จำหน่ายอาหารจีน ซึ่งเป็นภัตตาคารมีชื่อเสียงและดึงดูดผู้คนให้มาพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น
แม้จะเป็นภัตตาคารเอกชน แต่พื้นที่รอบๆ สระน้ำและใต้ต้นไม้ใหญ่ กลายเป็นพื้นที่ปิกนิกของครอบครัวและคนทั่วไป
ภาพถ่ายของผู้คนที่พาครอบครัวมากินดื่มในร้าน และภาพถ่ายของคนทั่วไปที่นั่งอยู่ขอบสระน้ำและแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ เป็นสิ่งที่ยืนยันสถานภาพของ “ความเป็นสวนสาธารณะ” ที่ชัดเจนขึ้นของสวนลุมพินีในช่วงทศวรรษ 2500-2510
(น่าเสียดายที่ภัตตาคารต้องปิดตัวลงอย่างถาวรเมื่อ พ.ศ.2514 จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ตัวอาคารจนเสียหายทั้งหมด)
ขณะเดียวกัน อาคาร “ลุมพินีสถาน” ผลพวงจากงานฉลองรัฐธรรมนูญ ก็ได้เปลี่ยนกลายมาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมและพื้นที่บันเทิงที่ทันสมัยและโก้เก๋ที่สุดแห่งหนึ่งของหนุ่มสาวในทศวรรษ 2500-2510 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงดนตรีและการเต้นลีลาศ
สิ่งพิเศษสุดซึ่งกลายมาเป็นความทรงจำของผู้คนเป็นจำนวนมาก คือ เวทีทรงกลมที่หมุนได้ภายในลุมพินีสถาน เล่ากันว่า เมื่อวงดนตรีที่แสดงอยู่จะทำการหยุดพักหรือเปลี่ยนวง วงดนตรีที่จะขึ้นมาเปลี่ยนจะเตรียมพร้อมอยู่ที่เวทีด้านหลัง และเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนวงแสดง วงดนตรีหลังเวทีจะเล่นดนตรีสอดประสานไปพร้อมกับวงดนตรีหน้าเวที จากนั้นเวทีจะหมุนเพื่อให้วงดนตรีด้านหลังหันมาเล่นแทน
ซึ่งทำให้การเปลี่ยนวงดนตรีไหลลื่นและเสียงดนตรีสามารถเล่นอย่างต่อเนื่องโดยคนที่มาเต้นรำไม่จำเป็นต้องหยุดชะงักการเต้นแต่อย่างใด
ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด มีการจัดรายการลีลาศให้ประชาชนเข้ามาร่วมกิจกรรมสัปดาห์ละครั้ง มีวงดนตรีสุนทราภรณ์ ของครูเอื้อ สุนทรสนาน มาเล่นดนตรีให้อยู่เป็นประจำ และเป็นพื้นที่แจ้งเกิดของนักลีลาศชั้นนำในสังคมไทยหลายคนในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พื้นที่บางส่วนของสวนลุมพินีกลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ พื้นที่อีกหลายจุด (ในทศวรรษ 2500-2510) ก็ยังไม่เอื้อต่อการใช้งานเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเหนือของสวนบริเวณริมคลองไผ่สิงโต ได้ถูกรุกล้ำและเปลี่ยนสภาพเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของผู้คนหลายหลังคาเรือนในราวกลางทศวรรษ 2510
รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร (ในฐานะเจ้าของพื้นที่) จึงได้วางแผนอย่างจริงจังที่จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสวนสาธารณะที่แท้จริง
จากการศึกษาของภาวิณี อินชมภู เรื่อง“สวนลุมพินี แนวคิดและการเปลี่ยนแปลงเชิงผังแม่บท ตั้งแต่พุทธศักราช 2468 ถึง 2557” พบว่า กรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาช่วยวางแผนปรับปรุงสวนลุมพินีในระหว่าง พ.ศ.2503-2510 พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการหลายคณะระหว่าง พ.ศ.2514-2517 เพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสวนลุมพินี มีการออกแบบวางผังหลายแบบ
แม้จะมีแนวทางต่างกันบ้าง แต่ทิศทางหลักของการพัฒนาสวนที่สอดคล้องกัน ได้แก่ การรักษาโครงสร้างใหญ่ของแผนผังสวนเดิมตั้งแต่เมื่อแรกสร้างเอาไว้ โดยเฉพาะระบบของแนวถนนเดิม โดยในแผนผังสุดท้ายมีการกําหนดโซนกิจกรรมภายในสวนที่ชัดเจนแยกเป็น 2 โซนหลัก โดยด้านทิศเหนือ ที่อยู่เหนือเส้นถนนแกนกลาง กำหนดให้เป็น “แดนร่มรื่น” (passive zone) ส่วนด้านทิศใต้ ของเส้นแกนถนนคือ “แดนหรรษา” (active zone) ตลอดจนการวางแผนจัดการชุมชนที่บุกรุกพื้นที่ทางตอนเหนือของสวนออกไป
ผ่านมาอีกหลายปี จากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว ที่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในเชิงรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายครั้ง ก็ได้ทำให้สวนลุมพินีกลายเป็นสวนสาธารณะในแบบที่เราคุ้นเคย ณ ปัจจุบันในที่สุด
ผมอยากพาย้อนกลับไปที่คำถามสำคัญของบทความนี้อีกครั้ง
เมื่อไรกันแน่ที่สวนลุมพินีได้กลายมาเป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริงตามนิยามอันเป็นที่ยอมรับแบบสากล และสวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของไทยจริงหรือไม่
คำตอบแรก (ในทัศนะผม) สวนลุมพินีแม้จะมีแนวคิดในการสร้างสวนสาธารณะมาตั้งแต่ พ.ศ.2468 แต่จนกระทั่งถึงกลางทศวรรษ 2490“ความเป็นสวนสาธารณะ” ก็ยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญครั้งแรก ณ สวนลุมพินี เมื่อ พ.ศ.2495 ความเป็นสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมจึงได้ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น
หากคล้อยตามข้อเสนอดังกล่าว คำถามใหญ่ที่อยากชวนให้คิดตามมาคือ สวนลุมพินีอาจไม่ใช่สวนสาธารณะแห่งแรก
ดังที่ทราบกันดีว่า สวนสราญรมย์เมื่อแรกสร้างคือพระราชอุทยานสราญรมย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ จนเมื่อหลังการปฏิวัติ 2475 พื้นที่นี้ได้ถูกเลือกเป็นสถานที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ.2477 ที่มีการจัดที่ใหญ่โตขึ้น มีการประกวดนางสาวสยาม การออกแบบ การแสดงสินค้า การแสดง ฯลฯ และจัดต่อเนื่องเรื่อยมาอีกหลายปี ณ พื้นที่นี้
การจัดกิจกรรมดังกล่าว รวมถึงกิจกรรมอีกหลายรูปแบบหลังจากนั้น ได้เปลี่ยนสวนสราญรมย์ให้กลายเป็น“พื้นที่สาธารณะ” (หรือ “กึ่งสาธารณะ” ตามนิยามของนักวิชาการบางท่านที่มองว่า แม้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่อาจเรียกว่าสาธารณะโดยสมบูรณ์) ในแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับสวนลุมพินีในปลายทศวรรษ 2490
(ดูเพิ่มใน ชาตรี ประกิตนนทการ บทความเรื่อง “งานฉลองรัฐธรรมนูญ” ใน ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร : สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ และ ปรีดี หงษ์สต้น เรื่อง สยามมหกรรม การเมืองวัฒนธรรมกับการช่วงชิงความเป็นสาธารณะ)
และเมื่อ พ.ศ.2503 สวนสราญรมย์ก็ได้รับการปรับปรุงลักษณะทางกายภาพครั้งใหญ่อีกครั้งให้มีลักษณะร่มรื่นเหมาะแก่การเป็น “สวนสาธารณะ” สำหรับพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน
หากมองเทียบเคียงกันระหว่างสวนลุมพินี และสวนสราญรมย์ เราจะพบว่ามีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกัน กล่าวคือ จากพื้นที่ส่วนพระองค์ เปลี่ยนสู่การเป็นพื้นที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่เปิดให้ประชาชนได้เข้ามาใช้พื้นที่ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับนิยามของการเป็นพื้นที่สาธารณะ จากนั้นกรุงเทพมหานครก็เริ่มโครงการปรับปรุงลักษณะทางกายภาพครั้งใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่เหมาะสมต่อการพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และชื่นชมธรรมชาติ ตามนิยามของ “สวนสาธารณะ” ในช่วงหลัง พ.ศ.2500
น่าสังเกตว่าความเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบข้างต้น สวนสราญรมย์จะเริ่มต้นก่อนสวนลุมพินีเสมอ ทั้งเริ่มเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะจากการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญก่อนตั้งนานเกือบ 2 ทศวรรษ และเริ่มปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะก่อนใน พ.ศ.2503 ขณะที่สวนลุมพินีในปีเดียวกัน เพิ่งว่าจ้างที่ปรึกษาต่างชาติเข้ามาทำการศึกษาและวางแผนปรับปรุง
กล่าวให้ชัดคือ หากใช้เกณฑ์เรื่องการเข้าถึงอย่างเสมอภาคและการใช้พื้นที่ร่วมกันทั้งในเชิงพิธีกรรมการเมือง และการพักผ่อนหย่อนใจ สวนสราญรมย์ได้เข้าสู่สถานะพื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะก่อนสวนลุมพินีอย่างมีนัยสำคัญ
ผมอยากเสนอต่อว่า เราควรพิจารณา “ความเป็นพื้นที่สาธารณะ” และ “ความเป็นสวนสาธารณะ” ในฐานะพื้นที่ที่ก่อรูปขึ้นผ่านกระบวนการทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนผ่านปฏิบัติการจริงของการใช้สอยพื้นที่ มากกว่าการยึดถือเพียงอายุของพื้นที่หรือเอกสารคำประกาศที่อาจไม่เคยถูกทำให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ
ข้อเสนอว่าด้วยความเป็นสวนสาธารณะของสวนลุมพินีที่เพิ่งก่อรูปขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายหลังทศวรรษ 2490 นี้มิใช่การพยายามเล่นคำแบบนักวิชาการ แต่คือการตั้งคำถามต่อวิธีที่สังคมไทยเข้าใจ “ความเป็นสาธารณะ” โดยรวมด้วย
และด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์สวนลุมพินีจึงไม่ใช่เพียงประวัติของสถานที่ หากคือประวัติของการก่อรูปความเป็นสาธารณะในสังคมไทยเอง
ที่สำคัญคือ การเปรียบเทียบกับสวนสราญรมย์เพื่อชี้ให้เห็นการเป็น “แห่งแรก” มิได้สำคัญเท่ากับความต้องการที่จะชี้ชวนให้ทำความเข้าใจเงื่อนไขที่ทำให้พื้นที่หนึ่งๆ กลายเป็นสาธารณะอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าพื้นที่ใดเป็นสวนสาธารณะแห่งแรก
หากแต่คือ สังคมไทยนิยามและผลิต “ความเป็นพื้นที่สาธารณะ” และ “ความเป็นสวนสาธารณะ” ขึ้นอย่างไรในแต่ละห้วงเวลามากกว่า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กว่าจะเป็นสาธารณะ : 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ ‘ความเป็นสวนสาธารณะ’ (จบ)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly