โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะเป็นสาธารณะ : 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ 'ความเป็นสวนสาธารณะ' (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

แม้งานฉลองรัฐธรรมนูญ ณ สวนลุมพินี พ.ศ.2499 คือครั้งสุดท้ายของการจัดงานนี้ในสังคมไทย แต่ผลพลอยได้ที่ถือว่าไม่เสียเปล่าเสียทีเดียวก็คือ สวนลุมพินีได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะกลางเมืองและสวนสาธารณะที่สำคัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พ.ศ.2504 บริษัทประสิทธิ์สิน เจ้าของโรงแรมคิงส์โฮเต็ล ขอเช่าพื้นที่สระน้ำในสวนลุมพินี เพื่อดำเนินกิจการ“ภัตตาคารลอยน้ำ” ชื่อว่า “กินรีนาวา” จำหน่ายอาหารจีน ซึ่งเป็นภัตตาคารมีชื่อเสียงและดึงดูดผู้คนให้มาพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น

แม้จะเป็นภัตตาคารเอกชน แต่พื้นที่รอบๆ สระน้ำและใต้ต้นไม้ใหญ่ กลายเป็นพื้นที่ปิกนิกของครอบครัวและคนทั่วไป

ภาพถ่ายของผู้คนที่พาครอบครัวมากินดื่มในร้าน และภาพถ่ายของคนทั่วไปที่นั่งอยู่ขอบสระน้ำและแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ เป็นสิ่งที่ยืนยันสถานภาพของ “ความเป็นสวนสาธารณะ” ที่ชัดเจนขึ้นของสวนลุมพินีในช่วงทศวรรษ 2500-2510

(น่าเสียดายที่ภัตตาคารต้องปิดตัวลงอย่างถาวรเมื่อ พ.ศ.2514 จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ตัวอาคารจนเสียหายทั้งหมด)

ภัตตาคารกินรีนาวา ที่มา : Wikipedia

ขณะเดียวกัน อาคาร “ลุมพินีสถาน” ผลพวงจากงานฉลองรัฐธรรมนูญ ก็ได้เปลี่ยนกลายมาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมและพื้นที่บันเทิงที่ทันสมัยและโก้เก๋ที่สุดแห่งหนึ่งของหนุ่มสาวในทศวรรษ 2500-2510 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงดนตรีและการเต้นลีลาศ

สิ่งพิเศษสุดซึ่งกลายมาเป็นความทรงจำของผู้คนเป็นจำนวนมาก คือ เวทีทรงกลมที่หมุนได้ภายในลุมพินีสถาน เล่ากันว่า เมื่อวงดนตรีที่แสดงอยู่จะทำการหยุดพักหรือเปลี่ยนวง วงดนตรีที่จะขึ้นมาเปลี่ยนจะเตรียมพร้อมอยู่ที่เวทีด้านหลัง และเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนวงแสดง วงดนตรีหลังเวทีจะเล่นดนตรีสอดประสานไปพร้อมกับวงดนตรีหน้าเวที จากนั้นเวทีจะหมุนเพื่อให้วงดนตรีด้านหลังหันมาเล่นแทน

ซึ่งทำให้การเปลี่ยนวงดนตรีไหลลื่นและเสียงดนตรีสามารถเล่นอย่างต่อเนื่องโดยคนที่มาเต้นรำไม่จำเป็นต้องหยุดชะงักการเต้นแต่อย่างใด

ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด มีการจัดรายการลีลาศให้ประชาชนเข้ามาร่วมกิจกรรมสัปดาห์ละครั้ง มีวงดนตรีสุนทราภรณ์ ของครูเอื้อ สุนทรสนาน มาเล่นดนตรีให้อยู่เป็นประจำ และเป็นพื้นที่แจ้งเกิดของนักลีลาศชั้นนำในสังคมไทยหลายคนในเวลาต่อมา

บรรยากาศภายในภัตตาคารกินรีนาวา ที่มา : เพจ ศิลปวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พื้นที่บางส่วนของสวนลุมพินีกลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ พื้นที่อีกหลายจุด (ในทศวรรษ 2500-2510) ก็ยังไม่เอื้อต่อการใช้งานเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเหนือของสวนบริเวณริมคลองไผ่สิงโต ได้ถูกรุกล้ำและเปลี่ยนสภาพเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของผู้คนหลายหลังคาเรือนในราวกลางทศวรรษ 2510

รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร (ในฐานะเจ้าของพื้นที่) จึงได้วางแผนอย่างจริงจังที่จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสวนสาธารณะที่แท้จริง

จากการศึกษาของภาวิณี อินชมภู เรื่อง“สวนลุมพินี แนวคิดและการเปลี่ยนแปลงเชิงผังแม่บท ตั้งแต่พุทธศักราช 2468 ถึง 2557” พบว่า กรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาช่วยวางแผนปรับปรุงสวนลุมพินีในระหว่าง พ.ศ.2503-2510 พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการหลายคณะระหว่าง พ.ศ.2514-2517 เพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสวนลุมพินี มีการออกแบบวางผังหลายแบบ

แม้จะมีแนวทางต่างกันบ้าง แต่ทิศทางหลักของการพัฒนาสวนที่สอดคล้องกัน ได้แก่ การรักษาโครงสร้างใหญ่ของแผนผังสวนเดิมตั้งแต่เมื่อแรกสร้างเอาไว้ โดยเฉพาะระบบของแนวถนนเดิม โดยในแผนผังสุดท้ายมีการกําหนดโซนกิจกรรมภายในสวนที่ชัดเจนแยกเป็น 2 โซนหลัก โดยด้านทิศเหนือ ที่อยู่เหนือเส้นถนนแกนกลาง กำหนดให้เป็น “แดนร่มรื่น” (passive zone) ส่วนด้านทิศใต้ ของเส้นแกนถนนคือ “แดนหรรษา” (active zone) ตลอดจนการวางแผนจัดการชุมชนที่บุกรุกพื้นที่ทางตอนเหนือของสวนออกไป

ผ่านมาอีกหลายปี จากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว ที่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในเชิงรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายครั้ง ก็ได้ทำให้สวนลุมพินีกลายเป็นสวนสาธารณะในแบบที่เราคุ้นเคย ณ ปัจจุบันในที่สุด

บรรยากาศผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนลุมพินี

ผมอยากพาย้อนกลับไปที่คำถามสำคัญของบทความนี้อีกครั้ง

เมื่อไรกันแน่ที่สวนลุมพินีได้กลายมาเป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริงตามนิยามอันเป็นที่ยอมรับแบบสากล และสวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของไทยจริงหรือไม่

คำตอบแรก (ในทัศนะผม) สวนลุมพินีแม้จะมีแนวคิดในการสร้างสวนสาธารณะมาตั้งแต่ พ.ศ.2468 แต่จนกระทั่งถึงกลางทศวรรษ 2490“ความเป็นสวนสาธารณะ” ก็ยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญครั้งแรก ณ สวนลุมพินี เมื่อ พ.ศ.2495 ความเป็นสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมจึงได้ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น

หากคล้อยตามข้อเสนอดังกล่าว คำถามใหญ่ที่อยากชวนให้คิดตามมาคือ สวนลุมพินีอาจไม่ใช่สวนสาธารณะแห่งแรก

ดังที่ทราบกันดีว่า สวนสราญรมย์เมื่อแรกสร้างคือพระราชอุทยานสราญรมย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ จนเมื่อหลังการปฏิวัติ 2475 พื้นที่นี้ได้ถูกเลือกเป็นสถานที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ.2477 ที่มีการจัดที่ใหญ่โตขึ้น มีการประกวดนางสาวสยาม การออกแบบ การแสดงสินค้า การแสดง ฯลฯ และจัดต่อเนื่องเรื่อยมาอีกหลายปี ณ พื้นที่นี้

การจัดกิจกรรมดังกล่าว รวมถึงกิจกรรมอีกหลายรูปแบบหลังจากนั้น ได้เปลี่ยนสวนสราญรมย์ให้กลายเป็น“พื้นที่สาธารณะ” (หรือ “กึ่งสาธารณะ” ตามนิยามของนักวิชาการบางท่านที่มองว่า แม้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่อาจเรียกว่าสาธารณะโดยสมบูรณ์) ในแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับสวนลุมพินีในปลายทศวรรษ 2490

(ดูเพิ่มใน ชาตรี ประกิตนนทการ บทความเรื่อง “งานฉลองรัฐธรรมนูญ” ใน ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร : สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ และ ปรีดี หงษ์สต้น เรื่อง สยามมหกรรม การเมืองวัฒนธรรมกับการช่วงชิงความเป็นสาธารณะ)

และเมื่อ พ.ศ.2503 สวนสราญรมย์ก็ได้รับการปรับปรุงลักษณะทางกายภาพครั้งใหญ่อีกครั้งให้มีลักษณะร่มรื่นเหมาะแก่การเป็น “สวนสาธารณะ” สำหรับพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน

หากมองเทียบเคียงกันระหว่างสวนลุมพินี และสวนสราญรมย์ เราจะพบว่ามีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกัน กล่าวคือ จากพื้นที่ส่วนพระองค์ เปลี่ยนสู่การเป็นพื้นที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่เปิดให้ประชาชนได้เข้ามาใช้พื้นที่ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับนิยามของการเป็นพื้นที่สาธารณะ จากนั้นกรุงเทพมหานครก็เริ่มโครงการปรับปรุงลักษณะทางกายภาพครั้งใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่เหมาะสมต่อการพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และชื่นชมธรรมชาติ ตามนิยามของ “สวนสาธารณะ” ในช่วงหลัง พ.ศ.2500

น่าสังเกตว่าความเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบข้างต้น สวนสราญรมย์จะเริ่มต้นก่อนสวนลุมพินีเสมอ ทั้งเริ่มเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะจากการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญก่อนตั้งนานเกือบ 2 ทศวรรษ และเริ่มปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะก่อนใน พ.ศ.2503 ขณะที่สวนลุมพินีในปีเดียวกัน เพิ่งว่าจ้างที่ปรึกษาต่างชาติเข้ามาทำการศึกษาและวางแผนปรับปรุง

กล่าวให้ชัดคือ หากใช้เกณฑ์เรื่องการเข้าถึงอย่างเสมอภาคและการใช้พื้นที่ร่วมกันทั้งในเชิงพิธีกรรมการเมือง และการพักผ่อนหย่อนใจ สวนสราญรมย์ได้เข้าสู่สถานะพื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะก่อนสวนลุมพินีอย่างมีนัยสำคัญ

ผมอยากเสนอต่อว่า เราควรพิจารณา “ความเป็นพื้นที่สาธารณะ” และ “ความเป็นสวนสาธารณะ” ในฐานะพื้นที่ที่ก่อรูปขึ้นผ่านกระบวนการทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนผ่านปฏิบัติการจริงของการใช้สอยพื้นที่ มากกว่าการยึดถือเพียงอายุของพื้นที่หรือเอกสารคำประกาศที่อาจไม่เคยถูกทำให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ

ข้อเสนอว่าด้วยความเป็นสวนสาธารณะของสวนลุมพินีที่เพิ่งก่อรูปขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายหลังทศวรรษ 2490 นี้มิใช่การพยายามเล่นคำแบบนักวิชาการ แต่คือการตั้งคำถามต่อวิธีที่สังคมไทยเข้าใจ “ความเป็นสาธารณะ” โดยรวมด้วย

และด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์สวนลุมพินีจึงไม่ใช่เพียงประวัติของสถานที่ หากคือประวัติของการก่อรูปความเป็นสาธารณะในสังคมไทยเอง

ที่สำคัญคือ การเปรียบเทียบกับสวนสราญรมย์เพื่อชี้ให้เห็นการเป็น “แห่งแรก” มิได้สำคัญเท่ากับความต้องการที่จะชี้ชวนให้ทำความเข้าใจเงื่อนไขที่ทำให้พื้นที่หนึ่งๆ กลายเป็นสาธารณะอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าพื้นที่ใดเป็นสวนสาธารณะแห่งแรก

หากแต่คือ สังคมไทยนิยามและผลิต “ความเป็นพื้นที่สาธารณะ” และ “ความเป็นสวนสาธารณะ” ขึ้นอย่างไรในแต่ละห้วงเวลามากกว่า

ภาพการประกวดเต้นลีลาศในอาคารลุมพินีสถาน ที่มา : สำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ
แผนผังสภาพสวนลุมพินีและแผนผังการปรับปรุงสวนลุมพินี 3 แนวทาง พ.ศ.2517 ที่มา : ภาวิณี อินชมภู

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กว่าจะเป็นสาธารณะ : 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ ‘ความเป็นสวนสาธารณะ’ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...