เจ้าสัวชุดช็อป ผมรวยเงียบๆ ในปี 1995
ข้อมูลเบื้องต้น
วัฒน์" ชายวัยกลางคนที่ล้มเหลวและสูญเสียทุกอย่างจากพิษเศรษฐกิจ ได้ย้อนเวลากลับมาในปี พ.ศ. 2538 อีกครั้งในร่างของตัวเอง นิสิตวิศวะปี 2 ผู้สวมเสื้อช็อปเปื้อนน้ำมัน
แต่ครั้งนี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาอีกต่อไป ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบและสมถะ เขาคือ "เสือซ่อนเล็บ" ที่พกพาความทรงจำจากอนาคตมาเต็มกระเป๋า ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นกังวลเรื่องสอบ วัฒน์กำลังวางหมากเพื่อกอบกู้ครอบครัวจากหายนะ "ต้มยำกุ้ง" ปี 40 เขาต้องงัดข้อกับพ่อจอมทิฐิ ดัดนิสัยพี่เขยจอมปลอม และสร้างบารมีในโลกสีเทาจนเจ้าพ่อยังต้องเกรงใจ
นี่คือเรื่องราวของเด็กมหาลัยที่ภายนอกดูเหมือนถังแตก แต่เบื้องหลังคือผู้ทรงอิทธิพลที่รวยเงียบๆ และกุมชะตาเศรษฐกิจไทยไว้ในมือ!
ตอนที่ 1 : ฝันตื่นใหญ่ในช็อปวิศวะ
เสียงกรีดร้องของโลหะที่ถูกคมมีดกลึงเฉือนเนื้อดังแสบแก้วหู ผสานไปกับเสียงครางกระหึ่มของมอเตอร์ขนาดใหญ่ที่หมุนด้วยความเร็วสูง กลิ่นฉุนกึกของน้ำมันหล่อเย็นที่ไหม้เกรียมลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูง มันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นบุหรี่ราคาถูกและกลิ่นเหงื่อไคลของชายฉกรรจ์
ธนวัฒน์ หรือ “วัฒน์” สะดุ้งเฮือกขึ้นมาจากความมืดมิด ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรงราวกับคนที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาจากที่สูงเสียดฟ้า หัวใจเต้นระรัวเร็วและแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ลมหายใจหอบกระชั้นเสียดแทงปอด ความรู้สึกแรกที่เขาสัมผัสได้ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกเจ้าหนี้นอกระบบรุมซ้อม หรือความหนาวเหน็บของห้องเช่ารูหนูที่เขาใช้อาศัยซุกหัวนอนในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่มันคือความรู้สึก ‘แข็ง’ และ ‘เย็น’ ของพื้นโต๊ะปฏิบัติการที่หน้าผากของเขาเพิ่งจะฟุบลงไปเมื่อครู่
‘นี่เรา ยังไม่ตายงั้นหรือ’
วัฒน์ตั้งคำถามกับตัวเองในใจ ความทรงจำสุดท้ายของเขามันช่างเลือนรางและเต็มไปด้วยสีแดงฉาน ภาพของชายฉกรรจ์สวมหมวกกันน็อกถือไม้เบสบอลบุกเข้ามาในห้องพัก ภาพข้าวของที่ถูกพังพินาศ และความเจ็บปวดเจียนตายที่แล่นพล่านไปทั่วร่างก่อนที่สติจะดับวูบลง เขามั่นใจว่าตัวเองน่าจะจบสิ้นไปแล้วในตรอกมืดๆ แห่งนั้น จบชีวิตอันแสนล้มเหลวของอดีตวิศวกรที่พ่ายแพ้ต่อพิษเศรษฐกิจและโชคชะตา
แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในยามที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา กลับไม่ใช่ยมโลกหรือเตียงโรงพยาบาล
แสงแดดสีส้มจัดจ้านยามบ่ายลอดผ่านช่องลมคอนกรีตของอาคารโรงงานเข้ามาตกกระทบกับฝุ่นโลหะที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศเป็นลำแสงสีทอง ประกายไฟจากการเชื่อมเหล็กที่มุมห้องสว่างวาบเป็นจังหวะ เสียงตะโกนโวยวายด้วยภาษาพ่อขุนรามคำแหงของเหล่านักศึกษาชายฉกรรจ์ดังเซ็งแซ่แข่งกับเสียงเครื่องจักร
“เฮ้ย! ไอ้วัฒน์! มึงจะหลับกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนวะ อาจารย์แม่เดินมาเช็คชื่อแล้วนะเว้ย!”
เสียงเรียกชื่อที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากโต๊ะข้างๆ พร้อมกับแรงตบหนักๆ ที่ไหล่ซ้าย วัฒน์หันขวับไปมองเจ้าของเสียงด้วยความงุนงง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มร่างท้วมสวมแว่นตากรอบหนาเตอะ ผมรองทรงสูงที่ดูเชยระเบิดในสายตาคนยุค 2024 แต่กลับดูเป็นแฟชั่นปกติธรรมดาในสายตาของเขาเมื่อ นานมาแล้ว
‘ไอ้อ้วน? นั่นไอ้อ้วนใช่ไหม แต่มันตายไปด้วยโรคหัวใจตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วนี่’
ความคิดในหัวของวัฒน์ตีกันยุ่งเหยิง เขาพยายามจะขยับปากพูด แต่ลำคอแห้งผากจนเปล่งเสียงไม่ออก เขาจึงก้มลงมองสำรวจตัวเองโดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่เขาเห็นทำให้ลมหายใจของเขาต้องสะดุดกึก
มือที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ใช่หลังมือเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยกระตกและรอยแผลเป็นจากการทำงานหนักของชายวัยห้าสิบอีกต่อไป แต่มันคือมือของเด็กหนุ่มผิวตึงแน่น เรียวนิ้วยาวแข็งแรงที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องสีดำเป็นปื้นๆ เขาไล่สายตาขึ้นมาที่ท่อนแขน ก็พบว่าตัวเองสวมเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้ม เนื้อผ้าหนาและหยาบ หน้าอกเสื้อปักโลโก้รูปเฟืองอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาววิศวะ
วัฒน์ค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจับใบหน้าตัวเอง สัมผัสถึงความตึงของผิวแก้มที่ปราศจากริ้วรอย สัมผัสเส้นผมดกหนาที่ยังไม่เถิกล้าน ความรู้สึกง่วงงุนและมึนงงเริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเป็นความหวังอันริบหรี่
เขาผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำครึเสียงดัง ครืด! จนเพื่อนร่วมโต๊ะหันมามองเป็นตาเดียว แต่เขาไม่สนใจสายตาเหล่านั้น วัฒน์กวาดตามองไปรอบโรงปฏิบัติการ หรือที่พวกเรียกกันติดปากว่า “ช็อป”
ปฏิทินแขวนผนังรูปดาราจีนที่ซีดจางระบุปีพุทธศักราชตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม
2538
ตัวเลขสี่หลักนั้นกระแทกเข้ากลางใจของวัฒน์ราวกับค้อนปอนด์ฟาดลงกลางแสกหน้า
ปี 2538 สองปีก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง สองปีก่อนที่นรกบนดินจะมาเยือนครอบครัวของเขา และเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมชีวิตที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนล้มละลาย
‘นี่มัน เรื่องจริงงั้นเหรอ เราย้อนกลับมาจริงๆ ใช่ไหม’
วัฒน์สูดลมหายใจลึก รสชาติของอากาศที่นี่มันช่างแตกต่างจากอนาคตที่เขาจากมา มันไม่มีฝุ่น PM 2.5 ที่แสบจมูก แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นของ “โอกาส” และ “ความดิบเถื่อน” ของยุค 90 ที่เขาลืมเลือนไปนานแล้ว
“กู กูขอไปห้องน้ำเดี๋ยว”
วัฒน์พูดโพล่งออกมาเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้าวขาฉับๆ เดินออกจากโซนเครื่องจักร เดินฝ่าดงเพื่อนนิสิตที่กำลังตะไบเหล็กกันอย่างขะมักเขม้น เสียงตะไบถูไปกับผิวโลหะดัง ครืด-ครืด เป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนบทเพลงแห่งความทรงจำ ทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่าน เขามองเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สมจริงจนเกินกว่าจะเป็นความฝัน
รองเท้าผ้าใบ Converse Jack Purcell สีขาวมอมแมมที่ใครๆ ก็ต้องใส่ กางเกงยีนส์ Levi's ริมแดงขากระบอกที่พับขาขึ้นมาเล็กน้อย เพจเจอร์ที่เหน็บอยู่ที่เอวของรุ่นพี่บางคน หรือแม้แต่เพลงร็อกอัลเทอร์เนทีฟของวง Modern Dog ที่ดังลอดออกมาจากวิทยุเครื่องเล็กๆ ที่ใครสักคนแอบเปิดไว้
‘บุษบา ฉันคงจะเป็นบุษบา’
เนื้อเพลงท่อนนั้นตอกย้ำยุคสมัยได้อย่างชัดเจนที่สุด วัฒน์ผลักประตูห้องน้ำเก่าๆ ที่บานพับขึ้นสนิมเข้าไป กลิ่นเหม็นอับของท่อระบายน้ำและกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำตีเข้าจมูก เขาพุ่งตรงไปที่อ่างล้างหน้า เปิดก๊อกน้ำแรงสุด น้ำเย็นเฉียบไหลพรั่งพรูออกมา
เขากวักน้ำล้างหน้าอย่างแรง ถูสบู่เหลวราคาถูกที่วางอยู่ข้างอ่างจนเกิดฟอง ล้างคราบน้ำมันและความง่วงงุนออกไปจนหมดสิ้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองกระจกเงาบานร้าวตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือใบหน้าของ “ธนวัฒน์” ในวัย 20 ปี
เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดา คิ้วเข้ม จมูกโด่งพอประมาณ ริมฝีปากหยักลึก ผิวสองสีที่ดูสุขภาพดีจากการเตะบอลและตากแดดตากลมตามประสาเด็กกิจกรรม ไม่ใช่ชายแก่ขี้โรคที่สายตาฝ้าฟางคนนั้นอีกต่อไป
วัฒน์ยกมือขึ้นแตะกระจก นิ้วมือสั่นระริกเล็กน้อย
‘หนุ่ม เรายังหนุ่มจริงๆ ด้วย’
แต่เมื่อเขาจ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น เขากลับพบความผิดปกติที่น่าขนลุก ดวงตาคู่นี้ไม่ได้ฉายแววสดใส ซุกซน หรือขี้เล่นเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่มันกลับลึกล้ำ ดำดิ่ง และนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง มันคือสายตาของผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน สายตาของคนที่เคยเห็นเพื่อนฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตา สายตาของคนที่เคยเห็นครอบครัวล่มสลาย และสายตาของคนที่เคยถูกเหยียบย่ำจนจมดิน
ร่างกายเป็นเด็ก แต่จิตวิญญาณคือปีศาจเฒ่า
วัฒน์แสยะยิ้มให้กับตัวเองในกระจก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูร่าเริง แต่มันดูน่าเกรงขามและแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างที่เขาเรียนรู้มาจากโลกธุรกิจอันโหดร้ายในชาติที่แล้ว
‘ในเมื่อสวรรค์ หรือนรกก็ตามแต่ ถีบหัวส่งกูกลับมาที่นี่อีกครั้ง’
เขาคิดในใจพลางกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
‘กูจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย กูจะไม่ยอมให้พ่อต้องล้มละลาย กูจะไม่ยอมให้แม่ต้องตรอมใจ และกูจะไม่ยอมเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ต้องก้มหัวให้ใครอีก คราวนี้แหละ กูจะเล่นเกมชีวิตนี้ใหม่ ให้พวกมันรู้ว่าของจริงมันเป็นยังไง’
วัฒน์ใช้เวลาอีกครู่ใหญ่ในการสงบสติอารมณ์และเรียบเรียงไทม์ไลน์ในหัว ตอนนี้คือปี 2538 เขาอยู่ปี 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ เทอม 1 ชีวิตของเขายังปกติดี พ่อยังเป็นเถ้าแก่รับเหมาที่มีหน้ามีตา แม่ยังเป็นคุณนายที่ชอบเล่นแชร์ พี่สาวยังทำงานธนาคารอย่างโก้หรู
ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะไปได้สวย เหมือนปราสาททรายที่ก่อขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง โดยที่ไม่รู้เลยว่าคลื่นยักษ์สึนามิกำลังก่อตัวอยู่กลางมหาสมุทร และพร้อมจะซัดถล่มทุกอย่างให้พังพินาศในอีก 2 ปีข้างหน้า
‘แต่นั่นมันอีก 2 ปี ตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคืออะไรนะ?’
วัฒน์พยายามขุดคุ้ยความทรงจำอันเลือนรางสมัยเรียน นอกจากเรื่องเรียนและเรื่องจีบสาว เขาจำได้ว่าช่วงปี 2 เทอม 1 มันมีเหตุการณ์บางอย่าง เหตุการณ์ที่ทำให้เพื่อนคนหนึ่งของเขาต้องเสียผู้เสียคน และเป็นจุดด่างพร้อยที่ทำให้กลุ่มเพื่อนของเขาแตกกระสานซ่านเซ็น
เขาวักน้ำล้างหน้าอีกครั้ง สะบัดผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยให้เข้าทรง แล้วเดินออกจากห้องน้ำด้วยท่วงท่าที่เปลี่ยนไป
หากเมื่อกี้เขาเดินเข้ามาด้วยความสับสน ตอนนี้เขาเดินกลับออกไปด้วยความมั่นคงในทุกย่างก้าว หลังของเขาเหยียดตรง ไหล่ผายผึ่ง รัศมีบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวจนรุ่นน้องปี 1 ที่เดินสวนมาต้องรีบหลบทางให้โดยไม่รู้ตัว
เมื่อกลับเข้ามาในช็อป เสียงเครื่องจักรยังคงทำงานต่อไปเหมือนเดิม วัฒน์เดินกลับมาที่โต๊ะปฏิบัติการของตัวเอง เขาหยิบชิ้นงานเหล็กที่ตะไบค้างไว้ขึ้นมาดู รอยตะไบที่โย้เย้ไม่เรียบเสมอกันทำให้เขาขมวดคิ้ว
‘ฝีมือห่วยแตกชะมัดสมัยหนุ่มๆ’
เขาบ่นในใจ ก่อนจะหยิบตะไบขึ้นมา ทาบลงบนชิ้นงาน แล้วออกแรงไสด้วยองศาที่แม่นยำและน้ำหนักที่สม่ำเสมอ ความเชี่ยวชาญจากการเคยทำงานในโรงงานนรกมาหลายปีในชาติที่แล้ว ทำให้มือของเขาขยับไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ เศษเหล็กหลุดร่วงลงมาเป็นฝอยสวยงาม ผิวหน้าของชิ้นงานเรียบเนียนราวกับใช้เครื่องจักรเจียระไน
“โห ไอ้วัฒน์ มึงไปแดกอะไรมาวะ ทำไมวันนี้ตะไบงานเนียนจัง”
เสียงทักทายดังขึ้นอีกครั้ง วัฒน์เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมกลุ่ม คราวนี้สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มร่างเล็ก ผอมเกร็ง สวมแว่นตากรอบเงิน ใส่เสื้อช็อปตัวโคร่งที่ดูหลวมเกินตัว
“ไอ้แว่น”
วัฒน์เรียกชื่อเพื่อนสนิทคนนี้ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความถวิลหา ไอ้แว่น หรือ “ทวี” คือมันสมองของกลุ่ม เป็นจอมข้อมูลที่รู้ทุกเรื่องในมหาลัย ตั้งแต่เรื่องอาจารย์ยันเรื่องหมาหน้าเซเว่น ในอนาคตไอ้แว่นจะเป็นคนเดียวที่ยังคอยช่วยเหลือเขาตอนที่เขาล้มละลาย ก่อนที่มันจะย้ายไปทำงานต่างประเทศแล้วขาดการติดต่อกันไป
“อะไรของมึง เรียกซะเสียงหล่อเชียว ขนลุก”
ไอ้แว่นทำท่าขยับแว่นแก้เก้อ ก่อนจะก้มลงมองชิ้นงานของวัฒน์ด้วยความทึ่ง
“สอนกูบ้างดิ มึงจับตะไบยังไงวะ ให้ตายเถอะ เมื่อวานมึงยังบ่นปวดแขนอยู่เลย”
วัฒน์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
“เดี๋ยวกูสอน แต่ตอนนี้ ไอ้จืดไปไหน?”
คำถามนั้นหลุดออกมาจากปากของวัฒน์โดยที่เขายังไม่ทันได้คิด เหมือนจิตใต้สำนึกมันเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ กลุ่มของพวกเขาจะมีกัน 4 คน คือ ตัวเขา ไอ้แว่น ไอ้อ้วน และไอ้จืด ปกติไอ้จืดจะเป็นคนขยันที่สุดและไม่เคยโดดเรียน แต่วันนี้ที่โต๊ะข้างๆ กลับว่างเปล่า มีเพียงกระเป๋าย่ามใบเก่าๆ วางทิ้งไว้
ไอ้แว่นชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนจากขี้เล่นเป็นกังวลทันที
“เออว่ะ กูพึ่งนึกได้ ตะกี้เห็นมันบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำตั้งแต่ต้นคาบ นี่อาจารย์เช็คชื่อไปรอบนึงแล้วมันยังไม่กลับมาเลย หรือว่ามันท้องเสีย?”
วัฒน์ขมวดคิ้ว ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เขาจำได้ลางๆ ว่าในช่วงปี 2 มีเพื่อนคนหนึ่งโดนรีไทร์เพราะปัญหาส่วนตัว แต่เขาจำรายละเอียดไม่ได้ว่าเป็นใครหรือเรื่องอะไร เพราะตอนนั้นเขามัวแต่บ้าบอลและติดหญิง
‘ไอ้จืด ชื่อจริง ธนากร นิสัยเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ค่อยสู้คน ที่บ้านฐานะปานกลาง เดี๋ยวสิ ช่วงนี้มันดูแปลกๆ ชอบเหม่อลอย แล้วก็ชอบยืมเงินเพื่อนทีละร้อยสองร้อย’
สมองของวัฒน์ประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ข้อมูลในอดีตค่อยๆ ถูกกู้คืนกลับมาทีละชิ้นๆ เหมือนจิ๊กซอว์ที่กำลังต่อกันจนครบภาพ
การพนัน ฟุตบอล หนี้สิน
ดวงตาของวัฒน์เบิกโพลงเมื่อนึกถึงคำสำคัญเหล่านั้นได้ ปี 2538 คือยุคทองของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และสิ่งที่มาคู่กันคือ “โต๊ะบอล” ที่ระบาดหนักในหมู่นักศึกษาราวกับโรคห่า
“ไอ้แว่น มึงไปดูที่หลังตึกคณะเดี๋ยวนี้” วัฒน์ออกคำสั่งเสียงเข้ม แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“ห๊ะ? หลังตึก? ไปทำไมวะ แดดร้อนจะตายห่า” ไอ้แว่นทำหน้างง
“อย่าถามมาก ไปดูว่ามีใครอยู่แถวนั้นไหม หรือเห็นกลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่เด็กวิศวะบ้างหรือเปล่า เร็ว!”
น้ำเสียงของวัฒน์มีอำนาจกดดันบางอย่างที่ทำให้ไอ้แว่นขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ มันไม่ใช่คำขอร้องของเพื่อน แต่เป็นคำสั่งของเจ้านายที่มิอาจปฏิเสธได้ ไอ้แว่นกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ แล้ววางตะไบลง
“เออๆ ไปก็ได้วะ ดุจังวุ้ย เป็นเมนส์หรือไง”
ไอ้แว่นบ่นอุบอิบก่อนจะรีบวิ่งเหยาะๆ ออกจากช็อปไปทางประตูหลัง วัฒน์มองตามหลังเพื่อนไป พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ Casio G-Shock เรือนเก่าของตัวเอง เข็มนาฬิกาเดินไปอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับบีบคั้นหัวใจของเขาเหลือเกิน
วัฒน์กวาดตามองไปรอบๆ โต๊ะทำงานอีกครั้ง สายตาไปสะดุดเข้ากับ “ย่าม” ใบเก่าของตัวเองที่วางอยู่ใต้โต๊ะ เขาเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา น้ำหนักของย่ามบอกให้รู้ว่ามีของบางอย่างอยู่ข้างใน
เขาค่อยๆ แง้มปากย่ามออกดู ท่ามกลางแสงไฟนีออน เขาเห็นสันของธนบัตรสีม่วงและสีเทาซ้อนทับกันอยู่เป็นปึกหนา ถูกห่อไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างลวกๆ
‘เงินเก็บ’
ใช่แล้ว เขาจำได้แล้ว ในช่วงปี 2 เขาเคยบ้าทำงานพิเศษอย่างหนัก ทั้งรับจ้างแบกหาม รับจ้างเขียนแบบ หรือแม้แต่รับซื้อของเก่ามาขายต่อ เพื่อเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ซื้อ “มอเตอร์ไซค์ Yamaha ZR” รุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อเอาไปอวดสาว
เงินสดในย่ามนี้น่าจะมีประมาณ 4-5 หมื่นบาท ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับนักศึกษาในยุคข้าวแกงจานละ 15 บาท
วัฒน์กำสายสะพายย่ามแน่น ความคิดที่จะเอามันไปซื้อมอเตอร์ไซค์มลายหายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้เขามีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ เงินก้อนนี้คือ “กระสุนดินดำ” เพียงอย่างเดียวที่เขามีในตอนนี้ และเขาต้องใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด
ผ่านไปไม่ถึงห้านาที เสียงฝีเท้าตึกตักๆ ก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนก
ประตูหลังช็อปถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง ปัง! ทุกสายตาในช็อปหันไปมองเป็นตาเดียว รวมถึงอาจารย์คุมแล็บที่กำลังจะอ้าปากด่า
แต่คนที่วิ่งเข้ามาคือไอ้แว่น ใบหน้าของมันซีดเผือดราวกับไก่ต้ม เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก แว่นตาเอียงกะเท่เร่ มันพุ่งตรงมาที่โต๊ะของวัฒน์โดยไม่สนใจใคร
วัฒน์ลุกขึ้นยืนรออยู่แล้ว เขารู้ทันทีว่าลางสังหรณ์ของเขาถูกต้อง
ไอ้แว่นหยุดยืนหอบอยู่ตรงหน้าวัฒน์ มือไม้สั่นชี้ไปทางประตูหลัง ปากสั่นระริกพยายามจะเปล่งเสียงออกมา ท่ามกลางความเงียบงันของเพื่อนๆ ที่เริ่มมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสงสัย
ไอ้แว่นสูดหายใจเฮือกใหญ่ รวบรวมแรงทั้งหมดที่มีตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว
“ไอ้วัฒน์! ไอ้จืดโดนพวกโต๊ะบอลลากตัวไปหลังคณะแล้ว!”
เสียงตะโกนนั้นดังก้องไปทั่วช็อปวิศวะ ราวกับเสียงระฆังเปิดฉากมหากาพย์การต่อสู้ครั้งใหม่ของชายหนุ่มผู้ย้อนเวลามาเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ไม่ใช่แค่ของตัวเอง แต่รวมถึงของทุกคนที่เขารักด้วย.
ตอนที่ 2 : ย่ามใบเก่ากับความลับข้างใน
สิ้นเสียงตะโกนของไอ้แว่น บรรยากาศภายในโรงปฏิบัติการที่เคยอื้ออึงไปด้วยเสียงเครื่องจักรและเสียงพูดคุยเฮฮาของเหล่านิสิตหนุ่มฉกรรจ์ พลันเงียบกริบลงในชั่วพริบตา ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมมาปิดสวิตช์การรับรู้ของทุกคน
ความเงียบนั้นไม่ได้สงบสุข แต่มันหนักอึ้งและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
คำว่า “โต๊ะบอล” ในยุคพุทธศักราช 2538 นั้น มีอานุภาพทำลายล้างทางความรู้สึกยิ่งกว่าคำขู่ใดๆ สำหรับเด็กมหาลัย มันหมายถึงอิทธิพลมืด หมายถึงความรุนแรงที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง และหมายถึงจุดจบของอนาคตทางการศึกษาหากใครถลำลึกเข้าไปเกี่ยวข้อง สายตาหลายสิบคู่ในห้องแล็บหันมาจับจ้องที่กลุ่มของวัฒน์เป็นจุดเดียว แววตาเหล่านั้นฉายชัดถึงความหวาดกลัว ความสงสัย และบางคนก็เริ่มขยับตัวถอยห่าง ไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องซวยๆ
ไอ้แว่นยืนหอบแฮก ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ ใบหน้าที่ซีดเผือดของมันเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเพื่อนรักที่ดูเปลี่ยนไปคนนี้จะมีทางออก
“ไอ้วัฒน์ มึง มึงได้ยินไหม! ไอ้จืดมันแย่แล้วนะเว้ย! เราต้องรีบไปแจ้งอาจารย์ หรือแจ้งตำรวจ!”
ไอ้แว่นละล่ำละลักพูด มือไม้สั่นระริกพยายามจะดึงแขนเสื้อของวัฒน์ให้รีบวิ่งตามมันไป
ทว่าปฏิกิริยาของ “วัฒน์” กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่ไอ้แว่นและทุกคนคาดคิด
แทนที่เขาจะหน้าตื่น ตกใจ หรือกระโจนออกไปอย่างบ้าเลือดด้วยความรักเพื่อน วัฒน์กลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน ใบหน้าคมเข้มที่เปื้อนคราบน้ำมันเครื่องจางๆ นั้นเรียบเฉยจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำลึกล้ำคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องเพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ แกะมือของไอ้แว่นออกจากแขนเสื้อตัวเองอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น
‘แจ้งตำรวจงั้นเหรอ?’
วัฒน์แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน
‘ไร้เดียงสาชะมัด เด็กหนอเด็ก ในยุคที่อิทธิพลเถื่อนครองเมืองแบบนี้ ตำรวจท้องที่บางคนยังนั่งกินกาแฟกับเจ้ามือบอลอยู่เลย การแจ้งตำรวจตอนนี้รังแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย เผลอๆ ไอ้จืดจะโดนรีไทร์ก่อนจะได้เคลียร์หนี้ด้วยซ้ำ’
ประสบการณ์ชีวิตกว่าห้าสิบปีสอนให้เขารู้ว่า “ความตระหนก” คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในสถานการณ์วิกฤต และ “อำนาจ” เท่านั้นที่จะคุยกับ “อำนาจ” รู้เรื่อง แต่ในเมื่อตอนนี้เขายังเป็นแค่ไอ้เด็กวิศวะปี 2 ที่ไม่มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และบารมี สิ่งเดียวที่จะแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจในการต่อรองได้ดีที่สุดในโลกทุนนิยม ก็คือก้อนกระดาษที่มนุษย์สมมติค่าให้มัน
วัฒน์สูดลมหายใจลึก กลิ่นน้ำมันเครื่องและเศษเหล็กที่เคยเหม็นฉุน ตอนนี้กลับช่วยปลุกสติสัมปชัญญะของเขาให้ตื่นตัวถึงขีดสุด เขาหมุนตัวกลับหลังหันอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามและเยือกเย็นขัดกับสถานการณ์ไฟลนก้น เดินกลับไปที่โต๊ะปฏิบัติการตัวเดิมที่เขาเพิ่งลุกจากมา
เสียงรองเท้าผ้าใบ Converse คู่เก่าเสียดสีกับพื้นปูนซีเมนต์ดัง ตึก ตึก ตึก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางสายตางุนงงของเพื่อนร่วมรุ่น
“เฮ้ย! ไอ้วัฒน์ มึงจะทำอะไรวะ! เพื่อนจะตายห่าอยู่แล้ว มึงจะกลับไปนั่งตะไบเหล็กต่อหรือไง!”
เสียงเพื่อนคนหนึ่งตะโกนถามด้วยความโมโหปนงุนงง แต่วัฒน์ไม่ตอบ และไม่แม้แต่จะหันไปมอง
เขาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน กวาดสายตามองลอดผ่านกองเครื่องมือช่างและเศษโลหะ ไปยังวัตถุสีเขียวขี้ม้าสภาพมอซอที่วางสงบนิ่งอยู่ใต้โต๊ะ
มันคือ “ย่ามผ้าใบ” ใบเก่าคร่ำครึ
สภาพของมันดูเหมือนของเหลือเดนที่ใครเห็นก็คงอยากจะโยนทิ้งถังขยะ เนื้อผ้าใบสีเขียวทหารซีดจางจนเกือบเป็นสีขาวด่างๆ ตามขอบมุมมีรอยขาดรุ่ยที่เกิดจากการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน สายสะพายเปื่อยยุ่ยจนต้องมัดปมเอาไว้เพื่อกันขาด มันดูไร้ราคา ไร้ค่า และไม่มีใครคิดจะให้ความสนใจ
แต่วัฒน์รู้ดีที่สุด ว่าภายใต้ความเก่าคร่ำครึนั้น มันซ่อน “ความลับ” และ “ความหวัง” เอาไว้มากเพียงใด
มือที่เปื้อนคราบจาระบีของเขาเอื้อมลงไปคว้าสายย่าม สัมผัสสากระคายของเนื้อผ้าใบกระตุ้นความทรงจำในอดีต (หรือปัจจุบันของร่างกายนี้) ให้ไหลบ่าเข้ามาในสมอง
เขาจำได้แม่นยำ ทุกหยาดเหงื่อและแรงกายที่เขาแลกมาเพื่อให้ได้สิ่งที่อยู่ในนี้
ตลอดช่วงปิดเทอมปี 1 ขึ้นปี 2 ในขณะที่เพื่อนคนอื่นไปเที่ยวทะเล ไปจีบสาว หรือนอนดูทีวีอยู่บ้าน ไอ้หนุ่มวิศวะจนๆ อย่างเขาต้องตระเวนรับจ้างทั่วไป ทั้งแบกหามปูนในไซต์งานก่อสร้างที่ร้อนระอุ รับจ้างเขียนแบบบ้านงูๆ ปลาๆ ให้ผู้รับเหมา หรือแม้แต่ตระเวนรับซื้อเศษเหล็กและทองแดงจากโรงงานมาคัดแยกขาย
ความฝันของเขาในตอนนั้นช่างเรียบง่ายและบริสุทธิ์ เขาแค่อยากได้ “มอเตอร์ไซค์ Yamaha ZR120” สักคัน เอาไว้ขี่ไปรับสาวคณะบัญชี ไปกินนมมนต์ที่เสาชิงช้า หรือขี่โต้ลมหนาวที่เขาใหญ่กับแก๊งเพื่อน
เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา เขาไม่เคยเอาไปกินเหล้าหรือเที่ยวเตร่ เขาเก็บหอมรอมริบ ยัดใส่กระป๋องแป้งบ้าง ซ่อนไว้ใต้ที่นอนบ้าง จนกระทั่งเมื่อเช้านี้ ก่อนจะออกจากหอพัก เขาตัดสินใจรวบรวมเงินทั้งหมด ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับเมื่อวาน แล้วยัดใส่ย่ามใบนี้มาเรียนด้วย เพราะตั้งใจว่าเลิกเรียนแล้วจะไปดูรถที่ศูนย์
‘รถมอเตอร์ไซค์งั้นเหรอ’
วัฒน์ยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นและสมเพชตัวเองในวัยหนุ่ม ความฝันเหล่านั้นช่างดูเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับมรสุมชีวิตที่เขารู้ว่าจะต้องเจอในอนาคต
‘ช่างหัวมอเตอร์ไซค์มันปะไร ตอนนี้ชีวิตคนสำคัญกว่า’
เขายกย่ามขึ้นมาวางบนโต๊ะ เสียง ตุบ! หนักแน่นบ่งบอกถึงน้ำหนักของสิ่งที่อยู่ภายใน วัฒน์ไม่สนใจสายตาของอาจารย์ที่เริ่มเดินเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย เขาค่อยๆ สอดมือเข้าไปในช่องกระเป๋าใหญ่ สัมผัสได้ถึงห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ที่คุ้นเคย
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เพราะความตระหนักรู้ถึงมูลค่าของมัน
ในปี 2538 ทองคำหนึ่งบาทราคาประมาณ 4,000 กว่าบาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 15-20 บาท เงินเดือนปริญญาตรีสตาร์ทที่ 7,000-8,000 บาท
เงินในย่ามนี้ มีค่ามากกว่าที่คนยุค 2024 จะจินตนาการได้
วัฒน์แง้มปากย่ามออกเล็กน้อย พอให้สายตาของเขามองเห็นภายใน กลิ่นเฉพาะตัวของธนบัตรเก่าผสมกับกลิ่นหมึกพิมพ์หนังสือพิมพ์ลอยแตะจมูก
ภาพที่ปรากฏคือปึกธนบัตร “ใบละ 500 บาท” สีม่วงแบบเก่าที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ตรงกลาง ซ้อนทับกันเป็นปึกหนา แซมด้วยธนบัตรใบละ 100 บาทสีแดงรุ่นช้างแดงจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดถูกมัดด้วยหนังยางวงสีแดงธรรมดาๆ
50,000 บาท
นี่คือตัวเลขที่เขาจำได้แม่นยำ มันคือหยาดเหงื่อแรงกายทั้งหมดของเขาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา มันคือ “อาวุธ” เพียงชิ้นเดียวที่เขามีในตอนนี้ เพื่อใช้ต่อกรกับยมทูตที่กำลังยืนรออยู่หลังตึกคณะ
วัฒน์สูดกลิ่นเงินนั้นเข้าปอดลึกๆ มันไม่ใช่กลิ่นของความโลภ แต่มันคือกลิ่นของ “ทางรอด”
เขาไม่ได้ต้องการจะใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ไม่มีเวลาให้วางแผนซับซ้อน“เงินสด” คือภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุดในโลกใต้ดิน มันมีเสียงที่ดังกว่าคำขู่ และมีน้ำหนักมากกว่าหมัดลุ่นๆ
‘ขอโทษนะเจ้า ZR สงสัยชาตินี้เราคงไม่ได้คู่กันแล้ว’
วัฒน์คิดในใจพลางปิดปากย่ามลง แล้วตวัดสายสะพายขึ้นพาดไหล่ขวา ปรับตำแหน่งให้ถนัดตัว ความหนักอึ้งของย่ามทำให้เขารู้สึกมั่นคงขึ้น
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์รถเก๋งที่ปรับแต่งท่อไอเสียจนดังกระหึ่มก็แว่วเข้ามาใกล้ ก่อนจะดับลงที่หน้าประตูโรงงาน เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งตึงตังเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างท้วมใหญ่ ผิวขาวจัดแบบลูกคนจีน สวมเสื้อช็อปที่ดูคับติ้วจนกระดุมแทบปริ เหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวเต็มหน้าผาก
“ไอ้อ้วน” หรือ “สมชาย” เพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่ม ลูกชายเถ้าแก่โรงสีข้าวจากต่างจังหวัดที่ทางบ้านฐานะดีที่สุดในกลุ่ม แต่ใจถึงพึ่งได้และรักเพื่อนยิ่งกว่าชีวิต
ไอ้อ้วนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา หยุดยืนข้างๆ ไอ้แว่น พลางหันซ้ายหันขวาด้วยความงุนงงเมื่อเห็นบรรยากาศที่ตึงเครียดผิดปกติ
“แฮ่ก แฮ่ก เกิดเชี่ยไรขึ้นวะ! ทำไมเงียบกันหมด แล้วไอ้จืดไปไหน?”
ไอ้อ้วนถามเสียงดังลั่นตามสไตล์คนเสียงใหญ่ ไอ้แว่นกำลังจะอ้าปากอธิบายด้วยความลนลาน แต่วัฒน์ยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
การมาถึงของไอ้อ้วนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เขาต้องการ แม้ไอ้อ้วนจะดูเหมือนคนไม่เอาไหน แต่การมีลูกเศรษฐีที่มีรถขับและดูมีราศีมายืนขนาบข้าง จะช่วยเสริมภาพลักษณ์และบารมีในการเจรจาได้ดียิ่งขึ้น
วัฒน์ขยับย่ามให้เข้าที่ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งที่สุด ดวงตาคมกริบกวาดมองเพื่อนสนิททั้งสองคน ไอ้แว่น จอมข้อมูลที่กำลังสติแตก และ ไอ้อ้วน นายทุนกระเป๋าหนักที่ยังงงกับชีวิต
เขาเดินเข้าไปหาเพื่อนทั้งสอง วางมือหนักๆ ลงบนบ่าของไอ้อ้วนข้างหนึ่ง และบ่าของไอ้แว่นอีกข้างหนึ่ง สัมผัสที่หนักแน่นและมั่นคงนั้นถ่ายทอดความเชื่อมั่นบางอย่างไปสู่เพื่อนทั้งสอง จนพวกมันต้องหยุดชะงักและหันมามองหน้าเขา
วัฒน์จ้องตาพวกมันทีละคน แววตาของเขาในตอนนี้ไม่ใช่ไอ้วัฒน์เด็กปี 2 ที่ขี้เล่นคนเดิมอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยอำนาจลึกลับที่ทำให้เพื่อนต้องเกรงใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
เขาเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ แต่ชัดเจนในทุกถ้อยคำ
“พวกเอ็งตามข้ามา”
วัฒน์เว้นจังหวะเล็กน้อย ให้เวลาเพื่อนได้ตั้งสติ ก่อนจะกระชับมือที่บ่าของพวกมันแน่นขึ้น
“แต่อย่าเพิ่งพูดอะไร หุบปากให้สนิท ให้ข้าจัดการเอง”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคำประกาศิต วัฒน์ไม่รอคำตอบรับ เขาหมุนตัวเดินนำลิ่วออกจากโรงปฏิบัติการ มุ่งหน้าสู่ประตูด้านหลังที่เปิดอ้าอยู่ แสงแดดจ้ายามบ่ายสาดส่องเข้ามาเป็นลำ ปลายทางนั้นคือจุดที่ไอ้จืดกำลังเผชิญชะตากรรม และเป็นเวทีแรกที่เขาจะได้แสดงฝีมือในการ "เจรจา" ด้วยวิถีทางของชายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
ไอ้แว่นและไอ้อ้วนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะเต็มไปด้วยคำถามนับล้านในหัว แต่ขาทั้งสองคู่กลับก้าวตามแผ่นหลังที่ดูแกร่งเกินวัยของวัฒน์ไปโดยอัตโนมัติ ราวกับต้องมนต์สะกด.
ตอนที่ 3 : แขกไม่ได้รับเชิญหลังตึก
เปลวแดดร้อนระอุในช่วงบ่ายแก่ของเดือนกรกฎาคม ปีพุทธศักราช 2538 แผดเผาลงมากระทบผิวกายทันทีที่เท้าของวัฒน์ก้าวพ้นธรณีประตูเหล็กบานใหญ่ด้านหลังโรงงานวิศวกรรม ความร้อนระลอกนี้รุนแรงเสียจนทำให้ภาพเบื้องหน้าเต้นระริกเหมือนภาพลวงตา กลิ่นไอร้อนที่ลอยขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตผสมปนเปไปกับกลิ่นหญ้าแห้งและกลิ่นสนิมเหล็ก เป็นรสชาติของอากาศที่วัฒน์ไม่ได้สัมผัสมานานหลายสิบปี
เสียงเครื่องจักรที่เคยดังก้องคำรามอยู่ภายในอาคารค่อยๆ แผ่วจางลงเมื่อประตูปิดตัวตามหลังพวกเขา ทิ้งไว้เพียงเสียงจักจั่นเรไรที่กรีดร้องระงมมาจากพงหญ้ารกชัฏด้านหลังตึกคณะ บรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันจากความวุ่นวายสู่ความเงียบสงัดที่วังเวง ทำให้เสียงหัวใจของใครบางคนเต้นแรงจนแทบจะได้ยินออกมาข้างนอก
วัฒน์เดินนำหน้าด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอและมั่นคง แผ่นหลังภายใต้เสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันดูเหยียดตรงและกว้างขวางผิดกับรูปร่างของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปี สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า ไม่ว่อกแว่ก ไม่ลังเล ราวกับนายพลที่กำลังเดินตรวจแถวกองทหาร มากกว่านักศึกษาที่กำลังเดินไปหาเรื่องใส่ตัว
ด้านหลังของเขา ตามมาด้วยไอ้แว่นที่เดินตัวลีบแทบจะสิงไปกับเงาของตึก ใบหน้าซีดเผือดภายใต้กรอบแว่นหนาเตอะเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดพราย มันพยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ มือไม้เย็นเฉียบไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ส่วนไอ้อ้วนที่เดินรั้งท้าย แม้ร่างกายจะใหญ่โตและดูภูมิฐานกว่าใครเพื่อน แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสับสนระคนตื่นเต้น มันกระชับกุญแจรถเก๋งในกระเป๋ากางเกงแน่นเหมือนเป็นเครื่องรางกันภัยชิ้นสุดท้าย
ระยะทางจากประตูหลังโรงงานไปถึงลานซักล้างเก่าท้ายตึกนั้นไม่ได้ไกลนัก เพียงแค่เดินอ้อมกองวัสดุเหลือใช้และซากเครื่องยนต์เก่าๆ ที่วางระเกะระกะไปไม่กี่สิบเมตร แต่สำหรับเพื่อนทั้งสองของวัฒน์ มันช่างยาวนานเหมือนการเดินข้ามพรมแดนประเทศ
เมื่อพวกเขาเดินพ้นมุมตึกที่เป็นจุดบอดสายตา ภาพเหตุการณ์ที่ไอ้แว่นวิ่งหน้าตื่นไปรายงานก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
ลานปูนซีเมนต์กว้างที่แตกร้าวและมีหญ้าขึ้นแซมตามรอยแยก ถูกแวดล้อมด้วยกำแพงรั้วสังกะสีเก่าๆ ที่กั้นอาณาเขตระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์กับพื้นที่รกร้างด้านนอก ตรงกลางลานนั้นมีถังน้ำมันเปล่าสนิมเขรอะวางทิ้งไว้สองสามใบ กับกองเก้าอี้ไม้หักพังที่ถูกนำมากองรวมกัน
และที่พื้นปูนร้อนระอุตรงหน้ากองขยะนั้น ร่างของ "ไอ้จืด" หรือ ธนากร กำลังนั่งคุดคู้กอดเข่า ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ เสื้อช็อปสีน้ำเงินที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยรองเท้า ใบหน้าที่ก้มต่ำซุกอยู่กับหัวเข่ามีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาแผ่วเบา เป็นภาพที่น่าเวทนาจนไอ้อ้วนต้องเผลอกำหมัดแน่น
ยืนค้ำหัวเพื่อนของพวกเขาอยู่ คือชายฉกรรจ์สามคนที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง
คนแรกยืนพิงถังน้ำมัน สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำลายหัวกะโหลก กางเกงยีนส์ขาดเข่า ในปากคาบบุหรี่กรองทิพย์ปล่อยควันสีเทาลอยโขมง แววตาที่มองไอ้จืดเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายเหมือนกำลังมองสุนัขขี้เรื้อน
คนที่สองนั่งยองๆ อยู่บนเก้าอี้ไม้หักๆ สวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตพับแขน เผยให้เห็นรอยสักรูปมังกรพันแขนที่ดูไม่ค่อยสวยงามนัก กำลังใช้ไม้คมแฝกเคาะพื้นเป็นจังหวะ ปึก ปึก เพื่อสร้างความกดดัน
และคนสุดท้าย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าไอ้จืด มันเป็นชายร่างสันทัดผิวคล้ำเกรียมแดด สวมเสื้อโปโลสีขาวที่เริ่มเหลือง กางเกงสแล็คสีดำ และรองเท้าหนังหัวแหลมที่ขัดจนมันวับ ผมรองทรงเกรียนติดหนังศีรษะ ใบหน้าตอบและดวงตาที่แข็งกร้าวบ่งบอกถึงคนที่ผ่านการใช้กำลังมาอย่างโชกโชน
"เฮ้ย! กูถามว่ามึงจะเอายังไง ไอ้หน้าจืด!"
เสียงตะคอกของหัวหน้ากลุ่มนักเลงดังลั่น มันใช้ปลายรองเท้าหนังเขี่ยไปที่ไหล่ของไอ้จืดเบาๆ แต่ก็แรงพอที่จะทำให้ร่างผอมแห้งนั้นเซถลาเกือบล้ม
"กูให้เวลามึงมาสามวันแล้วนะเว้ย! สามวัน! ไหนมึงบอกว่าแม่มึงจะโอนเงินมาให้ไง แล้วเงินอยู่ไหน!"
"ผะ ผม ผมขอโทษครับพี่ แม่ผมยังหาไม่ได้ ขอเวลาผมอีกวันเดียว วันเดียวจริงๆ ครับ!"
ไอ้จืดละล่ำละลักตอบเสียงสั่นเครือ ยกมือไหว้ปลกๆ จนแทบจะกราบเท้า ช่างเป็นภาพที่น่าสังเวชสำหรับลูกผู้ชายอกสามศอก
วัฒน์ยืนมองภาพนั้นจากมุมตึก แววตาของเขาไม่ได้แสดงความสงสารหรือโกรธเกรี้ยวอย่างที่วัยรุ่นควรจะเป็น แต่มันกลับนิ่งสงบและเย็นชาประดุจผิวน้ำในบ่อลึก สมองของเขาประมวลผลวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว
‘สามคน อาวุธที่เห็นมีแค่ไม้คมแฝกกับสนับมือในกระเป๋าหลังของไอ้คนเสื้อดำ ท่าทางไม่ใช่พวกมืออาชีพ น่าจะเป็นแค่เด็กเดินโพยหรือพวกทวงหนี้ปลายแถวที่เฮียเป้งจ้างมาเก็บงานย่อยๆ’
เมื่อประเมินคู่ต่อสู้เสร็จสิ้น วัฒน์ก็ขยับตัว เขาไม่รอให้ไอ้อ้วนหรือไอ้แว่นตั้งตัว เขาเดินก้าวเท้าออกจากมุมตึก ตรงดิ่งเข้าไปกลางวงล้อมนั้นทันที
เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นปูนดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เรียกความสนใจจากกลุ่มนักเลงทั้งสามให้หันมามองเป็นตาเดียว
ไอ้คนเสื้อดำคายบุหรี่ทิ้งลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ดับไฟ ไอ้คนลายสักลุกขึ้นยืนควงไม้คมแฝก ส่วนหัวหน้ากลุ่มหรี่ตามองผู้มาเยือนด้วยความหงุดหงิด
"ใครวะ? เพื่อนมึงเหรอไอ้จืด?"หัวหน้านักเลงถามเสียงห้วน
วัฒน์ไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ห่างจากหัวหน้านักเลงเพียงสองก้าว ระยะที่อันตรายและท้าทายอย่างที่สุด แต่เขากลับยืนด้วยท่าทีผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างหนึ่งจับสายสะพายย่ามไว้หลวมๆ
บรรยากาศรอบตัวของวัฒน์แปลกประหลาด มันไม่มีรังสีอำมหิตของการอยากมีเรื่อง แต่มันกลับมีแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้คนที่จ้องตาเขาต้องรู้สึกอึดอัด เหมือนกำลังยืนอยู่หน้าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจวาสนา ไม่ใช่เด็กวิศวะปีสองที่เพิ่งพ้นวัยขาสั้น
ไอ้อ้วนและไอ้แว่นเดินตามมายืนประกบหลังวัฒน์ แม้ขาจะสั่นแต่พวกมันก็พยายามทำหน้าให้ดุที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ซึ่งดูตลกมากกว่าน่ากลัวในสายตานักเลง)
"เฮ้ย! หูแตกหรือไงกูถามไม่ได้ยินเหรอวะ!" นักเลงคนเดิมตะโกนใส่หน้าวัฒน์ น้ำลายกระเด็นเป็นฝอย "ถ้าไม่เกี่ยวก็ไสหัวไป! อย่ามาแส่เรื่องของชาวบ้าน เดี๋ยวจะเจ็บตัวฟรี!"
วัฒน์ค่อยๆ เบนสายตาจากใบหน้าไอ้จืดที่เงยหน้ามองเขาด้วยความหวัง มาสบตากับหัวหน้านักเลง แววตาของวัฒน์ดำมืดและลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง เขาขยับริมฝีปากพูดเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไม่ดัง ไม่เบา แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ผมมาคุยธุระกับเพื่อน พวกพี่ช่วยขยับหน่อยได้ไหมครับ"
คำพูดนั้นเรียบง่ายและสุภาพจนน่าประหลาดใจ แต่มันกลับแฝงไปด้วยน้ำเสียงของการ "ออกคำสั่ง" ที่ทำให้นักเลงทั้งสามคนชะงักไปชั่วครู่
ความเงียบเข้าปกคลุมลานซักล้างชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะหยันจะระเบิดออกมาจากปากของไอ้คนลายสัก
"ฮ่าๆๆ! ได้ยินไหมลูกพี่ มันบอกให้เราขยับว่ะ! ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่มันวอนตีนซะแล้ว!"
หัวหน้านักเลงแสยะยิ้มที่ดูน่าเกลียด มันก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัววัฒน์จนหน้าแทบจะชนกัน กลิ่นบุหรี่และกลิ่นเหงื่อโชยออกมาจากตัวมันอย่างรุนแรง มันจ้องตาวัฒน์เขม็ง หวังจะใช้ความน่ากลัวข่มขวัญให้เด็กหนุ่มตรงหน้ากลัวจนหัวหดเหมือนไอ้จืด
"มึงคิดว่ามึงเป็นใคร? ลูก ส.ส. หรือลูกท่านทูต? ที่นี่มันเขตมหาลัยก็จริง แต่หลังตึกนี่มันเขตของกู ถ้ามึงไม่มีเงินมาใช้หนี้แทนเพื่อนมึง ก็อย่ามาทำเก่ง มึงเห็นสภาพเพื่อนมึงไหม? อยากลงไปนอนกองแบบนั้นด้วยหรือเปล่า?"
มันพูดพลางชี้มือไปที่ไอ้จืด ข่มขู่ด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
ทว่าวัฒน์กลับไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย เขาไม่ถอยหนี ไม่แสดงอาการหวาดกลัว หรือแม้แต่ความโกรธ
‘พวกหมาเห่าใบตองแห้ง’ วัฒน์คิดในใจ ‘พวกที่ใช้เสียงดังข่มขู่มักจะไม่น่ากลัวเท่าคนที่เงียบกริบ’
เขาถอนหายใจเบาๆ ราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังระอาใจกับเด็กดื้อที่พูดไม่รู้ฟัง เขาขยับย่ามใบเก่ามาด้านหน้าเล็กน้อย แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงโทนเดิม
"ผมรู้ว่าพี่มาทำตามหน้าที่ แต่การรังแกคนที่ไม่มีทางสู้ มันไม่ได้ทำให้หนี้ลดลงหรอกนะครับ พี่อยากได้เงินคืน หรือพี่อยากได้แค่ความสะใจ? ถ้าอยากได้เงิน ก็คุยกันดีๆ แต่ถ้าอยากได้เรื่อง ผมเกรงว่าพี่อาจจะคิดผิด"
ประโยคสุดท้ายของวัฒน์ทำให้เส้นเลือดที่ขมับของหัวหน้านักเลงปูดโปนขึ้นมาทันที ความนิ่งเฉยของวัฒน์คือการดูถูกที่เจ็บแสบที่สุดสำหรับพวกนักเลงข้างถนน มันรู้สึกเหมือนกำลังถูกเด็กปีสองตบหน้ากลางวันแสกๆ
ศักดิ์ศรีของมันถูกท้าทายต่อหน้าลูกน้อง ความโกรธพุ่งพล่านจนหน้าแดงก่ำ
"มึง ปากดีนักนะไอ้สัส!"
หัวหน้านักเลงคำรามลั่น มันง้างมือขวาขึ้นสูง ฝ่ามือหยาบกร้านเกร็งแน่นเตรียมจะตบสั่งสอนไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ให้หน้าหัน ให้มันรู้สำนึกว่าใครเป็นใคร
ไอ้แว่นหวีดร้องเสียงหลง "ไอ้วัฒน์ระวัง!"
ไอ้อ้วนทำท่าจะพุ่งเข้ามาช่วย แต่ก็ช้ากว่าสถานการณ์ตรงหน้า
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือนั้นกำลังจะฟาดลงมา วัฒน์ไม่ได้ยกมือขึ้นปัดป้อง และไม่ได้หลับตาปี๋ด้วยความกลัว เขายังคงยืนนิ่ง จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนักเลงคนนั้นด้วยความสงบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
ริมฝีปากของเขาขยับเอื้อนเอ่ยวาจาออกมาเพียงประโยคเดียว ประโยคเดียวที่เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูแห่งอำนาจที่มองไม่เห็น
"ถ้าพี่ลงมือตรงนี้ เฮียเป้งคงไม่ปลื้มที่ตำรวจจะไปเยี่ยมบ่อนคืนนี้แน่"