โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

InnovestX เผย "น้ำ" อาวุธสุดท้าย ของสงคราม ตะวันออกกลาง กระทบการลงทุน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 06.30 น.

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการโจมตีโรงงานกรองน้ำจึงสำคัญกว่าการโจมตีแหล่งน้ำมัน คำตอบอยู่ในรายงานลับของทางการสหรัฐ ที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมองน้ำว่า "สำคัญต่อความอยู่รอดของชาติมากกว่าน้ำมัน" และนั่นไม่ใช่การพูดเกินจริงแม้แต่น้อย

ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยน้ำมันแต่ขาดแคลนน้ำจืดโดยธรรมชาติ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ประเทศในกลุ่ม GCC ทั้ง 6 ได้ใช้รายได้มหาศาลจากน้ำมันสร้างโรงงาน desalination เกือบ 450 แห่ง ผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเพื่อเลี้ยงประชากรกว่า 100 ล้านคน คูเวตพึ่งพาระบบนี้ถึง 90% ของน้ำดื่มทั้งหมด โอมาน 86% ซาอุดีอาระเบีย 70% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 42% ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าถ้าโรงงาน desalination หยุดทำงาน เมืองทั้งเมืองจะอยู่ไม่ได้ภายในไม่กี่วัน

ความเสี่ยงสูงสุดของกรณีนี้คือโรงงาน Jubail บนชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียของซาอุดีอาระเบีย โรงงานแห่งนี้เพียงแห่งเดียวส่งน้ำผ่านท่อยาวกว่า 500 กิโลเมตรไปยังกรุงริยาด คิดเป็นกว่า 90% ของน้ำดื่มของเมืองหลวงที่มีประชากรหลายสิบล้านคน Bloomberg รายงานอ้างอิงการประเมินของเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า "ริยาดจะต้องอพยพประชาชนภายใน 1 สัปดาห์หากโรงงาน Jubail ถูกทำลาย" และ "โครงสร้างรัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากโรงงานแห่งนี้" แม้ซาอุดีอาระเบียจะเสริมความแข็งแกร่งและสร้างระบบสำรองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้คือโรงงานเหล่านี้ทุกแห่งอยู่ในระยะที่ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเข้าถึงได้

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมอิหร่านถึงเดินเกมนี้ ต้องมองจากมุมของเตหะรานก่อน อิหร่านรู้ดีว่าตนไม่สามารถชนะสงครามแบบประชันกำลังโดยตรงกับกองกำลังผสมสหรัฐ-อิสราเอลได้ แต่ยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่า "ต้นทุนในการสู้ต่อสูงเกินกว่าผลที่จะได้รับ" การโจมตี soft targets อย่างโรงงานพลังงาน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานน้ำจืด คือการแปลงสงครามทางทหารให้เป็นสงครามทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม ซึ่งมีผลทางการเมืองที่ทรงพลังกว่า การที่ประชาชนในคูเวต ดูไบ หรือริยาดไม่มีน้ำดื่มจะสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลพันธมิตรสหรัฐได้เร็วและรุนแรงกว่าการสูญเสียน้ำมันหลายล้านบาร์เรลเสียอีก

กฎหมายระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวาคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจากการโจมตี แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่าเส้นแบ่งนี้เปราะบางมากเมื่อสงครามร้อนแรงขึ้น ในปี 1991 กองทัพอิรักของซัดดัม ฮุสเซนจงใจปล่อยน้ำมันดิบลงสู่อ่าวเปอร์เซียเพื่อทำลายโรงงาน desalination ของซาอุดีอาระเบีย ในยูเครน รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia ซึ่งหลายคนเคยคิดว่าเป็นสิ่งที่ "ไม่มีทางเกิดขึ้น" และตอนนี้ ในสัปดาห์ที่ 2 ของ Operation Epic Fury สิ่งที่หลายคนบอกว่า "ไม่น่าจะเกิด" ก็เกิดขึ้นแล้วที่บาห์เรน

สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย

เหตุการณ์นี้มีนัยที่สำคัญ 3 ประการ ประการแรก ความเสี่ยงวิกฤตมนุษยธรรม (humanitarian crisis) ในอ่าวเปอร์เซียจะเพิ่มแรงกดดันให้นานาชาติเร่งหาทางยุติสงครามเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาส miscalculation ที่นำไปสู่การบานปลายที่ไม่มีใครต้องการ

ประการที่สอง หากโรงงาน desalination ขนาดใหญ่โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่วิกฤตน้ำ แต่จะลามสู่วิกฤตการเมืองในประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมการของสงครามทั้งหมด

และประการสุดท้าย ตลาดพลังงานยังไม่ได้ price in ความเสี่ยงนี้อย่างเต็มที่ เพราะโลกคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากการหยุดชะงักของน้ำมัน แต่ยังไม่มีโมเดลที่ดีพอสำหรับวิกฤตน้ำดื่มในระดับภูมิภาค

ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน สงครามครั้งนี้ยืนยันธีมหลักที่ INVX ประเมินไว้ว่า playbook เดิมที่นักลงทุนเคยใช้ในทุกสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา กำลังเดินสวนทางในครั้งนี้ — ธ. กลางสหรัฐ (Fed) อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ดอลลาร์แข็งแทนที่จะอ่อน และ ผลตอบแทนพันธบัตรจะผันผวนจากแรงดึงสองทางระหว่างเงินเฟ้อกับความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (flight-to-quality)

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ INVX แนะนำกรอบการลงทุนตาม Scenario ดังนี้

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน ซึ่งมีความน่าจะเป็นสูงขึ้นต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวโน้มทรงตัวในระดับ $80–100 นักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ ในขณะที่ควรลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานสูงและการค้าโลก สำหรับตลาดไทย ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าสู่ระดับ 33–34 บาทต่อดอลลาร์เป็นปัจจัยที่ต้องป้องกันความเสี่ยงสำหรับพอร์ตที่มีสินทรัพย์ต่างประเทศ

ในกรณีที่สงครามบานปลาย และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับความเสี่ยงด้านน้ำดื่มในอ่าวเปอร์เซียอาจดึงซาอุดีอาระเบียเข้าสู่สงครามโดยตรง สมการเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง ราคาน้ำมันทะลุ $100 Fed ถูกบังคับขึ้นดอกเบี้ย และดอลลาร์แข็งค่าแรงสู่ระดับ 8-10% จากระดับปัจจุบัน ในสถานการณ์นี้ การถือครองเงินสดและดอลลาร์สหรัฐในสัดส่วนที่สูงขึ้น ควบคู่กับทองคำในฐานะ ultimate safe haven คือกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุด ขณะที่ควรหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อ stagflation โดยตรง เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และสายการบิน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ใช่การเดิมพันกับ Scenario ใด Scenario หนึ่ง เพราะในสงครามที่ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...