ศบก.เผยอพยพคนไทยในตะวันออกกลางแล้ว 381 คน เร่งพากลับต่อเนื่อง พร้อมงัด 6 มาตรการคุมเข้มราคาสินค้า-เปิดสายด่วน 1166 รับเรื่องร้องเรียน
วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ในการติดตามผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย
นายสันติ กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในด้านการเมือง การดำเนินชีวิต และค่าครองชีพของประชาชนคนไทยที่เกิดจากความผันผวนของราคาสินค้าและบริการ พลังงาน และต้นทุนค่าขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ชะลอการส่งมอบสินค้า หรือปฏิเสธการขาย ซึ่งอาจกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จึงกำหนด 6 มาตรการ 1 แผนบูรณาการ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นำไปปฏิบัติ เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ลดผลกระทบต่อประชาชนในประเทศและผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยให้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันเพื่อความเป็นเอกภาพในการทำงาน
สำหรับมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย การให้จังหวัดเปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนตามความเข้มข้นของปัญหา ควบคู่กับส่วนกลางที่เปิดสายด่วน 1166 เพิ่มอีก 10 คู่สาย เพื่อรองรับเรื่องร้องเรียน เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบและกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ร่วมกับกรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้า ป้องกันการกักตุนสินค้าและการขายเกินราคา กำชับการติดฉลากสินค้าและการคิดราคาสาธารณูปโภคไม่ให้สูงเกินจริงหรือโฆษณาเกินจริง รวมถึงตรวจสอบการติดฉลากราคาทองคำ
นอกจากนี้ให้ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบสิทธิของผู้บริโภค ให้ราคาสินค้าและบริการเป็นไปตามมาตรฐาน ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย รวมถึงเงินสด และสนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์จากแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนตลาดแบบตรง เพื่อให้ตัดสินใจซื้อได้ถูกต้อง พร้อมย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการดูแลสิทธิผู้บริโภค
ด้านนายปาณิดล ระบุถึงภาพรวมของสงครามในตะวันออกกลางว่ายังมีความรุนแรงและไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในประเทศอิรัก เลบานอน และอิสราเอล ทั้งยังมีสัญญาณความไม่สงบจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ส่งผลให้มีผู้เดินทางออกจากประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น
สำหรับการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ดังกล่าวได้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมเตือนประชาชนคนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่วนคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ขอให้ลงทะเบียนข้อมูลสถานที่พำนักกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุล เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้
ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลสามารถอพยพช่วยเหลือคนไทยในอิหร่านได้อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากที่คนไทยชุดแรกเดินทางกลับถึงประเทศไทยครบแล้ว ชุดที่สองที่มี 68 คน ก็ได้เดินทางถึงศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวที่เมืองวาน ประเทศตุรกีแล้ว และจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะกลับถึงไทยช่วงเช้า วันที่ 12 มีนาคม ส่วนกลุ่มที่สองจะกลับถึงไทยช่วงเช้าของวันที่ 13 มีนาคม
ส่วนในประเทศอิรัก มีคนไทย 14 คน แจ้งความประสงค์จะขอเดินทางกลับประเทศไทย ขณะนี้อยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวเมืองวาน เพื่อประสานเรื่องการเดินทาง ขณะที่กาตาร์ ได้ประสานให้คนไทยที่ตกค้าง 24 คน เดินทางด้วยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ เที่ยวบินพิเศษเส้นทางโดฮา–กรุงเทพฯ ซึ่งจะเดินทางถึงกรุงเทพฯ ในคืนวันนี้ โดยคนไทยสามารถสำรองตั๋วเครื่องบินได้โดยตรง
สำหรับประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจะอำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และมอบสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ พร้อมประสานการเดินทางผ่านประเทศที่เปิดน่านฟ้า เพื่อให้คนไทยเดินทางไปยังประเทศที่สามก่อนขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยต่อไป
นายปาณิดล กล่าวเพิ่มว่า จากการช่วยเหลืออพยพคนไทยทั้งหมดตั้งแต่ต้นที่เกิดเหตุวิกฤตจนถึงปัจจุบันสามารถช่วยเหลือคนไทยได้แล้ว 381 คน พร้อมเตือนว่าขณะนี้มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต หลอกให้โอนเงินเป็นค่าตั๋วเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้ว่าสถานเอกอัครราชทูต ไม่มีนโยบายให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเดินทางกลับประเทศ และขอให้ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศมีแนวทางให้ชาวอิสราเอลและอิหร่านที่อยู่ในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศหรือไม่ นายปาณิดล กล่าวว่า สามารถทำได้ แต่ปัจจัยสำคัญ คือ ต้องเช็คเรื่องเที่ยวบินและน่านฟ้าของทั้งสองประเทศด้วยว่าจะไปได้หรือไม่ หากมีเที่ยวบินก็สามารถเดินทางได้และทั้งสองประเทศก็มีสถานทูตดูแลอยู่แล้ว
ด้านนายสันติ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานปัญหาน้ำมันขาดแคลนว่า ขณะนี้มีร้องเรียนเข้ามาบ้างว่าผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคต้องการซื้อน้ำมัน แต่ไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยเฉพาะในภาคขนส่งธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่ง สคบ.ได้เรียกประชุมและกำชับกรมการค้าภายในให้ตรวจสอบว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากการขาดแคลนจริงหรือมีการกักตุน พร้อมได้กำชับให้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ โดยมีรายงานจากบางจังหวัดในภาคใต้ เช่น จังหวัดพังงา ที่มีการแจ้งเข้ามา และอาจมีพื้นที่อื่นบ้าง แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพียงในระยะสั้น ๆ เท่านั้น