โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

BAM ปิดดีลพันล้านจบโมเดลยั่งยืนสร้างเสน่ห์

ทันหุ้น

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 20.00 น.

#BAM #ทันหุ้น – BAM ปิดดีลพันล้านสำเร็จ รับรู้มีนาคมนี้ วางกลยุทธ์ยั่งยืนขายทรัพย์ใหญ่กลุ่มเศรษฐีต่างจังหวัด พร้อมสร้างจักรวาล BAM ดึงเครือข่ายขายรายย่อย เตรียมออกโมเดลซื้อทรัพย์แถมผู้เช่า ด้านกลุ่ม NPL เตรียมโปรเจ็กต์แฮร์คัตหนี้ 30% ให้ทรัพย์ไม่เกิน 5 ล้านบาท รับเน้นสปีดเงินสดมากกว่ามูลค่า สุดขยันโปรเจ็กต์ SCurve เพียบ เน้นเป็นหุ้นปันผลดีไว้ใจได้

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา BAM ประสบความสำเร็จในการปิดดีลการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่รวมมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโรงสีในจังหวัดสุพรรณบุรี และโรงแรมในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นดีลที่ทำกำไรได้ดี และจะรับรู้เข้ามาในช่วงไตรมาส 1/2569 ซึ่งธุรกิจของ BAM มีส่วนต่างกำไรที่ระดับไม่ต่ำกว่า 30% อยู่แล้ว และบริษัทตั้งเป้าที่จะนำดีลขนาดใหญ่เข้ามาประมาณ 1,000 ล้านบาท ในทุกไตรมาส เพื่อความยั่งยืน

อย่างไรก็ดีบริษัทจะเดินหน้าในการเร่งดีลการขายสินค้าในช่วงไตรมาสต้นๆ ให้ได้ เพื่อที่จะทำให้โค้งท้ายบริษัททำงานได้ง่ายขึ้นและสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมที่เป็นสินทรัพย์ที่เป็นที่ต้องการอยู่

@กลยุทธ์ขายทรัพย์

ดร.รักษ์ ยอมรับว่า หลักการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของบริษัทจะมีการโฟกัสกลุ่ม “เศรษฐีในต่างจังหวัด” มากขึ้น จากเดิมที่หลายคนจะมองว่าทรัพย์ขนาดใหญ่จะต้องเป็น กลุ่มเจ้าสัว หรือ ทุนขนาดใหญ่ของไทยนั้น เข้ามาซื้อ ซึ่งปีที่ผ่านมาBAM ได้มีการขายสินทรัพย์ให้กับกลุ่มเจ้าสัวแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มเจ้าสัวของไทยไม่ได้มีการหาซื้อที่ดินทุกปี ดังนั้นการหันมาจับกลุ่ม“เศรษฐีในต่างจังหวัด” จะทำให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งแม้จะไม่ใช่การซื้อในหลักพันล้าน แต่กลุ่มนี้ก็มีกำลังซื้อในระดับ 400-500 ล้านบาทต่อดีล ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมกับทรัพย์ที่ BAM ด้วยเช่นกัน

จากการที่บริหารแบงก์รัฐมาทำให้มีสายสัมพันธ์ที่ดีและเข้าใจความต้องการของกลุ่มดังกล่าว

นอกจากนี้บริษัทยังมีการเดินหน้าในด้านดึงกลุ่มรายย่อยเข้ามาซื้อทรัพย์ ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จจากเดิมที่เคยขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ได้ปีละประมาณ 3,000 ชิ้น แต่หลังจากเปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพียงแค่เดือนมกราคมเดือนเดียว สามารถระบายทรัพย์ไปได้ถึง 1,500 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่าพันล้านบาท

โดยกลยุทธ์มีทั้งการที่ให้กลุ่มอาชีพอิสระที่กู้แบงก์ไม่ผ่าน ให้มาผ่อนตรงกับ BAM สำหรับทรัพย์ราคาไม่เกิน 3-5 ล้านบาท การร่วมมือกับเอเจนซี่ในการขายสินค้า การร่วมมือกับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือสองในการปรับปรุงสินทรัพย์และขาย ซึ่งการเชื่อมต่อกับเครือข่ายโบรกเกอร์และพันธมิตรภายนอกเพื่อช่วยขายทรัพย์ แทนที่จะทำเองทั้งหมด จะช่วยเพิ่มความเร็วในการระบายทรัพย์

ล่าสุดบริษัทเตรียมที่จะออกโมเดล “ซื้อห้องแถมเด็ก” ซึ่งเป็นการขายคอนโดพร้อมผู้เช่า เพื่อให้ผู้ซื้อมีรายได้ Passive Income ทันที โดย BAM จะร่วมมือกับเอเจนซี่ (Broker) ในการจัดหาผู้เช่าให้

@เล็งโปรเจ็กต์ลดหนี้

ในส่วนธุรกิจการบริการจัดหารหนี้เสียนั้น BAM เตรียมรุกนโยบายปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนผ่านโครงการ “แฮร์คัต 30% จากเงินต้น” สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนหน้า เป็นการตอบสนองนโยบายของภาครัฐด้วย เชื่อว่าลูกหนี้จะให้ความสนใจ

“บริษัทให้ความสำคัญกับ Speed ในการเรียกเก็บเงินสดมากกว่าการรอคอยการคืนทุน 100% แต่ต้องใช้เวลานานถึง 8-13 ปี ซึ่งกระแสเงินสดที่เข้ามาจะช่วยทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ตลอดจนหนี้สินได้ดีขึ้น”

ยกตัวอย่างผลดีที่เกิดขึ้นคือในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา BAM สามารถลดภาระเงินกู้ลงจาก 90,000 ล้านบาท เหลือเพียง70,000 กว่าล้านบาท ด้วยการใช้กระแสเงินสดคืนเงินกู้ จากการเรียกเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

@สร้างเสน่ห์หุ้น S curve อื้อ

ดร.รักษ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายสูงสุดของการบริหารการทำให้หุ้น BAM เป็นหุ้นที่นักลงทุนต้องการถือยาวเหมือนหุ้นชั้นนำ โดยมีแผนสร้างเสน่ห์ให้หุ้นผ่านนโยบาย การจ่ายปันผลให้สม่ำเสมอ และให้อัตราผลตอบแทนที่ดี เพื่อสร้างความน่าสนใจกับนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริษัทเตรียมที่จะโรดโชว์กับต่างประเทศ ฮ่องกง, สิงคโปร์ ช่วงไตรมาส 3

นอกจากนี้ยังอยู่ในช่วงการศึกษาที่จะเข้าไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศ เช่น ในเวียดนาม ที่มีหนี้เสีย หรือสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจต่างประเทศมองว่าเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปดำเนินการด้านการบริหารจัดการหนี้เสีย

รวมถึงบริษัทยังมีแนวคิดในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มเอ็นพีแอล ยกตัวอย่าง บริษัทขนาดใหญ่ที่ยังมีโอกาส BAM จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ และอาจใช้การแปลงหนี้เป็นทุน หรือการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัว มาเป็นการใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ธุรกิจมากขึ้น

แม้กฎหมายจะอนุญาตให้ปล่อยสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ได้สูงถึง 24% แต่สำหรับ BAM ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Collateral-based) ดร.รักษ์มองว่าไม่ควรเกิน 12% เพื่อให้ลูกหนี้อยู่ได้ ตั้งเป้าในใจไว้ว่า หากบริษัทซื้อทรัพย์เข้ามา 5,000 ล้านบาทต่อปี ก็ควรจะสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อในระดับ 5,000 ล้านบาทต่อปี เช่นกัน เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้กับบริษัท คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนหรือเริ่มพูดคุยในรายละเอียดช่วงไตรมาส 3 และอาจจะเริ่มปล่อยสินเชื่อรายแรกได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ หรือไตรมาส 1 ของปีหน้า

“การปรับทัพครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากภาพลักษณ์บริษัทบริหารสินทรัพย์แบบดั้งเดิม ไปสู่บริษัทที่มีความคล่องตัวและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ภายใต้สโลแกนการสร้างจักรวาล BAM ที่มีพันธมิตรและเครือข่ายกองทัพมดที่แข็งแกร่ง”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...