คำถามที่ยังไร้คำตอบ คืนวันเลือกตั้งเกิดอะไรขึ้น กับการรายงานผลคะแนน? โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ในคืนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนจำนวนหลายล้านคนนั่งดูโทรทัศน์ถ่ายทอดสด เพื่อลุ้นผลการเลือกตั้งว่า พรรคไหนได้คะแนนเท่าไร ใครได้เป็น สส. และใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ในช่วงไพรม์ไทม์ ที่คนน่าจะดูสดกันเยอะที่สุด คือ ประมาณ 19.30-20.30 น. ปรากฏว่า การรายงานคะแนน “หยุดชะงัก” ไปชั่วขณะ และหยุดอยู่ที่ 18% ไม่ขยับอีกเลย
ขณะที่รายการโทรทัศน์ทั้งหลายเตรียม “กูรู” มานั่งวิเคราะห์ความเป็นไปของบ้านเมืองกันแบบสดๆ ต่างคนต่างมาแล้วก็เลยทำหน้าที่วิเคราะห์กันไปเรื่อยเปื่อย บนฐานข้อมูล 18% หลายเขตเลือกตั้งยังไม่มีคะแนน และพรรคภูมิใจไทยนำลิ่ว 200+ ที่นั่ง ขณะอันดับสองพรรคประชาชนแช่แข็งอยู่ที่ 70 ที่นั่ง
ข้อวิเคราะห์สะเปะสะปะบนฐานข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ทำให้คนหลายล้านคนที่นั่งดูโทรทัศน์เกิดภาพจำไปแล้วว่า บ้านเมืองข้างหน้าต้องเป็น “สีน้ำเงิน” แน่ๆ โดยไม่มีสื่อเจ้าใดพยายามหยุดการวิเคราห์และทวงถามว่า คะแนนอีก 82% หายไปไหน??
ยิ่งข้อมูลบนหน้าจอที่แสดงขึ้นมาตลอดเวลาว่า “นับแล้ว 18%” ยิ่งทำให้คนดูเข้าใจผิดกันต่อไปอีกว่า คะแนนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการนับ ยังนับกันไม่เสร็จ และเมื่อฟังท่านๆ พูดไปประมาณชั่วโมงเต็มๆ ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ผลก็จะออกมาทำนองนี้แหละ …
คนหลายล้านคนได้รับสื่อในช่วงค่ำคืนนั้นเข้าใจไปแล้วว่า สีน้ำเงินชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อทนดูหน้าจอถึงประมาณ 3-4 ทุ่มก็บ่นก็โพสเฟซบุ๊กวิเคราะห์ในมุมของตัวเอง แล้วแยกย้ายเข้านอนกัน ด้วยความจำที่ว่า สีน้ำเงินเหมาไปทั้งกระดาน หมดแรงที่จะติดตามเพียงเท่านี้ เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นไปทำงาน
แม้ว่าผลการเลือกตั้งภายหลังออกมาจะมีเหตุเปลี่ยนแปลงอะไรไปอยู่บ้าง แต่ “ภาพจำ” ของฝ่ายสีน้ำเงินสำเร็จไปแล้ว
ช่วงเวลาเกือบๆ สี่ทุ่ม คะแนนบนหน้าจอโทรทัศน์เคลื่อนไหวบ้าง แต่รวมแล้วก็ยังไม่ถึง 10 ล้านคะแนน ยังไม่ถึง 1 ใน 3 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่ดูโทรทัศน์อยู่เช่นกัน แต่ไม่เข้าใจตัวเลขที่ปรากฏขึ้น จึงออกมาแถลงข่าวรีแอคชั่นแรกจากคะแนนเท่าที่มีตอนนั้น ยอมรับความพ่ายแพ้ ยอมรับว่าตัวเองได้เท่านี้ ซึ่งกระตุ้นให้พรรคอื่นๆ เดินออกมาแถลงข่าวตามกัน โดยไม่มีพรรคไหนออกมาตั้งคำถามเลยว่า คะแนนที่ยังไม่รายงานหายไปไหน!!
ทุกคนงงไปกับคำว่า คะแนน “นับแล้ว 33%” ตอนเกือบสี่ทุ่ม ทั้งที่ในความเป็นจริงคะแนนนั้น “นับหมดแล้ว” หรือหากจะเหลือหน่วยที่มีปัญหาต้องนับใหม่ ต้องนับหลายรอบ ก็อาจจะมีไม่ถึง 5% ของทั้งประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะนับเสร็จในช่วงเวลา 19.30-20.00 น. และเจ้าหน้าที่ก็เก็บของกลับบ้านเรียบร้อย ดังนั้นหลัง 20.00 น. แทบไม่มีใครกำลังนับคะแนนแล้ว คะแนน 95% ถูกนับเสร็จแล้ว และถูกรายงานเข้าระบบแล้ว แต่ถูกเก็บเอาไว้ก่อน และยังไม่บอกสาธารณชน ก่อนจะค่อยๆ ทยอยบอกอย่างช้าๆ
ในทางเทคนิคเมื่อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยส่งคะแนนเรียบร้อย และกลับบ้านนอน กกต. ประจำอำเภอ, กกต. ประจำจังหวัด, กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง และ กกต. ส่วนกลาง มีอำนาจในทางระบบที่สามารถเข้าไปแก้ไขคะแนนเหล่านั้นได้ แม้ว่าจะรายงานออกสู่สาธารณะแล้วหรือไม่ ก็สามารถเข้าไปแก้ไขได้ แต่ในทางกฎหมายทำไม่ได้ และหากจะมีคนที่ทำหน้าที่นี้ก็ไม่เคยมีคำอธิบายว่า ใครกำลังเข้าไปทำอะไรกับผลคะแนนจึงได้รายงานช้ากว่าความเป็นจริง
ตลกร้าย คือ การรายงานผลคะแนนเลือกตั้งในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ล่าช้าและหยุดไปในช่วงเวลาสำคัญนั้น เป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันทุกประการกับคืนวันที่ 24 มีนาคม 2562 ในการรายงานผลคะแนนปี 2562 ที่มี กกต. 2 คนในวันนั้น เป็น กกต. อยู่ในวันนี้ และมี แสวง บุญมี ซึ่งเป็นรองเลขาธิการ ในตอนนั้น มาเป็นเลขาธิการในวันนี้
เหตุการณ์ในปี 2562 เดินไปถึงปลายทางแบบเดียวกัน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนแรกที่ออกมาแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ ระหว่างที่คะแนนรายงานไปเพียง 66% พรรคประชาธิปัตย์ได้เพียง 32 ที่นั่ง ทำให้ประชาชนเกิดภาพจำไปว่า การรายงานคะแนนเลือกตั้งนั้นรู้ผลแล้ว ก่อนที่พรรคการเมืองอื่นๆ จะค่อยๆ แถลงตามมา
คะแนนการเลือกตั้งในปี 2562 ปรับเปลี่ยนไปจนถึงช่วงสายของวันรุ่งขึ้น ทั้งที่นับเสร็จหมดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว แต่กลับรายงานช้าไปราวๆ 12 ชั่วโมง ก่อนผลอย่างเป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ได้เพิ่มอีก 20 ที่นั่ง รวมเป็น 52 ที่นั่ง
คะแนนการเลือกตั้งในปี 2569 ปรับเปลี่ยนไปจนถึง 15.51 น. ของวันรุ่งขึ้น ทั้งที่นับเสร็จหมดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำวันก่อนหน้า แต่กลับรายงานช้าไป 18 ชั่วโมง ก่อนผลอย่างเป็นทางการพรรคประชาชนได้เพิ่มอีก 50 ที่นั่ง รวมเป็น 120 ที่นั่ง
ต้องมีคำอธิบายที่ลงรายละเอียดและเข้าใจได้มากๆ จาก กกต. ว่าเกิดอะไรขึ้น
หาก กกต. จะอธิบายว่า ระบบล่มไปชั่วขณะเพราะมีข้อมูลเข้ามาเยอะ ก็เป็นความผิดของ กกต. เองที่ต้องแสดงความรับผิดชอบว่า ไม่สามารถออกแบบระบบไว้รองรับสถานการณ์สำคัญที่คาดหมายได้อยู่แล้วนี้
หาก กกต. จะอธิบายว่า เกิดความผิดพลาดส่วนบุคคล หรือ Human Error ก็เป็นไปได้ แต่ต้องเกิดในระดับไม่เกิน 5-10% และการกรอกข้อมูลผิดพลาดเป็นเหตุให้คะแนนปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่เป็นเหตุให้รายงานคะแนนล่าช้า
คำอธิบายเดียวที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือ คะแนนที่ถูกรายงานมาจากหน้าหน่วยนั้นไม่ได้ถูกรายงานสดไปออกทีวี แต่ระบบที่ออกแบบไว้ ตั้งใจกักคะแนนให้รอเอาไว้ก่อน จนกว่าจะมั่นใจในจุดหนึ่งถึงปล่อยออกสาธารณะ แต่ถ้าหาก กกต. ต้องการจะกักไว้เพื่อตรวจสอบ สุดท้ายคะแนนที่ปล่อยออกไปก็ผิดพลาดเละทะ จน กกต. ต้องปิดหน้าเว็บไซต์ของตัวเองไป จึงต้องมีคำอธิบายที่ลงรายละเอียด และเข้าใจได้มากๆ จาก กกต. ว่าเกิดอะไรขึ้น
นักการเมือง ผู้สมัคร สส. ทุกพรรค ยกเว้นพรรคที่ไปแอบเตี๊ยมกับ กกต. หลังบ้านเอาไว้ ควรเรียนรู้ได้เสียทีว่า ภายใต้ระบบการเมืองนี้ ภายใต้การทำงานของ กกต. แบบนี้ หน้าที่หลักของผู้สมัครก็คือต้องปกป้องคะแนนของตัวเอง และทวงถามคะแนนให้สุดทาง
ผู้สมัครและพรรคการเมืองไม่มีหน้าที่ต้องแถลงข่าวโดยเร็ว ในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ เพียงเพื่อให้นักข่าวที่นั่งรออยู่มีเนื้อหาไปนำเสนอได้ สื่อมวลชนเองก็ควรต้องเรียนรู้ว่า ในเมื่อการรายงานคะแนนมีความผิดปกติ ช้าผิดปกติ และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอก็อย่าเพิ่งรีบวิเคราะห์อนาคตบ้านเมือง ชี้นำให้คนรับสารคิดตามไปแล้วว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ประชาชนคนไทยที่ทราบผลการเลือกตั้งเพียงว่า “พรรคภูมิใจไทยชนะ” อาจไม่ได้ผิด แต่ประชาชนคนไทยที่เข้าใจผลการเลือกตั้งที่ประกาศออกมา ในช่วงหัวค่ำไพรม์ไทม์ของคืนวันเลือกตั้ง ต้องรีบทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า เวลานั้นเป็นเพียงผล 18%
เราจะไม่เชื่อ ไม่จำ ไม่วิเคราะห์อะไรทั้งนั้น จากข้อมูลเพียง 18% เท่าที่เราเคยรู้ เคยรู้สึก หรือเคยจำ เราก็ลืมเสียแล้วเริ่มใหม่กันได้
ส่วนผลคะแนน 100% วันนี้ กกต. ก็ยังไม่พยายามประกาศ
ประกาศเพียงผลลัพธ์ว่า ใครได้เป็น สส.
ส่วนคะแนนทั้งหลายเอาขึ้นเว็บไซต์เป็นไฟล์ PDF ครบบ้างไม่ครบบ้าง ใครอยากรู้ก็ไปดูกันเอง
จึงยากที่ประชาชนคนไทยจะพยายามคิด พยายามเชื่ออะไรในเรื่องการเมือง ในเมื่อไม่มีผลลัพธ์จากการเลือกตั้งทั้งหมดมาให้ดูด้วยกันอย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย นอกจากต้องพยายามช่วยกันทวงถามต่อไปว่า คืนวันเลือกตั้งเกิดอะไรขึ้นกับการรายงานผลคะแนน?