โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ลูกขึ้น ม.1 : 5 วิธีเตรียมตัวให้ลูกพร้อมกับชีวิตมัธยม

Mood of the Motherhood

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 23.21 น. • Features

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ ก็คือการเลื่อนชั้นเรียนจากระดับชั้นอนุบาลเป็นประถม และหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ก็คือการเลื่อนชั้นเรียนจากประถมสู่วัยมัธยมที่ลูกอาจต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การย้ายโรงเรียน เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนและสังคมที่คุ้นเคยมานานหลายปีจากเด็กประถม ถึงวันที่ ลูกขึ้น ม.1 คุณพ่อคุณแม่คงจะอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของลูก แต่ในขณะเดียวกัน ก็อดใจหายไปกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดไม่ได้ ส่วนลูกก็ต้องรับมือกับตารางเรียนที่มากขึ้น วิชาที่ยากขึ้น สังคมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ ความสนใจที่หลากหลาย และความรู้สึกนึกคิดที่โตขึ้นตามวัยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ การช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกรู้สึกมั่นคงทางจิตใจจะช่วยให้ ลูกขึ้น ม.1 และเริ่มต้นชีวิตวัยมัธยมได้อย่างมั่นใจและมีความสุขมากขึ้นได้1. เตรียมใจลูกให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง

งานวิจัยของ Laurence Steinberg นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการวัยรุ่นระบุว่า เด็กวัยนี้ต้องการความมั่นคงทางอารมณ์จากผู้ใหญ่ที่เขาไว้ใจมากที่สุด คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถช่วยลูกได้ด้วยการเล่าเรื่องประสบการณ์สมัยเรียน เช่น วันที่หลงตึกวันแรก หรือช่วงที่รู้สึกไม่มั่นใจแต่ยังผ่านมาได้ เพื่อให้ลูกเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะกลัวหรือรู้สึกไม่พร้อม และนั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะผ่านมันไปได้เช่นกัน2. ปลูกฝังความรับผิดชอบให้มากขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยมัธยม สิ่งที่เปลี่ยนอย่างชัดเจนคือความรับผิดชอบที่มากขึ้น ทั้งการบ้าน การจัดกระเป๋า การตามตารางเรียน และการดูแลของใช้ส่วนตัว คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มฝึกทักษะเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงปิดเทอม เช่น ให้ลูกจัดกระเป๋าเองทุกวัน จัดโต๊ะอ่านหนังสือของตัวเอง หรือแบ่งเวลาอ่านหนังสือวันละนิด วิธีนี้จะช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับการดูแลตัวเองโดยไม่ต้องรอให้คุณพ่อคุณแม่เตือน และเมื่อทำผิดพลาดก็ยังเป็นโอกาสให้เรียนรู้และสร้างความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง3. สอนทักษะเข้าสังคมในโลกของเพื่อนที่ซับซ้อนขึ้น

เมื่อลูกขึ้นมัธยม โลกของเพื่อนจะซับซ้อนขึ้นและหลากหลายมากขึ้น ลูกอาจเจอเพื่อนที่เข้ากันได้ดี พูดคุยเข้าใจ และเพื่อนที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกผ่านช่วงเวลานี้ได้ด้วยการชวนคุยแบบสบายๆ ไม่เร่งรัด เช่น วันนี้เจอเพื่อนแบบไหนบ้าง มีอะไรทำให้กังวลไหม หรือมีใครทำให้รู้สึกดีเป็นพิเศษหรือเปล่า คำถามแบบปลายเปิดช่วยให้ลูกค่อยๆ เล่าความรู้สึกโดยไม่รู้สึกถูกจับผิดงานวิจัยด้านพัฒนาการวัยรุ่นระบุว่าการให้ลูกเรียนรู้ผ่านการคิดร่วมกันแบบนี้ช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมได้ดีกว่าการสั่งให้ทำตามอย่างเดียว การค่อยๆ สอนเรื่องขอบเขต การปฏิเสธอย่างสุภาพ และการเลือกเพื่อนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย จะช่วยให้ลูกสร้างภูมิคุ้มกันด้านความสัมพันธ์และมั่นใจในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในโลกของมัธยมมากขึ้น4. ดูแลลูกในวัยที่เริ่มอ่อนไหวง่ายขึ้น

ช่วงวัย ม.1 เป็นช่วงที่ร่างกายและฮอร์โมนของลูกเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้ลูกอาจอ่อนไหว เหนื่อยง่าย หรือหงุดหงิดบ่อยกว่าปกติ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตสัญญาณเล็กๆ เช่น กลับมาบ้านแล้วดูหมดแรง พูดน้อยลง หรือหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย สิ่งที่ช่วยลูกได้ดีที่สุดไม่ใช่คำสั่งหรือการอธิบายยาวๆ แต่คือการอยู่ใกล้ๆ รับฟังและสะท้อนความรู้สึกให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และเมื่อรู้ว่าบ้านคือพื้นที่ปลอดภัย ลูกก็จะกล้าเล่า กล้าขอความช่วยเหลือ และมีความมั่นใจในการเผชิญสถานการณ์ใหม่ๆ ต่อไป5. เตรียมร่างกายและพลังงานของลูกให้พร้อมกับวันเรียนที่ยาวขึ้น

ตารางการเรียนในระดับมัธยมมักเริ่มต้นเช้าขึ้น ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น และมีการเรียนต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้ความพร้อมของร่างกายมีความสำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มปรับเวลาเข้านอนของลูกให้เร็วขึ้นทีละนิดตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม จัดอาหารเช้าที่ง่ายและมีประโยชน์ เช่น ขนมปัง ไข่ นม หรือผลไม้ และสอนให้ลูกพกน้ำติดตัวตลอดวัน เมื่อร่างกายพร้อม สมาธิและอารมณ์ของลูกก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ทำให้ลูกมีพลังรับมือกับการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่อ่านบทความ ลูก 12 ขวบ: โค้งสุดท้ายของการเป็นเด็ก (ตอนปลาย) เพื่อเข้าสู่วัยรุ่น (ตอนต้น)อ้างอิงwhichschooladvisor

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...