เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index ยังอยู่ในช่วงแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,400-1,420 จุด ชะลอความร้อนแรงหลังจากตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มการเมืองในประเทศที่เสถียรภาพหลังการเลือกตั้งไปมากพอสมควร ขณะที่สัญญาณทางเทคนิค RSI อยู่ในเขต Overbought
ปัจจัยต่างประเทศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นถึง 1.3 แสนตำแหน่ง แข็งแกร่งกว่าคาดมาก ขณะที่อัตราว่างงานชะลอตัวลงเหลือ 4.3% ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed จากเดิมที่คาดเดือน มิ.ย. ออกไปเป็นเดือน ก.ค. ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นราว 6 bps จากวันก่อนหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯตอบรับเป็นลบอ่อนๆ
อย่างไรก็ตามในฝั่งเอเชีย Sentiment ยังค่อนไปในทางบวกและกระแสเงินทุนยังคงไหลเข้า คาดว่าไทยยังคงได้อานิสงส์ด้วยเช่นกัน ด้านปัจจัยในประเทศโฟกัสระยะสั้นอยู่ที่การประกาศกำไรบจ. 4Q25 หากไม่ทำให้มีการปรับลดประมาณการ EPS ปี 2026 อย่างมีนัยยะ เรามองว่าจะช่วยจำกัด Downside แนวโน้มระยะกลาง-ยาวยังเป็นบวกจากแนวโน้มเสถียรภาพทางการเมืองที่สูงขึ้น และคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน กลุ่ม Domestic Play คาดว่ายังมีโอกาส Outperform
กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่งจากปัจจัยการเมืองที่ชัดเจน
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : ERW
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท
• เราคาดกำไรปกติ 4Q25 ที่ 352 ลบ. +363% q-q, -5% y-y จากรายได้ธุรกิจโรงแรมทุกตลาดดีขึ้น คาดรายได้เติบโตแกร่ง q-q จาก High Season และทรงตัว y-y หนุนจาก RevPAR ที่ +31% q-q และ -4% y-y สำหรับรายได้ Hop Inn ยังเติบโต +21% q-q, +18% y-y จากการเปิดโรงแรมใหม่
• เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม 1Q26 คาดจะเพิ่มขึ้นทั้ง q-q, y-y ได้อานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เร่งตัวโดยเฉพาะตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นไป เราคาดกำไรปกติจะฟื้นตัว +13% y-y ในปี 2026 ราคาหุ้นเทรด PER เพียง 15 เท่า -1.5 SD จากค่าเฉลี่ยในอดีต
• แนวรับ 2.90//2.80 บาท แนวต้าน 3//3.12 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยมีปัจจัยบวกจากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจถูกกดดันจากการปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ของธนาคารโลกเหลือ 1.6% และบรรยากาศเชิงลบจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศที่ถูกขายทำกำไรจากความกังวลเรื่อง AI Disruption ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงาน หากดัชนีฯ ยืนเหนือ 1420 จุดได้ จะเป็นสัญญาณที่ดี
ปัจจัยในประเทศ
- ความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาล: พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง สร้างความหวังเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง นายกฯ ระบุว่าจะยังไม่ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลจนกว่า กกต จะรับรองผล 100% เพื่อความมั่นใจ คาดหน้าตารัฐบาลชุดใหม่จะดีขึ้นกว่าเดิม
- World Bank ปรับลด GDP ไทย: ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6% (จากเดิม 1.7%) เหตุจากค้าโลกชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง และท่องเที่ยวฟื้นช้ากว่าคาด แนะไทยเร่งปรับสู่ Green Manufacturing (EV, Solar, A/C) ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยดัน GDP เพิ่ม 2.9% ภายในปี 2578
- Fund Flow ไหลเข้า: วานนี้ (11 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,077 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 2,110 ล้านบาท สะท้อนกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงและพันธบัตรไทย
- ค่าเงินบาท: เงินบาทปิดตลาดแข็งค่าที่ระดับ 31.05/09 บาท/ดอลลาร์ สอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคและดอลลาร์ที่อ่อนค่า ประเมินกรอบวันนี้ที่ 31.00 – 31.20 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นและ AI Disruption: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปเผชิญแรงขายในหุ้นกลุ่มบริหารความมั่งคั่งและซอฟต์แวร์ จากความกังวลว่าเครื่องมือ AI ใหม่ๆ จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่ดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่จากดอลลาร์ที่อ่อนค่า
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่ากำลังพิจารณาส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ไปตะวันออกกลาง และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หารือเรื่องการยึดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านเพื่อกดดันรัฐบาลเตหะราน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 1.3% แตะ 69.72 ดอลลาร์/บาร์เรล
- เลือกตั้งยูเครน: ประธานาธิบดีเซเลนสกี เตรียมประกาศแผนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีและทำประชามติข้อตกลงสันติภาพในวันที่ 24 ก.พ. ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ให้จัดการลงคะแนนภายใน 15 พ.ค.
- การค้าสหรัฐฯ-อินเดีย: ทำเนียบขาวแก้ไข Fact sheet ข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยตัดเรื่องการลดภาษีสินค้าเกษตรบางรายการ (เช่น ถั่ว) ออก และปรับถ้อยคำการซื้อสินค้าสหรัฐฯ จาก “ข้อผูกมัด” เป็นเพียง “ความตั้งใจ” สร้างความสับสนให้ภาคเกษตรกร
- เลือกตั้งยูเครน: ประธานาธิบดีเซเลนสกี เตรียมประกาศแผนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีและทำประชามติข้อตกลงสันติภาพในวันที่ 24 ก.พ. ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ให้จัดการลงคะแนนภายใน 15 พ.ค.
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event - TH – Consumer Confidence (ม.ค.) (ครั้งก่อน: 51.9)
- US – Initial Jobless Claims (7 ก.พ.) (ครั้งก่อน: 231k)
- US – Existing Home Sales MoM (ม.ค.) (คาดการณ์: -3.60%, ครั้งก่อน: 5.10%)
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,390 – 1,400 แนวต้าน 1,420 คาดดัชนียังได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติ แต่ Valuation ของดัชนีเริ่มตึงตัว และยังรอผลการเช็คคะแนนเสียงเลือกตั้งในหน่วยที่มีปัญหา แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว เช่น ADVANC,TRUE,GULF,PTT,PTTEP,SCC,BH,CPALL เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Fund Flow / JMT,AMATA,WHA,HMPRO,QH เป็นหุ้นในดัชนี SET HD ที่ราคาหุ้นยัง Laggard
KLINIQ (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 108ลบ. (+9%YoY , +37%QoQ) โดย รายได้ยังคงโตได้ดีต่อเนื่องทั้งจากจำนวนสาขาที่สูงขึ้นและ SSSG ที่คาดว่าจะเป็นบวก YoY(high single digit ถึง low teens) ส่งผลให้ปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่า ปัจจัยกดดันในด้านค่าใช้จ่ายจากการเปิดสาขาใหม่และ Impairment จากการปิดสาขา ส่วนปี69 ทาง KLINIQ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างชาติปี69 ที่ 15-20%(จากเป้าปี68 ที่ 10%) Format/ใหม่ๆ เช่น Acne Lab จะช่วยหนุนมาร์จิ้น ส่วนการขยายสาขาปี69 คาด 10-15 สาขา(จาก สิ้นปี68 ที่ 82 สาขา) โดย 1Q69 จะเปิด L’Clinicราว 3 แห่ง ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 426ลบ.(+18%YoY)
KCG* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 11.24 บาท) ภาพ 3Q68 อ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล แต่ YoY ยังโตดีหนุนจากสินค้ากลุ่ม Dairy และกลุ่ม Food and Bakery Ingredient ด้านการดำเนินงานปกติ 4Q68 คาดว่าจะดีได้ต่อเนื่อง YoY QoQ เข้าสู่ High Season และมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐฯ รวมถึงได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ส่วนปี69 ทาง KCG* เองวางเป้ารายได้ +7 ถึง 9%YoY และคาดมาร์จิ้นดีขึ้น หลังขยายกำลังผลิตเพิ่ม 25% และนำหุ่นยนต์มาช่วยงาน ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรสุทธิ KCG* ปี69 จะยังเติบโตดีอยู่ที่ 530 ลบ.