โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 02.46 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 02.42 น.

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index ยังอยู่ในช่วงแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,400-1,420 จุด ชะลอความร้อนแรงหลังจากตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มการเมืองในประเทศที่เสถียรภาพหลังการเลือกตั้งไปมากพอสมควร ขณะที่สัญญาณทางเทคนิค RSI อยู่ในเขต Overbought

ปัจจัยต่างประเทศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นถึง 1.3 แสนตำแหน่ง แข็งแกร่งกว่าคาดมาก ขณะที่อัตราว่างงานชะลอตัวลงเหลือ 4.3% ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed จากเดิมที่คาดเดือน มิ.ย. ออกไปเป็นเดือน ก.ค. ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นราว 6 bps จากวันก่อนหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯตอบรับเป็นลบอ่อนๆ

อย่างไรก็ตามในฝั่งเอเชีย Sentiment ยังค่อนไปในทางบวกและกระแสเงินทุนยังคงไหลเข้า คาดว่าไทยยังคงได้อานิสงส์ด้วยเช่นกัน ด้านปัจจัยในประเทศโฟกัสระยะสั้นอยู่ที่การประกาศกำไรบจ. 4Q25 หากไม่ทำให้มีการปรับลดประมาณการ EPS ปี 2026 อย่างมีนัยยะ เรามองว่าจะช่วยจำกัด Downside แนวโน้มระยะกลาง-ยาวยังเป็นบวกจากแนวโน้มเสถียรภาพทางการเมืองที่สูงขึ้น และคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน กลุ่ม Domestic Play คาดว่ายังมีโอกาส Outperform

กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่งจากปัจจัยการเมืองที่ชัดเจน
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : ERW
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท
• เราคาดกำไรปกติ 4Q25 ที่ 352 ลบ. +363% q-q, -5% y-y จากรายได้ธุรกิจโรงแรมทุกตลาดดีขึ้น คาดรายได้เติบโตแกร่ง q-q จาก High Season และทรงตัว y-y หนุนจาก RevPAR ที่ +31% q-q และ -4% y-y สำหรับรายได้ Hop Inn ยังเติบโต +21% q-q, +18% y-y จากการเปิดโรงแรมใหม่
• เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม 1Q26 คาดจะเพิ่มขึ้นทั้ง q-q, y-y ได้อานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เร่งตัวโดยเฉพาะตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นไป เราคาดกำไรปกติจะฟื้นตัว +13% y-y ในปี 2026 ราคาหุ้นเทรด PER เพียง 15 เท่า -1.5 SD จากค่าเฉลี่ยในอดีต
• แนวรับ 2.90//2.80 บาท แนวต้าน 3//3.12 บาท

ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยมีปัจจัยบวกจากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจถูกกดดันจากการปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ของธนาคารโลกเหลือ 1.6% และบรรยากาศเชิงลบจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศที่ถูกขายทำกำไรจากความกังวลเรื่อง AI Disruption ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจช่วยพยุงหุ้นกลุ่มพลังงาน หากดัชนีฯ ยืนเหนือ 1420 จุดได้ จะเป็นสัญญาณที่ดี

ปัจจัยในประเทศ

  • ความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาล: พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง สร้างความหวังเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง นายกฯ ระบุว่าจะยังไม่ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลจนกว่า กกต จะรับรองผล 100% เพื่อความมั่นใจ คาดหน้าตารัฐบาลชุดใหม่จะดีขึ้นกว่าเดิม
  • World Bank ปรับลด GDP ไทย: ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6% (จากเดิม 1.7%) เหตุจากค้าโลกชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง และท่องเที่ยวฟื้นช้ากว่าคาด แนะไทยเร่งปรับสู่ Green Manufacturing (EV, Solar, A/C) ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยดัน GDP เพิ่ม 2.9% ภายในปี 2578
  • Fund Flow ไหลเข้า: วานนี้ (11 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,077 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 2,110 ล้านบาท สะท้อนกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงและพันธบัตรไทย
  • ค่าเงินบาท: เงินบาทปิดตลาดแข็งค่าที่ระดับ 31.05/09 บาท/ดอลลาร์ สอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคและดอลลาร์ที่อ่อนค่า ประเมินกรอบวันนี้ที่ 31.00 – 31.20 บาท/ดอลลาร์

ปัจจัยต่างประเทศ

  • ตลาดหุ้นและ AI Disruption: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปเผชิญแรงขายในหุ้นกลุ่มบริหารความมั่งคั่งและซอฟต์แวร์ จากความกังวลว่าเครื่องมือ AI ใหม่ๆ จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่ดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่จากดอลลาร์ที่อ่อนค่า
  • สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่ากำลังพิจารณาส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ไปตะวันออกกลาง และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หารือเรื่องการยึดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านเพื่อกดดันรัฐบาลเตหะราน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 1.3% แตะ 69.72 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เลือกตั้งยูเครน: ประธานาธิบดีเซเลนสกี เตรียมประกาศแผนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีและทำประชามติข้อตกลงสันติภาพในวันที่ 24 ก.พ. ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ให้จัดการลงคะแนนภายใน 15 พ.ค.
  • การค้าสหรัฐฯ-อินเดีย: ทำเนียบขาวแก้ไข Fact sheet ข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยตัดเรื่องการลดภาษีสินค้าเกษตรบางรายการ (เช่น ถั่ว) ออก และปรับถ้อยคำการซื้อสินค้าสหรัฐฯ จาก “ข้อผูกมัด” เป็นเพียง “ความตั้งใจ” สร้างความสับสนให้ภาคเกษตรกร
  • เลือกตั้งยูเครน: ประธานาธิบดีเซเลนสกี เตรียมประกาศแผนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีและทำประชามติข้อตกลงสันติภาพในวันที่ 24 ก.พ. ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ให้จัดการลงคะแนนภายใน 15 พ.ค.
    ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
  • TH – Consumer Confidence (ม.ค.) (ครั้งก่อน: 51.9)
  • US – Initial Jobless Claims (7 ก.พ.) (ครั้งก่อน: 231k)
  • US – Existing Home Sales MoM (ม.ค.) (คาดการณ์: -3.60%, ครั้งก่อน: 5.10%)

Technical : BCH, KAMART

ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,390 – 1,400 แนวต้าน 1,420 คาดดัชนียังได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติ แต่ Valuation ของดัชนีเริ่มตึงตัว และยังรอผลการเช็คคะแนนเสียงเลือกตั้งในหน่วยที่มีปัญหา แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว เช่น ADVANC,TRUE,GULF,PTT,PTTEP,SCC,BH,CPALL เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Fund Flow / JMT,AMATA,WHA,HMPRO,QH เป็นหุ้นในดัชนี SET HD ที่ราคาหุ้นยัง Laggard

KLINIQ (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 108ลบ. (+9%YoY , +37%QoQ) โดย รายได้ยังคงโตได้ดีต่อเนื่องทั้งจากจำนวนสาขาที่สูงขึ้นและ SSSG ที่คาดว่าจะเป็นบวก YoY(high single digit ถึง low teens) ส่งผลให้ปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่า ปัจจัยกดดันในด้านค่าใช้จ่ายจากการเปิดสาขาใหม่และ Impairment จากการปิดสาขา ส่วนปี69 ทาง KLINIQ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างชาติปี69 ที่ 15-20%(จากเป้าปี68 ที่ 10%) Format/ใหม่ๆ เช่น Acne Lab จะช่วยหนุนมาร์จิ้น ส่วนการขยายสาขาปี69 คาด 10-15 สาขา(จาก สิ้นปี68 ที่ 82 สาขา) โดย 1Q69 จะเปิด L’Clinicราว 3 แห่ง ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 426ลบ.(+18%YoY)

KCG* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 11.24 บาท) ภาพ 3Q68 อ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล แต่ YoY ยังโตดีหนุนจากสินค้ากลุ่ม Dairy และกลุ่ม Food and Bakery Ingredient ด้านการดำเนินงานปกติ 4Q68 คาดว่าจะดีได้ต่อเนื่อง YoY QoQ เข้าสู่ High Season และมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐฯ รวมถึงได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ส่วนปี69 ทาง KCG* เองวางเป้ารายได้ +7 ถึง 9%YoY และคาดมาร์จิ้นดีขึ้น หลังขยายกำลังผลิตเพิ่ม 25% และนำหุ่นยนต์มาช่วยงาน ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรสุทธิ KCG* ปี69 จะยังเติบโตดีอยู่ที่ 530 ลบ.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...