โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบททดสอบว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใด ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง ‘สหรัฐ-อิสราเอล’ กับ ‘อิหร่าน’ โดยหลังจากสงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวก เมื่อกลับมาเปิดทำการในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม โดยปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุด 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+2.68%) อย่างไรก็ดี ราคาไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ และปรับตัวลงในวันอังคารที่ 3 มีนาคม กลับมาทดสอบ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (-4.40%)

คำถามคือสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แต่ทำไมทองคำถึงเริ่มถูกเทขายทำกำไรสลับออกมา คำตอบคือไม่ใช่ว่าความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำนั้นหมดไป แต่แท้จริงแล้วถูกกดดันจากความกังวลที่สลับเข้ามาคือ ‘การดีดตัวของราคาน้ำมัน’ เนื่องจากอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีตอบโต้ไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน ‘Ras Tanura’ ของซาอุดีอาระเบีย ที่นอกจากจะมีกำลังการผลิตถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ยังเป็นท่าเรือส่งออกที่สำคัญ นอกจากนี้ยังลุกลามไปยัง อาบูดาบี, ดูไบ, โดฮา และโอมาน

และที่สำคัญคือการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) นั้นยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 15-20% ของน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้มีเรือติดค้างอยู่กว่า 3,000 ลำ ซึ่งเป็นเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป (Product Tankers) 195 ลำ และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ (Crude Tankers) อีก 112 ลำ (ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) มากกว่า 70 ลำ คิดเป็น 8% ของ VLCC ทั่วโลก) อ้างอิงข้อมูลจาก Clarksons Research

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 10% และก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งเกือบ 50% ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 2-3 วัน ซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญมากพอที่จะไปกระตุ้นความกังวลในภาวะเงินเฟ้อ จนอาจเป็นปัจจัยสกัดการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan ได้นิยามความเสี่ยงของเงินเฟ้อครั้งนี้ว่า ‘Skunk at a party’ (สำนวนใช้กับสิ่งที่มาทำลายบรรยากาศ) โดยกล่าวว่า ภาวะสงครามตอนนี้กระทบราคาพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่รุนแรง (Major inflationary hit) ขณะที่ David Solomon CEO ของ Goldman Sachs กล่าวว่า ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์และซึมซับผลกระทบที่แท้จริงในระยะสั้น-กลาง

นอกจากนี้ หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ CME Fedwatch Tool จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นักลงทุนเริ่มลดโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2 ครั้ง (50 bps) ลดลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (25 bps) พร้อมผลักโอกาสการเริ่มปรับลดดอกเบี้ยออกไป จากเดิมคาดการณ์ไว้ช่วงการประชุมเดือนมิถุนายน เลื่อนไปเป็นช่วงการประชุมเดือนกันยายนแทน

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เราจึงเห็น Dollar Index และ US Bond Yield ดีดตัวขึ้นพร้อมกันหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น จนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่อทองคำ

ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลาง ทองคำจะกลับไปทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวลดลง หรือแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง อย่างมีนัยสำคัญมากพอที่จะทำให้ตลาดหายกังวลความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันยังแกว่งตัวขึ้นด้วยกรอบที่ผันผวน ราคาทองคำก็จะยิ่งผันผวนมากขึ้น ด้วยแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต่อสู้กับแรงขายจากกลุ่มที่กังวลว่า Fed อาจชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ย

ภาพ: miss.cabul , Jade ThaiCatwalk / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...