โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั้ง ‘เบ็คกี้ อาร์มสตรอง’ ในชีวิตจริง และ ‘แนนโน๊ะ’ จากซีรีส์ Girl From Nowhere: The Reset เห็นตรงกันว่า ‘ความเท่าเทียม’ ที่คนชอบพูด แท้จริงแล้วมันยังไม่เท่ากัน

Mirror Thailand

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 12.35 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 08.15 น.
ภาพไฮไลต์

“แนนโน๊ะทำให้เบ็คสตรอง หมายถึงจิตใจสตรองขึ้น เวลาโดนอะไรมา บางทีก็เอ้อ โอเค ขำกลับไปเลยแบบแนนโน๊ะ แล้วก็ยิ้มให้แอนตี้แฟนค่ะ”

การกลับมาของตัวละคร ‘แนนโน๊ะ’ ครั้งนี้เธอลอยลงมาจากท้องฟ้า พร้อมขนปีกสีดำปลิวไปมา เป็นสัญญะบอกทุกคนว่า ลูกสาวซาตานกลับมาแล้วค่ะ! เธอในเวอร์ชันนี้เป็นเธอในรสชาติใหม่ เธอยังเป็นคนที่มอบบทเรียนในทางสะใจเหมือนเดิม แต่ขณะเดียวกัน เธอก็เป็นทั้งความศรัทธา (Faith) และ ความหวัง (Hope) ของเหยื่อความรุนแรงและคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมบนโลก ถึงจะไม่ได้บังคับให้ใครเลือกทำอะไร แต่ ‘เบ็คกี้ อาร์มสตรอง’ ผู้รับบทแนนโน๊ะเวอร์ชันซีรีส์ Girl From Nowhere: The Reset ที่ฉายทางช่องวัน 31 และแอป oneD ก็คิดว่า “มันจะมีใครไหมในโลกที่ซับซ้อนวุ่นวาย ใครกันที่พร้อมจะเปลี่ยนวงจรนั้นๆ” เธอกล่าว

วงจรที่ว่าหมายถึงการส่งต่อความรุนแรงของมนุษย์ที่สังคมควรจะช่วยกัน ‘หยุด’ มันได้แล้ว และสาวรูปหน้าทรงหัวใจผู้กำลังเรียนด้านกฎหมาย Law with Criminology and Psychology ที่ University of Essex ก็อยากชี้ให้เห็นว่าความเท่าเทียมที่คนชอบพูดกัน แท้จริงยังมีอีกหลายเรื่องที่คนยังไม่เท่ากัน และเธอคิดว่าแนนโน๊ะก็มีความเป็นทนายความในตัว แต่ต่างกันตรงที่…บางทีคนทำผิดก็ไม่ได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม หรือโทษอาจมาถึงช้าเกินไป เวรกรรมในคราบ ‘แนนโน๊ะ’ เลยต้องแลนด์ดิ้งมาเสิร์ฟตรงหน้าก่อน

เรานั่งคุยกับเบ็คกี้ในช่วงวันสตรีสากลพอดี บทสัมภาษณ์นี้เธอจึงมาพูดถึงปัญหาสังคมที่ผู้หญิงหลายคนเจอ และใช่ นั่นนับรวมถึงตัวเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งด้วย ตั้งแต่ประเด็นการคุกคามทางเพศที่ยังมีหลายคนโทษเหยื่อว่าไม่รู้จักป้องกันตัวเอง ประเด็นที่ผู้หญิงถูก Slut-Shaming เพียงเพราะเป็นคนที่ไม่ตรงกรอบที่สังคมมองว่าดีงาม แค่แต่งตัวไม่ถูกใจใครก็ถูกตัดสินแล้ว รวมไปถึงคำว่า ‘Consent’ ที่หลายคนยังไม่รู้จักมันดีพอ เพราะแม้จะเป็นผู้หญิงลุคแรงๆ แต่งตัวแบบที่คนมองว่ายั่ว นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะต้อง ‘โอเค’ ให้ทำอะไรต่อร่างกายโดยไม่ยินยอม ฯลฯ

และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เบ็คกี้เคยผ่านประสบการณ์การถูกบูลลี่ในชีวิตจริง เคยรู้สึกแปลกแยก โดนตัดสิน โดนทัวร์ลง โดนสาดความเกลียดชังบนโลกโซเชียลฯ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ร้ายแรงถึงขั้นโดนขู่และคุกคามความเป็นส่วนตัว ดังนั้น เธอจึงหวังว่าสังคมเราจะดีขึ้นได้เข้าสักวัน หากผู้คนพร้อมที่จะ ‘รีเซ็ต’ ความคิดตัวเองเสียใหม่ เหมือนกับที่แนนโน๊ะกลับมาเพราะต้องการรีเซ็ต

EP.1 ‘เป็นเบ็คโน๊ะ’

กว่าจะเป็น ‘เบ็คโน๊ะ’ (เบ็คกี้ + แนนโน๊ะ) ที่แฟนคลับของเธอเรียกอย่างน่าเอ็นดู เมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะได้เล่นบทบาทที่เบ็คกี้บอกว่า “ซีรีส์มัน very iconic and it’s very good เราในฐานะนักแสดงก็ขอทำตรงนี้ให้เต็มที่ สนุกไปกับทุกๆ พาร์ท และฉายภาพแนนโน๊ะใน ‘เด็กใหม่ The Reset’ ให้ดีที่สุด ให้คนดูเห็นข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่มันอยู่ข้างในนั้น และได้รับอะไรกลับไป”

เพราะท่ามกลางกำลังใจดีๆ จากแฟนคลับที่คอยเชียร์ เธอพยายามอย่างหนักที่จะแสดงออกมาให้สมการรอคอยและความคาดหวังจากแฟนซีรีส์ในตำนานเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่ยังไม่ฉายอีพีแรก คำวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันมากมายก็ส่งตรงมาที่เธอ แต่ทันทีที่ตัวอย่างซีรีส์ออกมา จากคนที่เคยสบประมาท บางคนก็เปิดใจให้กับการแสดงของเธอมากขึ้น และเมื่อได้ดูอีพีหนึ่งแล้ว หลายคนก็ยิ่งชื่นชมผลงานการแสดงของเธอที่เป็นแนนโน๊ะที่ทั้งซ่า กวน และมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร เราเองก็โดนแนนโน๊ะเวอร์ชันนี้ตกด้วยเช่นกัน

“รู้อยู่แล้วว่าถ้าเราเล่นบทนี้ ยังไงมันก็มีความคาดหวัง แต่เราก็เคารพความคิดเห็นของทุกคน และ appreciate ทุกๆ คอมเมนต์ เราเห็นทั้งคอมเมนต์ที่บอกว่าจะลองเปิดใจดูนะ จะซัพพอร์ตนะ และเห็นคอมเมนต์ที่ไม่ได้ซัพพอร์ตเรา ซึ่งก็อยากให้ได้ลองดูกันก่อนค่ะ เบ็คทำเต็มที่ และคิดว่าทุกคนน่าจะมาสนุกด้วยกันได้” เธอว่า

สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษคนนี้เล่าว่า เธอใช้เวลาฝึกพูดภาษาไทยให้แข็งแรงขึ้นถึง 6 ปี และเมื่อมาแคสต์บทแนนโน๊ะ เธอก็พยายามแบ่งวรรคการพูดและทำการบ้านอย่างหนัก ซึ่งเมื่อได้เล่นซีนต่างๆ สิ่งที่เธอค้นพบกับการสวมคาแรกเตอร์นี้คือความสนุก “รู้สึกถึงคำว่าสนุกเลยอะ อยากกลับไปเป็นเขาอีก อยากเล่นอีก ได้อิมโพรไวส์ ที่จะได้เห็นซีรีส์ มันค่อนข้างจะออกนอก comfort zone ของเรา เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้ แต่ทุกครั้งที่เดินออกจากซีนจะพูดเลยว่า สนุก!”

“มันสนุกตรงที่เราได้เล่นกับคนแต่ละคนในแบบที่ไม่เหมือนกัน เราต้องดูก่อนว่าอีกฝ่ายเขา approach เราแบบไหน สิ่งที่สนุกมากจึงเป็นการเล่นเป็นหลายๆ personality ตัวแนนโน๊ะจะเป็นอะไรก็ได้ จะบ้าไปเลยก็ได้ จะน่ารักก็ได้ จะกวนก็ได้ จะดุก็ได้ มีหลายมิติ เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เราเจอ”

แล้วคิดว่าจริงๆ แนนโน๊ะเป็นคนยังไง?

“แนนโน๊ะเป็นคนดีค่ะ (หัวเราะ) แต่มันจะมีความแบบว่า…ดีหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่แค่เขาดึงด้านมืดของมนุษย์แต่ละคนออกมา เขาไม่บังคับให้ใครทำอะไร และเขาก็ไม่ได้ทำอะไรกับใครโดยตรง แต่เขาจะมีวิธีการของเขาที่จะเล่นกับคนคนนั้น”

“การได้มาเล่นเป็น ‘แนนโน๊ะ’ ทำให้เบ็คกล้าพูดมากขึ้น สกิลการพูดเก่งขึ้น ความคิดต่างๆ ของแนนโน๊ะเราเซ็ตกันมาค่อนข้างนานเหมือนกัน การปู การเวิร์คช็อปตัวละคร เมื่อก่อนเราเป็นคนที่เงียบมาก อยู่ในวงของตัวเอง แต่แนนโน๊ะก็ทำให้เรากล้าที่จะทำอะไรมากขึ้น กล้าตั้งคำถามมากขึ้น ถึงเราจะเรียนจิตวิทยาอยู่แล้ว แต่เราก็อาจได้คุยแค่กับครู แค่กับเพื่อน มันไม่ได้สื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ต่อสังคม แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า โอเค ‘I have a voice’ และจะใช้บ่อยๆ ให้ได้มากที่สุด”

EP.2 ‘เป็นผู้หญิง’

เป็นที่รู้กันว่าคาแรกเตอร์แนนโน๊ะที่ย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ เธอไปเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมต่างๆ ออกมาให้เห็นกันชัดๆ และพร้อมให้บทเรียนเจ็บแสบให้กับคนทำชั่ว ซึ่งหลายครั้งปัญหาที่ถูกนำเสนอก็เป็นปัญหาที่ ‘ผู้หญิง’ ถูกกดทับและเต็มไปด้วยความรุนแรงทางเพศ แนนโน๊ะที่มาพร้อมความขบถและไม่กลัวจึงกลายเป็นตัวแทนของพลังและอำนาจของผู้หญิงซึ่งไม่สยบยอมกับอะไรก็ตามที่ถูกกดขี่ไปโดยปริยาย

เนื่องในเดือนแห่งวันสตรีสากล เราจึงชวนแนนโน๊ะเวอร์ชันเบ็คกี้มาพูดถึงปัญหาที่ผู้หญิงในปัจจุบันพบเจอว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่อยากส่งเสียงเพื่อให้คนตระหนักถึงปัญหานั้นมากขึ้น เธอแชร์ให้เราฟังอย่างตั้งใจว่า…

“เรารู้สึกว่ามันมีหลายเรื่องแหละที่ผู้หญิงยังคง suffer ในสังคมเยอะมากๆ และเราก็เห็นอยู่ทุกๆ วัน แต่เรื่องที่อยากพูดมากที่สุด คือเรื่องการคุกคามต่อผู้หญิง ที่ถึงวันนี้จะอยู่ในปี 2026 แล้ว มันก็ยังมีอยู่เลย ซึ่งมันไม่ควรจะมีแล้ว สำหรับตัวเบ็คและทั้งแนนโน๊ะ เราเชื่อว่ามันคงเป็นความรู้สึกที่ว่า ยูควรจะรู้สึกเซฟที่จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ โดยที่จะไม่มีใครมา judge ว่าเราใส่อะไร หรือคำว่า consent มันก็ควรจะให้ความสำคัญเยอะมากๆ แต่หลายๆ คนก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร”

“พอคนไม่ให้ความสำคัญกับ consent พอเห็นว่าผู้หญิงแต่งตัวแบบนั้นแบบนี้ ก็แปลกันไปเองว่าคง ‘โอเค’ ถ้าใครจะมาทำอะไร? ซึ่งมันไม่ใช่ ใน Girl From Nowhere: The Reset มันเลยจะมีเรื่องราวแบบนี้ที่บางคนมองข้ามไป เพราะเห็นว่าผู้หญิงแต่งตัวแบบนี้เอง ซึ่งมันไม่ใช่เลย เราควรมีอิสระที่จะอยากแต่งแบบไหนก็ได้ ทำแบบไหนก็ได้ อยากแต่งหน้า อยากสวย อยากแฟชั่น Why not? การเคารพ consent ของคนอื่น มันเป็นมายด์เซ็ตที่ควรอยู่ในสังคมของเราได้แล้ว”

“เราเห็นปัญหาการคุกคามทางเพศมานาน ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวเรา หรือเพื่อนๆ เรา เวลาออกไปกลางคืนก็จะไม่กล้าใส่ขาสั้น เพราะกลัวว่าจะโดนมองว่าแต่งตัวโป๊ ไม่สุภาพ ใส่สั้นคนก็ assume ไปเลยว่า ยูใส่สั้นเองหนิ แต่มันไม่ใช่เลย บางทีเราแค่ชอบแฟชั่น หรือเบ็คเคยเจอสถานการณ์ในโรงเรียนที่คุณครูบอกว่ากระโปรงห้ามสั้น เราก็สวนกลับไปว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเรียนเหรอคะ? ซึ่งจริงไหมล่ะคะ? เราคิดว่าบุคคลควรจะต้องรู้จักจัดการความคิดของตัวเอง โลกจะได้เป็นพื้นที่ที่เป็นเซฟสเปซให้ทั้งผู้หญิงและคนทุกเพศ มันเป็น self-respect ของตัวเองที่ควรจะสามารถทำอะไรที่ตัวเองชอบได้”

“สำหรับเบ็ค consent มันคือการ respect อีกคนหนึ่งว่าเขากำลังรู้สึกอะไร เป็นยังไง พื้นฐานมันคือ การเคารพกันทั้งสองฝ่าย มันต้องรู้สึกว่าฉันโอเค เธอโอเค ทุกๆ เรื่องในชีวิตเลยค่ะที่เราควรมี consent”

จากตัวอย่างซีรีส์ เราจะเห็นป้ายกำกับที่นักเรียนในโรงเรียนชูป้าย “STOP SLUT SHAMING” ซึ่งคำว่า Slut-Shaming สามารถแปลเป็นไทยได้ว่า การเหยียดหยามผู้หญิงที่มีพฤติกรรมหรือการแสดงออกสวนทางจากที่สังคมส่วนใหญ่คาดหวัง โดยอาจผูกโยงกับการแสดงออกทางเพศต่างๆ แบบที่คนมองว่าแรด สำหรับมุมมองส่วนตัวของเบ็คกี้เธอมองว่า “ไม่ควรมีใครถูกพูดถึงด้วยถ้อยคำ Slut-Shaming เราอย่าไปตัดสินว่าใครเป็นยังไง เพราะทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ เพราะนั่นมันเป็นร่างกายของเขา เราอย่าไปยุ่งกับร่างกายของเขา ขนาดร่างกายของเรา เรายังไม่อยากให้ใครมาตัดสินเลย แต่ถึงเบ็คจะพูดแบบนี้ แต่ยังไงมันก็ยังจะมีอะไรแบบนี้อยู่ ซึ่งเลิกพูดเถอะ มันไม่ใช่คำที่น่ารักเลย”

“และถึงมันจะมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า ’ร่างกายของเราเป็นของเราจริงหรือเปล่า?’ เพราะบางคนในสังคมไม่ได้ respect ตรงนั้น แต่เบ็คก็ขอยืนยันว่า My Body, My Choice ค่ะ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าอยากเป็นแบบไหน อยากทำแบบไหน มันคือพื้นที่ของเรา ซึ่งเบ็คหวังอยากให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย และถูก respect ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม”

หากผู้หญิงคนไหนกำลังตั้งคำถามกับการเป็นตัวเองอยู่ หรือกำลังเจอเรื่องยากๆ ที่ยังไม่พร้อมบอกใคร เบ็คกี้ก็อยากเป็นเพื่อนหญิงพลังหญิงคนหนึ่งที่ตบบ่าทุกคนเบาๆ ว่า “อยากบอกว่าเรามีเสียงของตัวเองนะ และเราใช้ได้ เข้าใจมากๆ ถ้าเรายังไม่กล้าที่จะใช้ แต่เรามีเสียงของตัวเองเสมอ เรา respect ตัวเอง เราพูดในสิ่งที่เราคิด ไม่ต้องรู้สึกว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ เราเอาตัวเรา เพราะสุดท้ายคนที่อยู่กับเราคือเรา ถามว่าที่ผ่านมาเบ็คใช้เสียงตัวเองคุ้มไหม? แรกๆ ยอมรับว่าไม่ค่ะ แต่ก่อนเราเงียบมาก ถ้าคุยกับเบ็คที่เข้าวงการบันเทิงมาตอนอายุ 17 เงียบมาก ไม่กล้าใช้เสียงอะไรสักอย่างเลย แต่เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นมากๆ ประสบการณ์ชีวิตมันสอนให้บางทีก็ต้องกล้าบ้าง”

EP.3 ‘เป็นเด็กใหม่’

เราถามเบ็คกี้ว่ามีอะไรที่เธอคิดว่าเธอเหมือนแนนโน๊ะบ้าง เธอตอบด้วยการทำท่าหงายมือและคว่ำมือลง แล้วบอกว่า “ถ้า personality เราว่าแบบนี้เลย flip เพราะเราสดใสมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเป็นคนชอบสังเกตคนเหมือนกัน แล้วก็…ย้ายโรงเรียนมา 8 โรงเรียน เป็นเด็กใหม่มาเสมอ”

แนนโน๊ะอาจไม่ใช่คนที่จะรู้สึก lost กับการย้ายโรงเรียน แหงสิ เธอไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ แต่เบ็คกี้ที่เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก เธอต้องรับมือกับการเป็นเด็กใหม่อยู่เสมอ แต่ทุกครั้งที่ได้ย้ายโรงเรียนไม่ว่าจะย้ายเพราะครอบครัว หรือย้ายเพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต มันก็ล้วนค่อยๆ ฝึกให้เธอได้โตขึ้นในทุกๆ ครั้งเช่นกัน

“อย่างตอนนั้นที่ไปเรียนที่อังกฤษ เราเข้าไปตอนที่เทอมมันเปิดแล้ว ทุกคนมีกลุ่มเพื่อนของตัวเอง เราก็รู้สึก lost เพราะครอบครัวอยู่ที่ไทย ก็เลยมีตัวของตัวเองเนี่ยแหละที่ต้องแบกให้ไหวในทุกๆ อย่าง ยิ่งเราเป็นคนไม่ค่อยกล้าเข้าหาใครก่อนด้วย เราเลยจะต้องค่อยๆ สังเกต และเข้าหา แต่มันก็ไม่ง่ายเลยค่ะ”

“จริงๆ การเป็นคนใหม่ๆ ในทุกๆ อย่าง จะการทำงาน โรงเรียน หรืออะไรก็ตาม มันใช้เวลาปรับตัว แต่ทุกการย้ายมันก็ได้ culture experience และได้โอกาสที่แตกต่างกันออกไป มันสนุกนะ แต่แรกๆ มันก็อ้าว ไม่มีเพื่อนเลย อีกอย่างเวลาเราย้ายโรงเรียน สมมติเราเริ่มเป็นเพื่อนกับคนคนนี้แล้ว แต่อ้าว เราต้องไปแล้ว ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เลยว่า เพื่อนที่เรียนด้วยกันที่นิวซีแลนด์จะเป็นยังไงบ้างนะตอนนี้ หรือตอนที่ย้ายมาไทย ภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง เราไม่ได้เข้าใจมัน ไม่เข้าใจภาษาไทยเลย แต่ต้องมาเรียนโรงเรียนไทย ก็ไม่ง่ายเลย มันใช้เวลากับการฝึกทุกๆ อย่าง และการเข้าหาเพื่อน ช้านะแต่ก็เจอคนที่ดีกับเราและคอยช่วยเหลือเรา ยังรู้สึกขอบคุณเขาอยู่เลย”

“การเป็นเด็กใหม่มันก็มีข้อดีตรงที่พอเราได้ย้ายบ่อยๆ ไปหลายๆ ที่ เราก็จะได้เจอผู้คนหลายๆ แบบ ทำให้เราเติบโตเร็ว ทำให้เราพึ่งพาตนเองได้และยืนหยัดในจุดยืนของเราเอง แต่ก่อนเราอาจจะกลัวเสียคนคนหนึ่งไป แต่เดี๋ยวนี้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เราเจอ เขาจะอยู่กับเราไปตลอด เราอาจจะเจอกันเพื่อรู้จักแค่ชั่วคราว แต่บางคนก็อาจจะอยู่ด้วยกันต่อไปก็ได้ มันมีหลายรูปแบบ และทำให้เราอาจจะไม่ยึดติดกับอะไรตลอดไป ก็เป็นการเติบโตของชีวิตค่ะ”

และเบ็คกี้ที่เข้ามาทำอาชีพนักแสดงตามความฝัน เธอก็อยากเป็น ‘เด็กใหม่’ ในทุกครั้งที่ได้รับบทบาทใหม่ๆ แบบที่ไม่มีกรอบมาจำกัดว่าเธอควรจะเล่นแบบไหนแค่แบบเดียว เธอแชร์ว่า “การเป็นนักแสดงเป็นความฝันของเบ็คเลยค่ะ เราอยากเล่นได้หลายบทบาท หลายคาแรกเตอร์ เราอาจจะไม่ได้เป็นนักแสดงที่เก่งที่สุด ภาษาไทยก็ไม่ได้แข็งแรงที่สุด” เรารีบบอกเธอเลยว่า “แข็งแรงขึ้นเยอะเลย” ซึ่งเธอกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มกว้าง และพูดต่อว่า “แต่ว่าหนูเต็มที่นะคะ ให้บทไหนมา จะไม่ทำให้ผิดหวัง ถ้าจะต้องไม่นอนเลย เพื่อที่จะจำบททั้งหมด ก็จะทำ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบไปหน้าเซ็ตแล้วถือบท ไม่ชอบเลย ชอบทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว ในไอแพดของหนู จะมีเล็คเชอร์ อย่างตอนถ่ายแนนโน๊ะ หนูก็ถ่าย ‘เสน่หาวาโย’ ไปพร้อมกัน คาแรกเตอร์คือคนละเรื่องเลย บางทีก็ไม่ได้นอน แต่ก็สู้ เพราะโอกาสมาแล้วก็จะสู้ค่ะ เพราะหนูเป็นคนไม่ชอบจำกัดตัวเอง ชอบอะไรใหม่ๆ ชอบอะไรที่แตกต่าง ชอบความท้าทาย แบบที่บางครั้ง บางคนอาจจะคิดว่าเราทำไม่ได้ แต่เราจะทำให้ได้”

ซึ่งก็รวมถึงซีรีส์เด็กใหม่ด้วยเช่นกัน ที่เธอโดนหลายคนสบประมาทว่าเธอไม่น่าจะทำได้ แต่วันนี้เธอก็ทำให้เห็นแล้วว่า เธอทำได้

EP.4 ‘เป็นเวรกรรมและบทลงโทษ’

พอเบ็คกี้เรียนกฎหมาย Law with Criminology and Psychology ที่ University of Essex และแนนโน๊ะก็คล้ายๆ คนที่มา ‘ลงโทษคนทำผิด’ เธอจึงคิดว่าตัวละครแนนโน๊ะก็มีความเป็นทนายความอยู่ในตัว แต่ “เขาจะสังเกตการณ์และปล่อย คือแนนโน๊ะไม่ได้เข้าไปบอกว่า ยูต้องทำแบบนี้นะ เขามีคำว่าทางเลือกให้ แต่เขาจะเป็นเหมือนเงาของด้านมืดมนุษย์ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมากๆ เบ็คเชื่อว่าทุกคนมีด้านมืดของตัวเอง เพียงแต่ว่ามันจะออกมาตอนไหน ตอนที่เราโกรธ ตอนที่เราอยากเอาชนะ ตอนเราถูกกดดัน มันสามารถออกมาได้ตลอดเวลา แต่เราจะควบคุมสิ่งนั้นยังไง”

“แนนโน๊ะมาในตอนที่คนทำบาปบางทีก็ไม่ได้รับโทษตามกฎหมาย ก็เหมือนชีวิตจริงดีค่ะ (หัวเราะ) มันจริงมากๆ ที่บางทีกฎหมายก็ช้า กระบวนการทุกๆ อย่างกว่าจะตัดสิน กว่าจะอะไร บางทีเวรกรรมมันก็ต้องมาถึงก่อนค่ะ ถึงจะแบบ อื้อ! แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่มันจะเกิดขึ้นได้ บางทีคนก็ get away with it (ทำผิดแล้วรอดตัว) เต็มไปหมดก็มี ทำให้เหยื่อบางคนรู้สึกว่าทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้”

เบ็คกี้เริ่มสนใจกฎหมายจากอะไรง่ายๆ อย่างการดูซีรีส์ ชื่อว่า ‘Suits’ ซึ่งเป็นซีรีส์เกี่ยวกับทนาย มีตัวละคร Mike และ Harvey ที่ทำคดีต่างๆ เธอบอกว่าดูแล้วรู้สึกว่าเท่ ชอบ และอยากเป็นแบบนั้น แต่ที่เลือกศึกษาเรื่อง Criminology และ Psychology ไปพร้อมกัน เพราะจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ชอบอยู่แล้ว “ด้วยความที่เราเป็นอินโทรเวิร์ต เราชอบสังเกตคน สมมติหนูมองพี่ หนูมองเข้าไปแบบนี้เลย (เธอทำท่าเลื่อนมือจากใบหน้าไปหลังศีรษะ) มันไม่ใช่การตัดสินผ่านหน้าปก แต่มันคือการที่ว่า เรา very selective ว่าใครจะสามารถเข้ามารู้จักเราได้ ด้วยความที่เคยมี betrayal ก็เลย very selective เวลามองใครเลยมองอย่างนี้ (ทำท่าเดิมอีกครั้ง) ซึ่งแนนโน๊ะก็เป็นเหมือนกัน”

“จิตวิทยาเป็นเรื่องน่าสนใจดี เพราะมันใช้ได้ทุกวัน เราเจอคนทุกวัน เจอสถานการณ์ทุกๆ วันที่ไม่เหมือนกัน มันก็เลยรู้สึกว่าสนุก ที่ได้เรียนรู้ personality ของแต่ละคน และมันทำให้เราไม่เคยตัดสินใครว่าจะเป็นแบบไหน เราเพียงแค่ค่อยๆ สังเกตความเป็นเขา”

แล้วการได้เรียนกฎหมายทำให้เบ็คกี้เห็นอะไรบ้าง?

“พอไปเรียนกฎหมายก็ได้รู้ว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องการการแก้ไขเยอะมากๆ บางคนอาจจะมองข้ามบางเรื่องไปด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเรา แต่มันส่งผลกระทบต่อคนอื่นนะ ภาพรวมใหญ่คงเป็นเรื่อง equality หรือคำว่าเท่าเทียมที่คนพูด มันก็ยังไม่เท่าเทียมกันซะส่วนใหญ่ จริงๆ ในซีรีส์ก็จะเห็นอย่างชัดเจนผ่าน 6 ตอน บางเรื่องที่เราก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้กระทบกับเราสักหน่อย แต่มันกำลังกระทบต่อใครอีกหลายคน ซึ่งบางทีมันก็เป็นบทสนทนาที่คนไม่กล้าพูดถึง เบ็คเลยชอบซีรีส์เรื่องนี้ตรงที่แนนโน๊ะเขากล้าจะพูดถึงประเด็นพวกนั้น”

“คำว่า ‘ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันเลยไม่สนใจ’ เราเห็นอะไรแบบนี้บ่อย ยิ่งเราเล่นเป็นแนนโน๊ะมา 6 อีพี มันก็มีเรื่องใดๆ ที่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เห็นเหมือนกัน แต่จริงๆ มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ สำหรับบางคน เราเลยมองว่า ทุกปัญหาสังคมควรถูกรับฟัง และควรถูกแก้ไข ไม่ควรถูกมองข้ามแค่เพราะว่ามันไม่ได้กระทบกับเรา ถ้าอยากให้เจนเนอเรชันต่อไป มีคุณภาพชีวิตที่ดี มันก็อยู่ที่เจนเนอเรชันเราเนี่ยแหละที่จะไม่มองข้ามปัญหานั้นๆ”

EP.5 ‘เป็นเหยื่อ’

ถึงจะรับบทแนนโน๊ะที่สตรองและมีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่เบ็คกี้เองก็เคยตกเป็นเหยื่อการถูกบูลลี่และถูกคุกคามมาเหมือนกัน เธอจึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ เบ็คกี้เปิดใจแล้วเล่าให้เราฟังว่า “เบ็คเคยเจอทั้งเรื่องเหยียดเชื้อชาติ เหยียดหน้าตา เหยียดรูปร่าง อย่างตอนเด็กๆ ชอบโดนเรื่องรูปหน้าหัวใจ เพราะอาจไม่ได้มีคนหน้าหัวใจแบบนี้เยอะ ตอนแรกเลย insecure แต่ตอนนี้โอเค เราหลงรักใน insecurity ของเราเกือบทั้งหมดแล้ว หรือจริงๆ ก็เคยตั้งคำถามกับการเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ Where is home? ฉันไม่รู้ มีคนตัดสินว่าหน้าตาเราไม่เหมือนคนไทยเลย พอไปอยู่ที่นู่น คนก็บอกอีกว่าหน้าตาไม่เหมือนคนอังกฤษเลย อ้าว…ไม่รู้แล้วว่าที่ตรงไหนที่ฉันจะฟิตอินได้ แต่สุดท้าย That’s me ทุกๆ ส่วน ทุกๆ พาร์ทมันก็เป็นตัวเราเนี่ยแหละ”

ยิ่งมาเป็นบุคคลสาธารณะ เบ็คกี้ก็ได้เจอกับการถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียที่บางครั้งก็ล้ำเส้นจนกลายเป็น hate speech และการคุกคามที่เธอต้องใช้เวลาในการเยียวยาจิตใจตัวเอง

“โซเชียลมีเดียทุกคนเล่น มันมีความที่ไม่รู้หรอกว่าหลังแอคเคานต์นี้ คนนั้นเขาเป็นใคร แปลว่าจะพิมพ์อะไรก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ แต่เขาจะรู้ตัวไหมว่าข้อความที่เขาส่งมา มันกระทบกับคนที่โดนแค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้ก็จะได้เห็นใน Girl From Nowhere: The Reset”

“เบ็คใช้เวลารับมือนานมาก ใช้เวลา 5 ปีที่จะรู้สึกว่าอ่านแล้ว ก็แล้วแต่ความคิดยูเลย คิดยังไงก็ขอให้ยูแฮปปี้กับความคิดของยู แต่มันไม่ได้กระทบเบ็คแล้ว เบ็คจะมีสิ่งหนึ่งที่รับคือ constructive criticism ที่พูดเพื่อให้พัฒนา รับเสมอ พูดได้ตลอด แต่คำพูดแย่ๆ ที่ไม่ควรพูดอันนี้เบ็คขอปัดทิ้งเลย และแนะนำให้คนที่เจออยู่ปัดทิ้งเหมือนกัน”

“5 ปีที่รับมือกับการถูกคุกคาม แรกๆ ตอบกลับเลย เห็นแล้วแบบ ทำไม? อยากอธิบายในพาร์ทของเรา อ้าว แต่เราเป็นคนให้ค่าเขานะ เขาก็เหมือนได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้หรือเปล่าก็คือความสนใจ งั้นไม่เอาแล้ว ปัดทิ้ง ต่อไปเลยบล็อก แต่บล็อกแล้วเขาก็สร้างแอคเคานต์ใหม่มาประมาณ 100 แอคเคานต์ เข้าหาเราไม่ได้ก็เข้าหาคนรอบตัวเรา วิธีต่อไป งั้นปล่อย แต่พอปล่อย ก็เจออีกรูปแบบคือส่งจดหมายมาว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้จะเกิดแบบนี้ขึ้น ส่งรูปภาพน่ากลัวๆ มา บอกว่าเรารู้นะว่าคุณอยู่ไหน อยู่ตรงไหน ฟังดูมันน่ากลัวมากแต่สิ่งนี้มีอยู่จริงค่ะ คือเราไม่รู้หรอกว่าเขาพูดจริง พูดเล่น แต่คนที่โดนแพนิคไปแล้ว แต่พอสักพัก เราก็ปรับตัวกลับมาใช้ชีวิตปกติ ตอนนี้เลยเป็นอารมณ์ อยากพูดไรก็พูด อยากแท็กมาก็แท็กมา คุณก็จะอยู่ตรงนั้น แบบที่เราไม่ได้สนใจ”

“จริงๆ จิตตกมากๆ เหมือนกัน เหมือนต้องเจอคำพูดอะไรก็ไม่รู้ทุกวัน มีทั้งจริง ไม่จริง เต็มไปหมด เราก็อธิบายไม่ได้ โอเค งั้นไม่อ่าน social detox ไปเลย แต่เราก็รู้นะว่ามีแฟนๆ ที่ถามว่าน้องเบ็คเป็นยังไงบ้าง เราก็จะกลับมาอัปเดตว่า โอเคนะ ทุกคนมีความสุขหรือเปล่า ช่วงนี้ถ่ายหนังอยู่ ถ่ายอันนั้นอยู่ ไว้มาเจอกันนะ เพราะคนที่เบ็คเจอที่งานต่อหน้า ทุกคนดีกับเบ็ค เฟรนลี่มากๆ ก็เลยรู้สึกว่าโอเค มูฟออน คนที่รักเรามีเยอะกว่าจำนวนตรงนั้น”

EP.6 ‘เป็นที่พึ่งทางใจ’

เธอผ่านเรื่องยากๆ มาได้เพราะมีคนรอบข้างที่ดี และมองเห็นความรักของแฟนๆ ที่รักเธอ นั่นแปลว่า หลายๆ ครั้งคนเราก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า Support System ยิ่งกับเหยื่อความรุนแรงต่างๆ สิ่งนี้จึงสำคัญมาก

“บางครั้งวันหนึ่งใครยิ้มให้เรา วันนั้นก็อาจดีขึ้นได้แล้ว หรือถ้าเป็นใครสักคนที่กำลังเจอเรื่องไม่ดี แต่วันนั้นมีคนถามว่า เธอโอเคไหม? เป็นยังไงบ้าง? ยิ้มให้สักหนึ่งที มันใช้เวลาไม่เกิน 5-10 วินาที แต่คนนั้นอาจจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ได้ การบูลลี่เป็นประเด็นที่มีมานานแล้วและเกิดขึ้นทุกๆ ที่ โดยมีหลายรูปแบบ บางทีเบา หนัก บางทีทางจิตใจ บางทีทางร่างกาย ซึ่งมันไม่ควรจะมีแล้วค่ะ ซึ่งสภาพแวดล้อมของเราเป็นอะไรที่ 90% ส่งผลต่อสุขภาพจิต ถ้าคนรอบข้างไม่มีใครให้พูดด้วยก็ยิ่งอึดอัด เก็บคนเดียว ตัดสินใจด้วยตัวเอง”

“อย่างสิ่งที่ ‘สกาย’ (แซม พฤฒิชัย) ในอีพีหนึ่งเจอมันหนักมาก แต่โลกความเป็นจริงมันก็มีคนเจอแบบนี้จริงๆ แล้วบางทีก็หนักจนกระทั่งไม่อยากอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าใครกำลังทำอะไรแบบนี้ ก็ควรหยุดค่ะ”

“หรืออย่างตัวละคร ‘จอม’ (แบงค์ ณฐวัฒน์) เขาก็เป็นคนที่ถูกกดมาอีกที คือโดนมาแบบไหน ก็ทำแบบนั้นกับคนอื่น เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองยังโอเค ยัง powerful ซึ่งจริงๆ abuser ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายคนอื่น ไม่ควรส่งต่อความรุนแรงต่อไป แต่สังคมมันเป็นแบบนั้นไง เราโดนแบบไหน ก็ไปทำกับคนอื่น มันเป็นวงจรแบบนี้ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เราเลยมองว่าการหาคนที่เราไว้ใจเป็นที่ปรึกษาจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือการไปลงกับคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เจอมา”

เพราะการไม่ส่งต่อความรุนแรงนั่นคือสิ่งที่จะหยุดวงจรความรุนแรงต่างๆ ได้มากที่สุด และแม้แนนโน๊ะจะใช้วิธียั่วยุทางจิตใจให้คนเผยด้านเลวร้ายออกมาที่เบ็คกี้นิยามว่ามันเป็น mind game ที่ “So messed up” ที่อาจนำพาให้คนไปสุดทางในแบบผิดๆ “แต่ถ้าใจเรามัน pure หรือถ้าเราพร้อมที่จะ โอเคบางทีฉันอาจจะเริ่มต้นใหม่ โอเคฉันจะหยุดทำสิ่งนี้ ฉันขอโทษ คำว่าขอโทษ อาจดูเป็นอะไรที่คนในสังคมพูดยาก ถึงแม้ว่าบางทีการพูดว่าขอโทษมันจะไม่ได้เก็บเศษที่มันพังไปแล้ว เพราะมันช้ำไปแล้ว แต่อย่างน้อย ถ้าคุณรู้ว่าคุณทำผิด พร้อมที่จะขอโทษ บางทีคนเรามันก็พร้อมที่จะให้อภัยได้เหมือนกัน ถ้ารู้จักผิดและแก้ไข เราว่า It’s not too late”

แล้วคุณล่ะ ที่ผ่านมามีเรื่องที่เคยทำผิด แต่ยังไม่แก้ไขมันไหม? แนนโน๊ะที่ชื่อเบ็คกี้เชื่อว่า คุณเลือกจะยอมรับความผิดนั้น และ ‘รีเซ็ต’ มันได้ด้วยตัวคุณเอง

บทความต้นฉบับได้ที่ : ทั้ง ‘เบ็คกี้ อาร์มสตรอง’ ในชีวิตจริง และ ‘แนนโน๊ะ’ จากซีรีส์ Girl From Nowhere: The Reset เห็นตรงกันว่า ‘ความเท่าเทียม’ ที่คนชอบพูด แท้จริงแล้วมันยังไม่เท่ากัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...