“รัสเซีย” ถล่มพลังงาน “ยูเครน” อีกครั้ง หลังดีลพักยิงตามคำขอทรัมป์สิ้นสุด
"ยูเครน" เผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หลังข้อตกลงพักการโจมตีชั่วคราวที่สหรัฐเป็นคนกลางหมดอายุ ก่อนการเจรจาสันติภาพรอบใหม่
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.29 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ายูเครน เผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากรัสเซียต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอีกครั้ง หลังช่วงพักการโจมตีระยะสั้นที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ผลักดันไว้หมดอายุ ก่อนการเจรจาสันติภาพรอบใหม่จะเริ่มขึ้น
กรุงเคียฟและเมืองสำคัญหลายแห่ง รวมถึงคาร์คิฟ โอเดสซา และดนิโปร ถูกโจมตีตั้งแต่เช้ามืดวันอังคาร ท่ามกลางอากาศหนาวจัด อุณหภูมิลดต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ อีฮอร์ เทเรคอฟ ระบุผ่านเทเลแกรมว่า การโจมตีทำให้อาคารอย่างน้อย 820 แห่ง รวมถึงอาคารที่พักอาศัยหลายชั้น ไม่มีระบบทำความร้อนใช้งาน
บริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ที่สุดของยูเครน DTEK ระบุว่า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัทได้รับความเสียหายรุนแรงต่ออุปกรณ์ ขณะที่หน่วยงานป้องกันภัยทางอากาศและช่องทางติดตามสถานการณ์ของยูเครนรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภาคกลางและตะวันตกของประเทศก็ถูกโจมตีเช่นกัน ด้านโปแลนด์ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นบิน เพื่อปกป้องน่านฟ้าตามมาตรการป้องกันมาตรฐาน
เจ้าหน้าที่จากยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ มีกำหนดกลับมาเจรจาไตรภาคีเพื่อผลักดันข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันพุธ หลังจากพบปะกันเป็นเวลา 2 วันที่อาบูดาบีเมื่อเดือนก่อน โดยหลังการเจรจาครั้งนั้น ทรัมป์ระบุว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย Vladimir Putin ตอบรับคำขอให้หยุดโจมตีเคียฟและเมืองอื่น ๆ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากสภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรง
แลกกับข้อตกลงดังกล่าว ยูเครนยอมชะลอการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม โฆษกเครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าปูตินตกลงพักการโจมตีถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และในวันจันทร์ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะขยายเวลาข้อตกลงออกไป ขณะที่การโจมตีของรัสเซียยังคงเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่น เช่น ระบบขนส่ง
แม็กซิม ทิมเชนโก ซีอีโอของ DTEK กล่าวกับ Bloomberg ว่าบริษัทต้องการการหยุดยิงอย่างน้อย 2–3 สัปดาห์ เพื่อฟื้นฟูการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า และไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟดับในฤดูหนาวเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเคียฟและเมืองอื่น ๆ ของยูเครน
อ้างอิง : bloomberg.com