โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ระบบลงคะแนนลับ” ปกป้องสิทธิประชาชน ออสเตรเลียเริ่มที่แรกเมื่อ 170 ปีก่อน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 08.54 น.
ภาพการเลือกตั้งแบบ “Australian ballot” ตีพิมพ์ใน The Illustrated Australian News เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1880 (ภาพ : State Library Victoria)

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าที่ไหนในโลก สิ่งสำคัญ คือ “หลักความโปร่งใส” องค์กรที่จัดการเลือกตั้งต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เกิดข้อกังขาในสังคม และหลักอีกประการที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็น “ความลับ”

เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในวิถีประชาธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจหรือพรรคการเมืองตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคใด เป็นการปกป้องสิทธิการเลือกตั้งของพลเมือง

ซึ่งประเทศแรกในโลกที่นำหลักการลงคะแนนลับ (secret ballot) มาทำให้เกิดขึ้นจริง คือ ออสเตรเลีย เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Australia ballot” ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลก จนเป็นหลักสำคัญที่ใช้กระทั่งถึงปัจจุบัน

“ออสเตรเลีย” ประเทศแรกในโลกที่เลือกตั้งด้วยระบบลงคะแนนลับ

ก่อนหน้าจะมีระบบนี้ การเลือกตั้งในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ มีปัญหารุนแรงมาก เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องขานชื่อผู้สมัครที่ตัวเองเลือกออกมาดัง ๆ ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่พรรคการเมืองพิมพ์แจก ซึ่งแต่ละพรรคใช้สีไม่เหมือนกัน ถือบัตรสีไหนคนอื่นก็จะรู้ว่า เลือกพรรคอะไรทันที

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งไม่เป็นระบบ การซื้อเสียง ข่มขู่ ถูกนายจ้างหรือผู้มีอิทธิพลกดดันจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงถูกทำร้ายจนต้องสยบยอมต่อผู้มีอำนาจ

ในอังกฤษมีความพยายามปฏิรูปการเลือกตั้ง เพราะคนรวยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ ขณะที่ชนชั้นล่างที่มีจำนวนมากกลับไม่มีสิทธิ ช่องว่างทางชนชั้นที่ปะทุจนกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง คือ “Bristol Riots” หรือ “ เหตุจลาจลที่บริสตอล” ใน ค.ศ. 1831

คราวนั้นมีการเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปการเลือกตั้ง เพื่อขยายสิทธิให้พลเมืองมีสิทธิเลือกตั้ง แต่สภาขุนนางกลับปัดตกร่างดังกล่าว ทำให้ประชาชนไม่พอใจ เกิดการเผาสถานที่ราชการ ที่พำนักของบิชอป เพราะบิชอปอยู่ในสภาขุนนางที่คัดค้านร่างปฏิรูป

เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บรวมแล้วหลักร้อยคน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดกฎหมายปฏิรูปการเลือกตั้งในปีถัดมา และกลายเป็นแรงผลักดันให้คนอังกฤษมีแนวคิดเรื่องการลงคะแนนเสียงแบบลับ ทว่า ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ด้านออสเตรเลีย ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็เจออุปสรรคการเลือกตั้งเช่นกัน ทำให้มีความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว ความต้องการปฏิรูประบบการเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นหลักทางการเมืองในทศวรรษที่ 1840 และยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออสเตรเลียมีประชากรเพิ่มขึ้นจากกระแส “ตื่นทอง” ในทศวรรษที่ 1850

ในที่สุด ออสเตรเลียก็ผ่านกฎหมาย และบังคับใช้ระบบลงคะแนนลับในการเลือกตั้ง ค.ศ. 1856 (เทียบแล้วคือ พ.ศ. 2399 ตรงกับยุครัชกาลที่ 4 เรียกกันว่า “Australian ballot”

“Australian ballot” คือ ระบบการลงคะแนนเสียง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายเลือกของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัว บนบัตรเลือกตั้งที่รัฐจัดพิมพ์ในรูปแบบเดียวกัน และแจกจ่ายไปในพื้นที่ต่างๆ หรือจะเป็นการลงคะแนนลับในรูปแบบอื่นก็ได้เช่นกัน รัฐวิกตอเรีย (Victoria) และรัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia) เป็น 2 รัฐแรก ที่นำหลักการลงคะแนนลับมาใช้

การลงคะแนนลับแบบ “Australian ballot” โดยทั่วไปจะเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด หีบบัตรเลือกตั้งต้องมีขนาดตามที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น และต้องปิดสนิท มีเพียงช่องเปิดขนาดเล็กด้านบนสำหรับหย่อนบัตร

ก่อนการลงคะแนนจะมีการตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้งว่า อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตามที่กำหนดหรือไม่ และไม่สามารถเปิดหีบบัตรเลือกตั้งได้จนกว่าจะเริ่มกระบวนการนับคะแนน ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทำในคูหาที่จัดขึ้นเฉพาะ จากนั้นจึงหย่อนบัตรลงในหีบเลือกตั้ง

เรียกว่า การเลือกตั้งระบบลงคะแนนลับที่ออสเตรเลีย พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของโลกไปเลยก็ว่าได้ เพราะตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส และตอกย้ำถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พรรคการเมือง นายจ้าง กลุ่มอันธพาล ไม่สามารถใช้วิธีเดิมอย่างการข่มขู่ได้อีกต่อไป ทั้งยังลดการซื้อเสียงอย่างเปิดเผยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยข้อดีของ “Australian ballot” ทำให้รัฐอื่น ๆ ในออสเตรเลียนำไปใช้ในเวลาต่อมา ก่อนที่ระบบดังกล่าวจะแพร่ไปในยุโรป และสหรัฐอเมริกา อย่างอังกฤษมีการนำระบบลงคะแนนเสียงแบบลับไปใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา และการเลือกตั้งระดับเทศบาลใน ค.ศ. 1872 ส่วนในสหรัฐฯ มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ. 1884

แม้จะผ่านมานับศตวรรษ แต่หลักการลงคะแนนลับก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่ไม่ควรมีใครทำให้เป็นเรื่องยาก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Britannica Editors. “Australian ballot”. Encyclopedia Britannica, 3 May. 2024. Accessed 13 February 2026.

National Museum Australia. “Secret ballot introduced”. Accessed 13 February 2026.

Bristol Museum Collections. “Rioting in Bristol”. Accessed 13 February 2026.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ระบบลงคะแนนลับ” ปกป้องสิทธิประชาชน ออสเตรเลียเริ่มที่แรกเมื่อ 170 ปีก่อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...