“ไฟสงครามลุกท่วมตะวันออกกลาง”
“ไฟสงครามลุกท่วมตะวันออกกลาง”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
การโจมตีกันด้วยอาวุธร้ายแรงต่ออิหร่าน ด้วยความร่วมมือกันระหว่างอิสราเอลกับอเมริกา เกิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อเมริกาเป็นผู้ลงมือก่อนด้วยการยิงจรวดตรงเข้าถึงห้องทำงานของ “คาเมเนอี” ผู้นำอิหร่านอย่างแม่นยำ ทำให้คาเมเนอีพร้อมลูกสาว ลูกเขยและญาติๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่อยู่ในห้องเสียชีวิตทันที นอกจากนี้ยังยิงใส่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ทำให้นักเรียนเสียชีวิตกว่าร้อยคน ทางฝ่ายอิหร่านแม้จะเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ก็ตอบโต้ได้ทันทีทันควัน ยิงจรวดใส่ฐานทัพของอเมริกาในตะวันออกกลางทุกแห่งไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง สงครามเกิดขึ้นแล้ว เสียงไซเรนดังไม่หยุด ควันไฟคละคลุ้งไปทั่ว ข่าวการสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นข่าวที่ทั่วโลกให้ความสนใจและได้รายงานให้โลกรับรู้อย่างทันอกทันใจเรื่อยมา
วันนี้ผู้เขียนจึงตั้งใจว่าจะไม่พูดเรื่องการสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ กลัวจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน คิดว่าจะหันมาพูดถึงความเป็นมาเป็นไปของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่รุนแรงถึงขึ้นต้อง “เด็ดหัว” ผู้นำอีกฝ่ายหนึ่งว่า มีประวัติศาสตร์ที่เป็นมาอย่างไร จึงได้สะสมความแค้นกันถึงขนาดนี้
ตะวันออกกลางเป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมโบราณชื่อว่า เมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นที่รวมอารยธรรมของกลุ่มชนต่างๆ มากมาย เมื่อมีหลายอารยธรรมและหลายกลุ่มชนมารวมกัน จึงเกิดการกระทบกระทั่งกันเรื่อยมานับพันปี อิรัก ซีเรีย จอร์แดน มักถูกใช้เป็นสนามรบของมหาอำนาจอย่างโรมันและเปอร์เซีย สงครามครูเสดก็เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเช่นกัน รากเหง้าของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้จึงหนีไม่พ้นเรื่องของการเมืองและการช่วงชิงอำนาจ ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ การค้นพบน้ำมันใต้ดินที่ทำให้ชาติตะวันตกตาโต หันมาแย่งกันแบ่งเค้กจากตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดกลุ่มติดอาวุธขึ้นมาต่อสู้ ความขัดแย้งในดินแดนแถบนี้จึงยิ่งรุนแรงและซับซ้อนขึ้น
สหรัฐอเมริกาต้องการอย่างยิ่งที่จะเข้ามามีส่วนแบ่งจากดินแดนที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองอยู่มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกาเกรงว่าจีนกับรัสเซียจะเข้ามาผูกมิตรสร้างอิทธิพลและพันธมิตรในภูมิภาคนี้ การคงฐานทัพและอำนาจทางการเมืองไว้เป็นการคานอำนาจไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ขึ้นมามีอำนาจ เขาเป็นผู้นำที่พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย ที่กล้าประกาศว่า ทุกอย่างอเมริกาต้องมาก่อน (America First) หลังจากโจมตีอิหร่านโดยกล่าวหาว่าเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยม และยังได้ปลุกระดมชาวอิหร่านให้ออกมายึดอำนาจ
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวมา น่าจะพอทำให้เห็นว่า เพราะเหตุใดสงครามในตะวันออกกลางจึงไม่ยุติลงง่ายๆ โดยเฉพาะสงครามระหว่างสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลสู้กับอิหร่านครั้งนี้ เป็นการสู้กันที่ถูกถักทอด้วยความแค้น และการแย่งชิงผลประโยชน์ ตราบเท่าที่โลกยังต้องพึ่งพาน้ำมัน เปลวไฟของสงครามในตะวันออกกลางย่อมยากที่จะดับลงได้
สุดท้าย เรามาดูกันว่า อิหร่านจะรับมือ หรือผ่อนเบาสถานการณ์ที่ถูกอเมริกาโจมตีทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในระหว่างประชุมกันได้อย่างไร ? ผู้ที่โดดเข้ามาช่วยเพราะทนดูความโหดเหี้ยมของอเมริกาไม่ได้ ก็คือ “จีน” อิหร่านกับจีนเป็นมิตรกันและเป็นสมาชิกร่วมกันในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทั้ง 10 ประเทศขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้จึงได้ออกแถลงการณ์ แสดงจุดยืนคัดค้านการกระทำของอเมริกา เรียกร้องให้สหประชาชาติแสดงบทบาทสนับสนุนอิหร่านทันที
ส่วนทรัมป์ยังออกอาการเมาหมัดไม่หาย ประกาศก้องว่า “จะทำสงครามยืดเยื้อกับอิหร่านต่อไป” “การโจมตีของเมริกาต่ออิหร่านนั้นยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ สิ่งที่รุนแรงกว่านี้ยังจะตามมาข้างหลัง” เป้าหมายของอเมริกาคิดทำลายขีปนาวุธและกองทัพเรือของอิหร่าน ยับยั้งอิหร่านไม่ให้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ทรัมป์แสดงความพอใจอย่างมากต่อสภาพการรบเฉพาะหน้านี้ และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายแบบ “รบเร็วเผด็จศึกเร็ว” ไปเอาชนะอิหร่านให้ได้ ทรัมป์ยังคุยโวอีกว่า “อเมริกาจะต้องมีส่วนในการเลือกตั้งผู้นำใหม่ของอิหร่านด้วยตัวเอง”
ในระหว่างนี้จีนกับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ได้ออกแถลงการณ์อย่างต่อเนื่อง แสดงบทบาทเป็นตัวแทนที่เป็นธรรมของประเทศที่รักสันติทั้งหลาย หากอเมริกายังดื้อรั้นที่จะยกระดับความขัดแย้งสูงขึ้นอีก ในที่สุดก็ต้องเผชิญกับการทำลายล้างตนเอง มีแต่การกลับสู่โต๊ะเจรจาเท่านั้นที่เป็นทางออกประการเดียวที่อเมริกาต้องตระหนักให้ชัดๆ