โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ความท้าทายของรัฐบาลผสมภายใต้การจับตาเสถียรภาพการคลัง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 21.25 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 23.30 น.

การเลือกตั้งปี 2566 ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น และมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เสียงที่ถล่มทลายก็ยังไม่มากพอที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ยังคงเป็นการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลผสมที่มีความหลากหลาย ยังคงสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ ความท้าทายด้านการคลังที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการเดินหน้าตามแผนการคลังระยะกลาง (ปีงบประมาณ 2569-2572) ที่มีเป้าหมายหลักคือ การลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 3% ของGDP ภายในปี 2573 แต่ในความเป็นจริงงบประมาณปี 2569 ยังคงขาดดุลสูงถึง 4.4% ขณะที่หนี้สาธารณะกำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ในปี 2570

ทั้งนี้ พื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือน้อยมาก ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตต่างปรับมุมมองอันดับเครดิตของไทยเป็น ‘ลบ’ หลังจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ หลังการระบาดของโควิด-19 ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ในปี 2568 และการใช้จ่ายในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการช่วยเหลือ SMEs ที่อาจเป็นตัวเร่งการเพิ่มหนี้ในระยะยาวหาก ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี

แม้ว่า รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น จากการที่พรรคได้รับที่นั่งมากขึ้น แต่การจัดตั้งรัฐบาลผสม อาจทำให้การดำเนินนโยบายทางการคลังเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่พยายามจะดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการชะลอตัวของการเติบโตและภาคท่องเที่ยวที่ยังล่าช้า

การใช้งบประมาณที่มีข้อจำกัดอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายที่จำเป็น เช่น โครงการสนับสนุนครัวเรือนและ SMEs ซึ่งถึงแม้จะช่วยเสริมอุปสงค์ในระยะสั้น แต่ก็อาจทำให้การปรับฐานะการคลังให้เข้าสู่สมดุลล่าช้าออกไป ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์หนี้สาธารณะยังคงอยู่ในระดับสูง

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุชัดเจนว่า อันดับเครดิต BBB+ ของไทยจะอยู่หรือไป ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหาร “สัดส่วนหนี้ต่อ GDP” ในระยะกลาง หากรัฐบาลผสมมุ่งเน้นแต่เสถียรภาพทางการเมืองระยะสั้น ด้วยการประนีประนอมนโยบายประชานิยม จนทำให้แผนการลดขาดดุลล่าช้าออกไป การปรับลดอันดับเครดิต จะเกิดขึ้นทันที

ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการเงินของประเทศที่พุ่งสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่อาจพังทลาย หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าทำนโยบายแบบ “แจกวันนี้ จ่ายวันหน้า” โดยไม่มีแผนการสร้างรายได้ที่ชัดเจน เราอาจเห็นประเทศไทยหลุดจากกลุ่มประเทศที่น่าลงทุนในสายตาโลก

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,175 วันที่ 15 -18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...