โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรณ์ชี้สงครามอิหร่าน – สหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก ใน 3 มิติ ‘พลังงาน – เกษตร – ท่องเที่ยว’

THE STANDARD

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 11.33 น. • thestandard.co
กรณ์ชี้สงครามอิหร่าน – สหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก ใน 3 มิติ ‘พลังงาน – เกษตร – ท่องเที่ยว’

‘กรณ์’ เผยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามอิหร่าน ไม่ใช่แค่จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องอุปทานขาดแคลน

จากงานสัมมนา ‘Unlock the unknown(s)’ ที่จัดโดย บลจ.วรรณ ในวันนี้ (12 มีนาคม) บนเวทีเสวนาพิเศษที่มีกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย

กรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบในทางลบมากที่สุดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

มิติแรกที่สำคัญที่สุดคือ ความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ไม่ว่าจะน้ำมันหรือแก๊ส ซึ่งผลกระทบต่อไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของราคาที่สูงขึ้น แต่รวมถึงเรื่องอุปทานของการเข้าถึงแหล่งพลังงานด้วย

“เราซื้อพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนค่อนข้างสูง”

โดยกรณ์กล่าวเทียบกับกลุ่มประเทศตะวันตกว่า “ประเทศตะวันตกรอบนี้ได้รับผลกระทบอย่างเก่งคือเรื่องของราคา แต่ว่าในเรื่องของซัพพลาย เขาไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางมากเท่ากับพวกเรา”

ขณะที่สต็อกพลังงานของไทยก็มีน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ อย่างญี่ปุ่นมีสต็อกรองรับกว่า 200 วัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอีกจุดที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับไทย ไม่ใช่เพียงแค่ให้ว่าทำให้มีพลังงานในต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป แต่จะทำอย่างไรให้พลังงานไม่ขาดแคลน

“ผมคิดว่าในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างภาคพลังงาน อย่างเช่นไฟฟ้า วันนี้เราใช้แก๊สประมาณ 70% ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหลายๆ ภาคส่วนก็พูดมานานแล้วว่าสูงเกินไป จริงๆ เราควรได้รับบทเรียนเรื่องนี้ตั้งแต่ วิกฤตพลังงานช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่เราก็ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมากนัก” กรณ์กล่าว

มิติที่สองคือ ผลกระทบต่อภาคการเกษตร ปัจจุบันเริ่มประสบปัญหาเรื่องของราคาและการขาดแคลนปุ๋ย ส่วนผสมของปุ๋ยที่สำคัญที่สุดเป็นผลผลิตจากทางตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งขนส่งมาที่ไทยไม่ได้ในขณะนี้ ส่วนนี้จะเป็นปัญหาต่อเกษตรกร เพราะไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

มิติที่สามคือ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูงต่อ GDP และยังเป็นเศรษฐกิจที่เปิดซึ่งอ่อนไหวต่อการชะลอตัวของการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ

รศ.ดร.สมชาย แนะ 5 วิธีบริหารความเสี่ยงรับมือความผันผวน

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้ให้มุมมองถึงทิศทางและแนวโน้มในการบริหารความเสี่ยงทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 5 ประการหลัก ได้แก่

1. การรับมือกับ Geoeconomic Fragmentation คือการที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแบ่งขั้วทางการค้าและการลงทุน ซึ่งนำไปสู่การพึ่งพาระดับภูมิภาคมากขึ้น ประเทศต่างๆ จะพยายามสร้างความเชื่อมโยงกันเองเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องศึกษาและเตรียมขยายเครือข่ายการค้ารองรับการเปลี่ยนแปลงนี้

2. การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Reshoring การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศแม่ เช่น บริษัทอเมริกันย้ายจากไทยกลับไปสหรัฐฯ ถัดมาคือ Nearshoring การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น ย้ายไปเม็กซิโกเพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรป หรือการใช้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานทัพใหม่ สุดท้ายคือ Friendshoring การเลือกลงทุนหรือสร้างห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรต่อกัน

3. การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ผ่าน FTA ประเทศต่างๆ จะเร่งรวมกลุ่มและเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปที่เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับกลุ่ม Mercosur (บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย ปารากวัย) และอินเดีย หลังจากเจรจากันมานานกว่า 20 ปี สำหรับประเทศไทยเองก็กำลังเร่งผลักดัน FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน

4. การขยายการลงทุนไปต่างประเทศ นอกจากการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไทยต้องมองหาโอกาสจากการลงทุนในต่างประเทศผ่านเครือข่าย FTA เช่น การใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-เปรู เพื่อเป็นสปริงบอร์ดเจาะตลาดกลุ่ม Andean Community หรือ Pacific Alliance (โคลอมเบีย ชิลี เม็กซิโก) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาเหนือได้กว้างขึ้น

5. การยกระดับสินค้าและบริการ ภาคธุรกิจและประเทศไทยโดยรวมจำเป็นต้องเร่งหาโอกาสใหม่ๆ เช่น การผลักดันความตกลง CPTPP ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพของทั้งสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

ภายในงานสัมมนาเดียวกัน พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์แบบ Tail Risk (ความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาแบบสุดขั้วหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก) อย่างสงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้ การพึ่งพาสินทรัพย์ดั้งเดิม (Traditional asset) อย่างหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ปลอดภัย

นักลงทุนจึงควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น เช่น REITs หรือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่ามักจะเคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับสินทรัพย์อย่างหุ้นและตราสารหนี้ ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

ภาพ: DKosig / GettyImages

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...