สงครามราคารถยนต์จีนพ่นพิษ ฉุดรายได้อุตสาหกรรมวูบ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 3 ปี
ชี้ผู้ผลิตและดีลเลอร์แบกรับต้นทุนส่วนลดมหาศาล หลังราคาขายเฉลี่ยต่อคันดิ่งลง 11% ทั่วกระดาน เปิดต้นตอศึกตัดราคาจากเทสลาลามสู่แบรนด์ท้องถิ่น บีบผู้เล่นทุกระดับต้องหั่นกำไรเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด นักวิเคราะห์เตือนไม่ใช่กลยุทธ์การตลาดระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์จีน
รายงานวิจัยล่าสุดเปิดเผยถึงผลกระทบเชิงลบจากสงครามราคารถยนต์ที่ทวีความรุนแรงในตลาดจีน โดยระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องสูญเสียรายได้รวมไปมากกว่า 4.71 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566-2568) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะการถดถอยของอัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในโลก
รายได้หายเฉียด 5 แสนล้านหยวน
ข้อมูลจากรายงานที่นำเสนอโดย นายหลี่ เหยียนเว่ย สมาชิกสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์จีน (China Passenger Car Association) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่าความสูญเสียดังกล่าวคำนวณจากการเปรียบเทียบส่วนลดราคารถยนต์ที่เกิดขึ้นจริง กับราคาจำหน่ายมาตรฐาน ณ เดือนมกราคม 2566 โดยจากการติดตามพฤติกรรมตลาดพบว่า ราคารถยนต์เฉลี่ยต่อคันในจีนได้ปรับตัวลดลงถึง 11% ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี โดยลดลงจากเฉลี่ย 217,000 หยวนในปี 2566 เหลือเพียง 194,000 หยวนในปี 2568
ภาวะดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงสร้างทางการเงินของผู้ประกอบการ ทั้งในฝั่งของผู้ผลิต (OEMs) ที่ต้องลดต้นทุนการผลิตอย่างเร่งด่วน และฝั่งตัวแทนจำหน่าย (Dealers) ที่ต้องยอมเสียกำไรต่อคันเพื่อระบายสต็อกสินค้าและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
จาก ‘เทสลา’ สู่ ‘โดมิโนเอฟเฟกต์’ ทั่วอุตสาหกรรม
ชนวนเหตุสำคัญของสงครามราคาครั้งนี้เริ่มต้นจากการขยับตัวของ "เทสลา" (Tesla) ผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐฯ ที่ประกาศปรับลดราคาขายในจีนอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี 2566 เพื่อกระตุ้นยอดขายและใช้ความได้เปรียบด้านการบริหารจัดการต้นทุนมากดดันคู่แข่งท้องถิ่น ส่งผลให้แบรนด์รถยนต์จีนและแบรนด์ร่วมทุนจากต่างชาติต้องเข้าสู่สมรภูมิราคาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ให้กับคู่แข่ง
สถานการณ์ดังกล่าวลุกลามจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปสู่รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทำให้ภาพรวมของตลาดเข้าสู่ภาวะสงครามราคาเต็มรูปแบบ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสายป่านทางการเงินไม่ยาวพอต้องประสบภาวะล้มละลายหรือถูกควบรวมกิจการ
“สงครามราคารถยนต์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดระยะสั้น แต่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนไปอย่างสิ้นเชิง” นายหลี่ เหยียนเว่ย กล่าวเน้นย้ำในรายงาน
ผลกระทบระยะยาว: การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสูญเสียด้านรายได้ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้นที่สะท้อนถึงการลดลงของรายได้จากการขาย แต่ผลกระทบที่ลึกกว่านั้นคือการที่ผู้ผลิตต้องตัดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในบางส่วนเพื่อรักษาตัวเลขกำไรในงบการเงิน ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการนวัตกรรมระยะยาว
นอกจากนี้ การที่ราคารถใหม่ลดลงอย่างรวดเร็วยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดรถยนต์มือสอง ทำให้มูลค่าซาก (Resale Value) ของรถยนต์ในจีนตกลงอย่างหนัก สร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อรถใหม่ในอนาคต หากไม่มีมาตรการพยุงราคาที่ชัดเจน
“ผู้ผลิตรถยนต์และดีลเลอร์ต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมากจากการลดราคารถยนต์ในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งกลายเป็นการแข่งขันที่ยืดเยื้อเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้” นายหลี่ ให้ทัศนะเพิ่มเติม
สงครามราคาในจีนคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนของการแข่งขันที่สมบูรณ์เกินไป (Perfect Competition) จนเข้าสู่ภาวะทำลายล้างกำไรของอุตสาหกรรม แม้ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลงในระยะสั้น แต่ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจจีนกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก และอาจนำไปสู่การผูกขาดโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่สามารถทนทานต่อภาวะขาดทุนได้ในระยะยาว