มีใครเจ๋งกว่านี้อีกไหม ? 5 ดีลทองคำตลาดมกราคมพรีเมียร์ลีก
การไล่ล่าผู้เล่นในช่วงกลางฤดูกาล มักเกิดจากความจำเป็นในการอุดรอยรั่วหรือแก้ปัญหาที่ปรากฏขึ้นระหว่างซีซั่น โดยส่วนใหญ่มักเป็นช่วงเวลาที่ทีมหนีตกชั้นเร่งเสริมทัพ หวังเติมคุณภาพใหม่เข้ามาอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีหลายครั้งที่สโมสรระดับท็อปสามารถดึงนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลได้เช่นกัน บางครั้งเป็นผู้เล่นที่ต้องการมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ แต่การเจรจายืดเยื้อออกไป ตัวอย่างเช่น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในปี 2018
การได้ นักเตะที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนแปลงทีมได้อย่างสิ้นเชิง อย่างกรณี หลุยส์ ซัวเรซ ย้ายมา ลิเวอร์พูล ในเดือนมกราคม ทั้งที่ตอนนั้นสโมสรยังไม่มีผู้จัดการทีมถาวรด้วยซ้ำ หรือ เนมานย่า มาติช ก็มีส่วนสำคัญในการพาเชลซีคว้าแชมป์ ในการคุมทีมรอบที่สองของโชเซ่ มูรินโญ เพียง 18 เดือนหลังย้ายมา แล้วใครจะเคยรู้จัก เนมานย่า วิดิช ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะดึงตัวเขามาร่วมทีมจริงไหม !!
งานนี้ลองมาย้อนความหลังกันหน่อยว่าการเซ็นสัญญาในตลาดเดือนมกราคมรายใด อาจถูกยกให้เป็นดีที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
- แกรี่ เคฮิลล์
เคฮิลล์ ย้ายจาก โบลตัน วันเดอเรอร์ส มาสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ (ราว 308 ล้านบาท) ในช่วงต้นปี 2012 หลังจาก อาร์เซน่อล ลังเลที่จะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว
ผลงานของ เคฮิลล์ โดดเด่นเกินความคาดหาย เมื่อเขามีส่วนในการนำทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นนักเตะเพิ่มฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาสามารถเป็นหนึ่งในฮีโร่ที่นำ "สิงห์บลูส์" ปราบ บาเยิร์น มิวนิค ในการดวลจุดโทษ นัดชิงโทรฟี่ "หูกาง"
หลังจากนั้น เคฮิลล์ รับใช้ เชลซี นานถึง 7 ปี กลายเป็นตำนานของสโมสร พร้อมกวาดแชมป์มากมาย ทั้งพรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ยูโรปา ลีก 2 สมัย และคาราบาว คัพ อีก 1 สมัย เขายังเป็นตัวหลักของทีมชาติอังกฤษ ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีพีเอฟเอ ถึง 3 ครั้ง และถือเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของสโมสรที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร
- ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
อินเตอร์ มิลาน ยินดีปล่อย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ให้กับ ลิเวอร์พูล ในเดือนมกราคม ปี 2013 เพราะพวกเขารู้สึกว่านักเตะไม่สามารถแจ้งเกิดกับทัพ "งูใหญ่" ได้ โดยตอนนั้น "หงส์แดง" ได้ตัว "คูตี้" มาในราคาเพียง 8.5 ล้านปอนด์ (ราว 374 ล้านบาท) เท่านั้น
คูตินโญ่ ปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว และแสดงผลงานได้อย่างสุดยอดจนกลายเป็นขวัญใจของสาวก "เดอะ ค็อป" หลังจากนั้นเขายังเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญพา ลิเวอร์พูล มีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก แต่น่าเสียดายที่ทำไม่สำเร็จ
สตาร์ชาวบราซิเลียน ยกระดับผลงานของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้เพื่อนร่วมทีมฝีเท้าดีหลายคนจะย้ายออกไป และเขาก็เป็นแกนหลักตั้งแต่ช่วงแรกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม แต่สุดท้ายเสน่ห์ของบาร์เซโลน่า มันยากจะต้านทาน แต่ด้วยคุณภาพฝีเท้า บวกกับความคุ้มค่าของดีล ทำให้ "คูตี้" ถูกยกให้เป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด
ผลงาน 54 ประตูจาก 201 นัด พร้อมรางวัลนักเตะแห่งปีของสโมสร 2 ปีติดต่อกัน (2015 กับ 2016) ที่สำคัฐสโมสรขายเขาในราคา 105 ล้านปอนด์ (ราว 4,620 ล้านบาท) ยังสร้างกำไรมหาศาล ซึ่งถูกนำไปต่อยอดคว้าตัว ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทีม และหากไม่มีเหตุการณ์เหล่านั้น ลิเวอร์พูล อาจไม่ก้าวมาถึงจุดที่พวกเขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน
- โรเบิร์ต ฮูธ
โดยปกติแล้ว การที่เซ็นเตอร์แบ็กวัยเก๋าซึ่งมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่ย้ายจากสโต๊ค ซิตี้ มาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ แทบจะไม่ถูกพูดถึงเลย และตอนนั้นก็แทบไม่มีใครสนใจจริงๆ การย้ายทีมแบบยืมตัวของ โรเบิร์ต ฮูธ สู่ถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในปี 2015 ดูเหมือนจะเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของสโมสรในการพยายามหนีตกชั้น
ต้องบอกว่าหลายคนคิดผิดมหันต์ เพราะ เซ็นเตอร์แบ็กชาวเยอรมัน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพาทัพ "จิ้งจอกสยาม" ดิ้นรนอยู่รอดในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้สำเร็จ โดย เลสเตอร์ คว้าชัยชนะถึง 7 จาก 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล และรักษาสถานะในพรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นต่างหากเป็นเรื่องที่น่าประทับใจสุดๆ เมื่อ ฮูธ ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาเล่นกับ เลสเตอร์ แบบถาวร กลายเป็นตำนานของสโมสร เพราะเขามีบทบาทสำคัญในการนำ "เดอะ ฟ็อกซ์" เปลี่ยนสถานะจากทีมเต็งตกชั้น กลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบเหนือความคาดหมายในฤดูกาลถัดมา
ฮูธ ลงสนามถึง 35 จาก 38 นัด และยิงประตูสำคัญใส่ทั้ง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วยพา เลสเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก พร้อมจารึกหนึ่งในเรื่องราวกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และบางทีปาฏิหาริย์ครั้งนั้นอาจไม่เคยเริ่มต้นขึ้นเลย หากไม่มีการมาถึงของปราการหลังเลือดด๊อยท์ช
- เฟอร์จิล ฟาน ไดค์
ฟาน ไดค์ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อต้นปี 2018 ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ราว 3,300 ล้านบาท) ซึงถือเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การย้ายทีม ณ ช่วงเวลานั้น แต่ผลงานของนักดเตะมันคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เพราะเขากลายเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของสโมสรอย่างแท้จริง
ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทะลุเข้าไปสู่รอบชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนั้น (แพ้ เรอัล มาดริด) และจบอันดับท็อปโฟร์ ก่อนที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จในถ้วย "บิ๊กเอียร์" ปี 2019 ตามด้วยแชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และยังเป็นส่วนหนึ่งในการนำ "หงส์แดง" คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ
ฟาน ไดค์ ไม่ใช่แค่กองหลังระดับโลกเท่านั้น แต่เขายังมีอิทธิพลเชิงบวกทั้งในและนอกสนาม โดย ลิเวอร์พูล คงไม่สามารถแข็งแกร่งหากไม่มีเขาคุมแนวรับ แม้ตอนนี้จะอายุ 34 ปีแล้วก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ ฟาน ไดค์ ควรถูกเก็บไว้กับสโมสรต่อไปในบทบาทใดบทบาทหนึ่งหลังจากแขวนสตั๊ด
- บรูโน่ แฟร์นันด์ส
เมื่อพิจารณาจากประวัติการเสริมทัพช่วงหลังๆ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องยอมรับว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส ควรถูกยกให้เป็นการเซ็นสัญญาในตลาดเดือนมกราคมที่ดีที่สุดของสโมสร และที่น่าทึ่งคือ ครั้งหนึ่งผู้บริหารระดับสูงบางคนของ "ผีแดง" ไม่ต้องการเดินหน้าดีลนี้ด้วยซ้ำ
มีการแฉว่าตอนนั้นแมวมองรายหนึ่งทำวิดีโอพรีเซนต์ แสดงภาพ แฟร์นันด์ส เตะประตูห้องแต่งตัวพังหลังโดนใบแดงกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน พร้อมตั้งคำถามว่าเขามีทัศนคติและกรอบความคิดที่เหมาะสมสำหรับความสำเร็จในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด หรือไม่
ท้ายที่สุด เพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุกีส กลายเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด และเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในยุคของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด (อดีตซีอีโอ แมนฯ ยูฯ) แบบทิ้งห่างนักเตะรายอื่นที่ดึงมาร่วมทัพชนิดไม่เห็นฝุ่น
กัปตันบรูโน่ ช่วยเหลือทีมจนได้รับฉายาก "เดอะ แบก" นับตั้งแต่ย้ายมาช่วงเส้นตายตลาดฤดูหนาวปี 2020 ด้วยค่าตัวเพียง 47 ล้านปอนด์ (ราว 2,068 ล้านบาท) เขาคือหัวใจของทีมอย่างแท้จริง และน่ากลัวไม่น้อยหากต้องจินตนาการว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะอยู่ในสภาพใด หากไม่มีเจ้าตัวอยู่ในทีม
✍️ 𝐓𝐎𝐌𝐌𝐘 𝐓𝐄𝐄