เลือกตั้ง–ประชามติ เตือนคว่ำบาตรพรรคการเมืองส่อผิดกม.
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งทั่วไปตามวาระ แต่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ต้องจัด “การเลือกตั้ง สส.” ควบคู่กับ"การออกเสียงประชามติ"ในวันเดียวกันท่ามกลางบริบททางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน จากการยุบสภา และการเปลี่ยนแปลงกติกาหลายด้าน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสื่อมวลชน ในประเด็นการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหม่ ของสังคมไทย นำโดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. พร้อมคณะกรรมการ และผู้บริหารสำนักงาน กกต. โดยยอมรับว่า ด้วยความเร่งด่วนของสถานการณ์ทั้งการยุบสภา และการต้องจัดประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง ทำให้ในช่วงแรกอาจเกิดความสับสน หรือข้อจำกัดในการรับรู้ของประชาชน แต่ กกต. พยายามเร่งแก้ไข ด้วยการสื่อสารเชิงรุก
โดยเฉพาะ “รูปแบบหน่วยเลือกตั้ง” ที่ถูกออกแบบใหม่มีการทำแบบจำลอง และสื่ออธิบายขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจวิธีการใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง เพราะทุก 1 เสียง มีความหมายต่อทิศทางของประเทศ
กกต. เน้นย้ำว่า ความสำเร็จของการเลือกตั้ง ไม่ได้อยู่ที่การจัดการเพียงฝ่ายเดียว แต่สื่อมวลชน คือกลไกสำคัญที่สุด ในการกระจายข้อมูลไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
ขณะเดียวกัน กกต.ยังส่งสัญญาณไปถึงพรรคการเมืองและผู้สมัคร ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด มีทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กจำนวนมาก ขอให้การหาเสียงอยู่ในกรอบกฎหมาย เน้นการนำเสนอนโยบาย และแนวทางบริหารประเทศ ไม่ใช้วิธีใส่ร้าย ปลุกปั่น หรือข่มขู่คู่แข่ง ซึ่งไม่เพียงไม่ก่อประโยชน์ แต่ยังมีโทษตามกฎหมาย
ขณะนี้ กกต. ยอมรับว่า มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการหาเสียงผิดกฎหมายเข้ามาแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ในอีกด้านหนึ่ง กกต. ยังได้ออกระเบียบ ให้พรรคการเมือง ต้องส่งรายละเอียดนโยบาย พร้อมที่มาของงบประมาณ เพื่อให้ตรวจสอบความเป็นไปได้และผลกระทบ ซึ่งในภาพรวม ยังไม่พบประเด็นผิดปกติและเห็นว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงหาเสียงในรูปแบบเวทีดีเบต และลงพื้นที่พบประชาชนอย่างสร้างสรรค์
สำหรับกรณีการทำลายป้ายหาเสียง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขา กกต. ระบุว่า ขณะนี้พบการทำลายป้ายกว่า 60 ป้าย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบ การสืบสวน บางกรณีสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว ทั้งผู้ที่มีอาการทางจิต และผู้ที่จงใจทำลาย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนกรณีกลุ่มนักวิชาการออกมาประกาศคว่ำบาตรพรรคการเมืองหนึ่ง นายแสวง บุญมีเลขาธิการ กกต. ระบุว่า ต้องพิจารณาเนื้อหาว่าเข้าข่ายใส่ร้ายหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายประชามติ มีข้อห้ามเกี่ยวกับการใส่ร้าย ทำให้พรรคการเมืองเสียหาย หากเป็นการรณรงค์ประชามติโดยไม่พาดพิงพรรคการเมือง อาจไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่หากเข้าข่ายคุกคามสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ก็อาจผิดกฎหมายอาญา และหากพบว่าพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง จะถือว่าเป็นการหวังผลคะแนนเสียง ซึ่งเข้าข่ายความผิด
อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมจับตาคือ กรณีผู้สมัคร สส. ถูกจับกุมและฝากขัง โดยไม่ได้รับการประกันตัว กกต. ชี้แจงว่า ในชั้นสอบสวนยังไม่ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามผู้สมัครยังถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ตามหลักกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
แต่หากผู้สมัครพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองก่อนวันเลือกตั้ง ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา เพื่อถอนชื่อออกจากบัญชีผู้สมัคร และหากดำเนินการไม่ทัน จนประชาชนลงคะแนนให้กกต. อาจต้องพิจารณายกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้น และจัดการเลือกตั้งใหม่
ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองแต่เป็นบททดสอบความเข้าใจของประชาชน ประสิทธิภาพของกติกา และบทบาท ของทุกฝ่ายในการรักษาหลักประชาธิปไตย กกต. ย้ำอีกครั้งว่าทุกคะแนนเสียง คือพลังของประชาชนและการใช้สิทธิ์อย่างรู้เท่าทัน คือ หัวใจของการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม และยั่งยืน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews