แก้รัฐธรรมนูญ vs แก้ปัญหาปากท้อง : ทางเลือกลวงของการเมืองไทย
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
แก้รัฐธรรมนูญ vs แก้ปัญหาปากท้อง
: ทางเลือกลวงของการเมืองไทย
วิวาทะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องวนเวียนกลับมาให้เราชาวไทยได้ถกเถียงกันอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเข้าโค้งสุดท้ายเช่นนี้ ยิ่งกลายเป็นประเด็นร้อนใช้โต้แย้งกันไปมา
ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็พยายามรณรงค์กันอย่างเต็มที่ มีการยกข้อดีชี้ให้เห็นประโยชน์ต่างๆ นานา แตกต่างกันออกไป
ส่วนฝ่ายตรงกันข้าม เหตุผลหนึ่งมักจะยกขึ้นมาแย้งและใช้เป็นเหตุผลหลักก็คือว่า แก้ไปทำไม การแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องเสียหน่อย แก้รัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีขึ้น
เราเรียกวิวาทะทางเลือกคู่นี้สั้นๆ ว่า “รัฐธรรมนูญ-ปากท้อง” ก็แล้วกัน
อันที่จริง การโต้แย้งลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีมาก่อน
เพราะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วประเด็นในการหาเสียงแย่งชิงคะแนนกันระหว่างสองพรรคใหญ่ ก็คือพรรคหนึ่งมีนโยบายแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้าง
ส่วนอีกพรรคก็จะมาแย้งในทำนองที่ว่า การแก้ปัญหาโครงสร้างไม่ได้ช่วยให้ปากท้องอิ่ม เลือกพรรคที่มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจะดีกว่า
เราเรียกทางเลือกคู่นี้สั้นๆ ว่า “โครงสร้าง-เศรษฐกิจ”
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าคู่ “รัฐธรรมนูญ-ปากท้อง” หรือคู่ “โครงสร้าง-เศรษฐกิจ” นั้นล้วนเป็นทางเลือกที่ฝ่ายโต้แย้งเสนอเป็นทางสองทางให้เราเลือกไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง
ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองแนวทางไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด สามารถทำไปพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อโต้แย้งลักษณะนี้ในทางปรัชญาและตรรกวิทยาเราเรียกว่า เหตุผลวิบัติแบบ “ทางเลือกลวง” (false dilemma fallacy) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด
ข้อสังเกตตรงนี้ก็คือว่า เมื่อเราพูดถึง “ทางเลือกลวง” นั้นย่อมต้องสื่อความต่อได้ว่ามันมี “ทางเลือกจริง” (true dilemma) อยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เรามักจะรู้จักคำหรือวลีที่ว่า “ทางสองแพร่ง” “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ซึ่งอันนี้เป็นทางเลือกที่มีให้เราเลือกเท่านี้จริงๆ ไม่มีทางเป็นอื่นได้
ตัวอย่างเช่น “เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้กระทำอะไรบางอย่างลงไปแล้ว คนคนนี้จะมีความผิดตามกฎหมาย หรือไม่ก็ไม่มีความผิด” จะมีแค่สองทางเลือกนี้เท่านั้นและเป็นทางเลือกที่แท้จริง ผลต้องออกมาข้างใดข้างหนึ่งเสมอ จะอยู่ตรงกลางว่า ทั้งผิดและไม่ผิดในขณะเดียวกันไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้จะไม่ถือว่าเป็นการใช้เหตุผลผิดแต่อย่างใด
ส่วน “ทางเลือกลวง” หรือ false dilemma นั้นทำตัวเสมือนว่าเป็น true dilemma ทุกอย่าง แต่บังคับให้เราเข้าใจว่ามีทางเลือกจำกัดอยู่แค่นั้น ทั้งๆ ที่ยังมีความเป็นไปได้อื่นๆ
ในระหว่างทางเลือกที่เสนอมา นั้นมักจะปรากฏในรูปโครงสร้างตรรกะที่ฟังดูหนักแน่น ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าข้อโต้แย้งนั้น “หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ในทางจิตวิทยา เมื่อผู้พูดสามารถตัดหนึ่งทางเลือกออกได้ อีกทางเลือกก็จะดูเหมือนเป็นคำตอบเดียวที่เหลืออยู่
ทั้งที่จริงแล้วกรอบของทางเลือกตั้งแต่แรกนั้นถูกออกแบบให้แคบเกินจริง
ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกมันว่าเป็น “ทางเลือกลวง” เพราะอันที่จริงมีทางเลือกอื่นๆ มากมาย
ในกรณีนี้ เมื่อเราใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของการอ้างเหตุผล ก็จะกลายเป็นเหตุผลวิบัติได้
ตัวอย่างเหตุผลวิบัติแบบทางเลือกลวงนี้ก็อย่างเช่น “คุณวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องสงครามที่รบกับเขมรลักษณะนี้ บอกมาเลยดีกว่าว่าคุณรักชาติ หรือไม่รักชาติ” จะเห็นว่า คนพูดแบบนี้เสนอทางเลือกให้คนตอบแค่ว่า รักชาติกับไม่รักชาติเท่านั้น
คือนัยยะของการพูดแบบนี้ก็คือรักชาติต้องไม่วิจารณ์รัฐบาล ถ้าวิจารณ์รัฐบาลเท่ากับไม่รักชาติ
ซึ่งหากเราพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบจะเห็นว่า มันไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เราวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องนี้ก็ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ นั่นก็คือเรารักชาติได้ไปพร้อมกับวิจารณ์รัฐบาล
นี่ยังไม่พูดถึงเหตุผลที่ว่า รัฐบาลไม่เท่ากับชาติเลยด้วยซ้ำ ลำพังแค่การเสนอทางเลือกมาแค่สองทางเลือกนั้น ก็เป็นทางเลือกลวงเสียแล้ว มันจึงเป็นการใช้เหตุผลผิดตั้งแต่ต้น
เหตุผลวิบัติแบบทางเลือกลวงนี้ ยังมีการปรากฏในรูปแบบอื่นๆ ได้อีก และรูปแบบอื่นของเหตุผลวิบัติแบบทางเลือกลวงที่พบบ่อยที่สุดก็คือ “เหตุผลวิบัติแบบไม่ดำก็ขาว” (black or white fallacy) ซึ่งการอ้างเหตุผลลักษณะนี้จะลดความซับซ้อนของความจริงให้เหลือเพียงสองขั้วตรงข้ามกัน เช่น ดี-เลว ถูก-ผิด อยู่ฝ่ายเรา-อยู่ฝ่ายตรงข้าม
ทั้งที่ในชีวิตจริง ความเป็นไปได้มักไม่ได้มีลักษณะสุดโต่งเช่นนั้น
พื้นที่ความเป็นไปได้อย่างอื่น การเห็นด้วยบางส่วน การไม่เลือกข้าง หรือการเสนอทางเลือกที่สาม ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปิดกั้นไปโดยโครงสร้างของเหตุวิบัติทางเลือกลวงนั่นเอง
ตัวอย่างคลาสสิกคือประโยคทำนองที่ว่า “ถ้าคุณไม่เป็นฝ่ายเดียวกับพวกเรา คุณก็เท่ากับเป็นศัตรูของเรา”
อีกลักษณะหนึ่งของเหตุผลวิบัติแบบทางเลือกลวงก็คือ “เหตุผลวิบัติแบบไม่ได้ทั้งหมดก็ไม่ต้องมีเลย” (all or nothing fallacy)
ตรรกะเช่นนี้จะตัดความเป็นไปได้ของความก้าวหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป และปิดพื้นที่ของการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์
ผลคือ การถูกผลักเข้าสู่ภาวะ “ต้องชนะทั้งหมด หรือแพ้ทั้งหมด” ทำให้เราละเลยรายละเอียดอื่นๆ ไป
แต่การบังคับให้เข้าสู่ “ทางเลือกลวง” แบบนี้จะเอื้อต่อการระดมมวลชน ปลุกเร้าฝูงชนได้ แต่แน่นอนว่าเป็นการบ่อนทำลายการถกเถียงอย่างมีเหตุผล
เช่น “ถ้าการปฏิรูปไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่าง ก็เท่ากับล้มเหลว” หรือ “ถ้าคุณวิจารณ์ศาสนา แสดงว่าคุณเป็นคนไร้ศีลธรรม”
ในระดับโครงสร้างอำนาจ “ทางเลือกลวง” ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุมวาทกรรม เมื่อผู้มีอำนาจสามารถกำหนดได้ว่า “อะไรคือชุดทางเลือกที่คิดหรือกำหนดได้” การเมืองก็ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกำลังโดยตรง แต่ยังถูกควบคุมผ่านกรอบการคิด
ตัวอย่างเช่น การทำให้ดูเหมือนว่ามีเพียงสองทางเลือกคือ “ความมั่นคง” กับ “ความวุ่นวาย” ทั้งที่ยังมีทางเลือกอื่น เช่น ความมั่นคงที่มาจากความยุติธรรม หรือการเปลี่ยนผ่านอย่างมีส่วนร่วม การตัดทางเลือกเหล่านี้ออกคือบทบาทสำคัญของทางเลือกลวงในเชิงอุดมการณ์
สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ เมื่อทางเลือกลวงทำงานได้ผล มันจะทำให้ผู้คนจำนวนมากโต้เถียงกันภายในกรอบเดียวกัน แม้จะอยู่คนละฝั่งก็ตาม กล่าวคือ ทั้งสองฝ่ายยอมรับชุดทางเลือกเดียวกัน แต่เลือกคนละข้าง
ผลที่ได้คือ การเมืองกลายเป็นสงครามของการแบ่งฝ่าย ไม่ใช่การตั้งคำถามกับกรอบเอง นี่คือชัยชนะที่แท้จริงของ “ทางเลือกลวง” เพราะมันทำให้กรอบการถกเถียงไม่ถูกแตะต้อง
หากย้อนมองมาที่สังคมและการเมืองไทย “ทางเลือกลวง” มักทำงานร่วมกับอารมณ์และศีลธรรม ไม่ใช่ลำพังแค่เหตุผล
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ การผูกทางเลือกทางการเมืองเข้ากับคุณค่าทางศีลธรรม เช่น ความจงรักภักดี ความดี ความเป็นคนไทย หรือความรักชาติ เมื่อทางเลือกถูกจัดวางเช่นนี้ การไม่เลือกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงการไม่เห็นด้วยทางนโยบาย แต่ถูกตีความว่าเป็นความบกพร่องทางคุณธรรม
นี่ทำให้ false dilemma กลายเป็น black or white fallacy ที่ทรงพลัง
เพราะมันไม่เพียงบีบให้เลือก แต่ยังทำให้ “การไม่เลือก” กลายเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมอีกด้วย
กลับมาที่คู่ทางเลือกลวงทั้ง “รัฐธรรมนูญ-ปากท้อง” และ “โครงสร้าง-เศรษฐกิจ” ก็ย่อมเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า “ทางเลือกลวง” เหล่านี้ทำงานอย่างไรกับความคิดของเราบ้าง
เราเถียงกันแทบตายเพราะเราถูกกำหนดให้ “มองเห็น” เฉพาะทางเลือกสองทางนี้
แต่ไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่ายังมีทางเป็นไปได้อื่นๆ อีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมนั้นอาจจะมีผลการสร้างสังคมที่ดี เป็นสังคมที่ยุติธรรม เป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นตัวเลือกของเราเลย
บางทีการที่การเมืองไทยผ่านไปไม่รู้กี่ปีแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม ส่วนหนึ่งก็เพราะเราตกอยู่ในหล่มของทางเลือกลวงที่มีคนจงใจสร้างมันขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้
เราเรียนรู้ปรัชญา ตรรกวิทยาหรือการใช้เหตุผลก็เพื่อที่จะสามารถใช้ความคิดได้ถูกต้อง มีเหตุผลที่ดี ในขณะเดียวกัน เราเรียนรู้เรื่องเหตุผลวิบัติก็เพื่อที่เราจะหลีกเลี่ยงการใช้เหตุผลผิดเอง ในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้คนอื่นมาใช้เหตุผลผิดกับเรา การฝึกสังเกตและตรวจจับเหตุผลวิบัติแบบทางเลือกลวงจึงไม่ใช่เรื่องของการท่องจำรูปแบบ แต่ต้องอาศัยความรู้ภูมิหลังในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องมีความเข้าใจสถานการณ์ในโลกจริงด้วย
เราต้องถามเสมอว่า “มีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ที่สมเหตุสมผล” และ “การนำเสนอทางเลือกแบบนี้สอดคล้องกับความซับซ้อนของสถานการณ์จริงหรือไม่” การตัดสินว่าเหตุผลที่เขาใช้เป็นเหตุผลวิบัติแบบทางเลือกลวงหรือไม่ จึงไม่สามารถทำได้จากการพิจารณารูปแบบทางตรรกะล้วนๆ แต่ต้องพึ่งพาการตีความแนวคิดและบริบทของโลกภายนอกด้วย
เราจึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อของทางเลือกลวงอย่างที่เคยเป็นมา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แก้รัฐธรรมนูญ vs แก้ปัญหาปากท้อง : ทางเลือกลวงของการเมืองไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly