กต.เตรียมแผน-เส้นทางอพยพ ยอมรับไม่ง่าย เผยสถานการณ์ยังน่าห่วง
1 มีนาคม 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมที่มี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมศูนย์สถานการณ์ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ไทยทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลางผ่านระบบ Video Conference เกี่ยวกับแผนอพยพและเส้นทางอพยพการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง ว่า จากพัฒนาการณ์ของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้สถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่ต่างๆ ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีด้วย แต่คนไทยในพื้นที่ต่างๆ ยังปลอดภัยดี พร้อมประเมินว่า สถานการณ์ปัจจุบัน แม้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถึงอสัญกรรมแล้ว แต่ก็ยังมีความอ่อนไหว และน่าเป็นห่วง ซึ่งการสู้รบยังคงมีต่อเนื่อง จึงขอให้พลเมืองไทยติดตามและปฏิบัติตามคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัด
ส่วนท่าทีของประเทศไทยต่อสถานการณ์นั้น รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ของประเทศไทยแล้ว โดยได้เน้นย้ำถึงความห่วงกังวล และขอให้ทุกฝ่าย หลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง และกระทบต่อสันติภาพระหว่างประเทศ รวมถึงชีวิตพลเรือนในภูมิภาค พร้อมขอให้เร่งรัดการเจรจา และดำเนินการการทูต เพื่อแก้ไขสถานการณ์
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยความคืบหน้าภายหลังกระทรวงการต่างประเทศตั้งวอร์รูมของกระทรวงการต่างประเทศ และตั้งศูนย์ประสานงาน 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุล เพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า ปัจจุบันมีคนไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน โดยเฉพาะในอิสราเอล 65,000 คน และในอิหร่านมีประมาณ 250 คน แต่ในภาพรวมไม่มีคนไทยได้รับผลกรทบรุนแรง ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้คำแนะนำ เร่งออกจากพื้นที่ หรือไปยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมความพร้อมแผนอพยพคนไทยแล้ว ซึ่งอาจจะประสานประเทศอื่น ๆ หรือองค์การระหว่างประเทศ ที่กำลังเตรียมแผนอพยพของตนเองเช่นเดียวกัน
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ได้รายงานว่า อิหร่านยังคงมีการโจมตีในพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งสถานทูตอยู่ใกล้พื้นที่ดังกล่าว สถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสถานทูตได้เปิดช่องทางสำหรับคนไทยให้ติดต่อให้ตลอดเวลา และยังอยู่ระหว่างการแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด ซึ่งเบื้องต้น มีคนไทยในประเทศอิหร่านประมาณ 29 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาและแรงงานแสดงความประสงค์อพยพแล้ว
ขณะที่ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล มีพลเมืองไทยประมาณ 65,000 คน ซึ่งเป็นแรงงานภาคการเกษตร ซึ่งมีพลเมืองไทยในอิสราเอล แจ้งความประสงค์ขออพยพแล้วกว่า 10 คน ซึ่งสายการบินอิสราเอล ยังคงเปิดทำการ และเส้นทางอพยพทางบกจากชายแดนไปได้ในหลายประเทศข้างเคียง สำหรับคนไทยในประเทศอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายโจมตีของอิหร่าน หรือได้รับผลกระทบจากการสู้รบมีทั้งที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน บาเรนห์ การ์ตา คูเวต และจอร์แดนนั้น สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทย อยู่ระหว่างการสำรวจเส้นทางอพยพ และประสานสายการบิน และประเทศเจ้าบ้าน
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดต่อไป และในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.69) จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อหารือผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงในภูมิภาค และการช่วยเหลือคนไทยโดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงความท้าทายที่หลายประเทศในตะวันออกกลางที่ได้ประกาศปิดน่านฟ้าแล้ว
ส่วนกรณีที่มีรายงานที่สายการบินไทย ลำเลียงชิ้นส่วนอาวุธจากออสเตรเลียไปยังอิสราเอลนั้น รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า การบินไทยได้ชี้แจงยืนยันแล้วว่า ไม่มีแน่นอน พร้อมมั่นใจสายการบินไทยว่า ปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎระเบียบสากลอย่างเคร่งครัด
ส่วนการช่วยเหลือชาวตะวันออกกลางที่ยังตกค้างในประเทศไทยนั้น รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางที่ติดค้างในประเทศไทย จะต้องรอกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศ เพื่อให้ความยืดหยุ่นต่อกระบวนการ ตม. หรือการตรวจคนเข้าเมือง และคาดว่า ในการประชุม สมช.ในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.69) ที่ประชุมฯ จะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ ประเมินว่า สถานการณ์น่าจะไม่ยุติลงง่าย ๆ และอาจบานปลายไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลไทย จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ และห่วงใยคนไทยในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตั้งวอร์รูมติดตามเหตุการณ์ และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงมาตรการสำหรับการอพยพคนไทยในพื้นที่ที่มีความรุนแรงมายังพื้นที่ปลอดภัย และกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีประชาชนคนไทยในพื้นที่ทุกคนยังปลอดภัย แต่ได้แจ้งเตือนให้ระมัดระวังแล้ว
เปิดเส้นทางอพยพคนไทย
พร้อมยอมรับว่า การอพยพนั้น ไม่ง่าย เพราะเป็นภาวะสงครามการสู้รบ จึงอาจจะต้องอพยพผ่านทางบก เส้นทางตุรกี แต่ระยะทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการประสานงานกับสถานทูตอื่น ๆ เพื่อติดตามแผนการ หรือการเรียกร้องให้หยุดยิงเป็นกรณีพิเศษ เพื่อส่งเครื่องบินเข้าไปช่วยเหลือ และหากมีพลเมืองไทยในพื้นที่ต้องการอพยพ ก็สามารถแจ้งสถานทูตได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะพยายามให้ความช่วยเหลือต่อไป พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับคนไทย และจะจัดแผนอพยพ เพื่อให้คนไทยปลอดภัย และยังยืนยันว่า พลเมืองไทยในตะวันออกกลาง ยังคงสามารถติดต่อสถานทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ได้ หรือญาติที่มีความเป็นห่วงติดต่อศูนย์ปฏิบัติการของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.69) กระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมเสนอแผนใด ๆ หรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า การประชุมของกระทรวงการต่างประเทศในวันนี้ (1 มี.ค.69) เพื่อเตรียมการสำหรับวันพรุ่งนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะรายงานสรุปเหตุการณ์ พร้อมรายงานแผนรองรับสำหรับการอพยพคนไทย รวมถึงตัวเลือกการอพยพต่างๆ ให้ที่ประชุมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้ร่วมกันพิจารณา