โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ไทยพัฒน์ ชี้ ESG ปรับพักฐาน ชู ‘ความพร้อมผัน’ รับมือโลกใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ

ในปี 2569 ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก รวมถึงการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านการดำเนินงาน และการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในภูมิภาคยุโรป ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ชัดเจนว่ากระแส ESG ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว

แม้ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลจะแผ่วลงจากปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ แต่เรื่องความยั่งยืนยังคงถือเป็นฐานรากสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวให้อยู่รอด และเติบโตได้ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ และลัทธิปกป้องทางการค้า ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงต้องแสวงหาแนวทางและเครื่องมือที่จะนำพาองค์กรในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงทิศทาง ESG ปี 2569 โดย ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ได้กล่าวว่า ในปีนี้ความเคลื่อนไหวด้านความยั่งยืนส่งสัญญาณเตือนให้ธุรกิจต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน เนื่องจาก ESG อยู่ในช่วงปรับพักฐาน โดยสามารถสังเกตได้จาก 6 แนวโน้มสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

6 แนวโน้ม ESG ที่ธุรกิจไทยต้องจับตา

แนวโน้มแรกคือ ESG Backlash หรือ “การตีกลับด้านความยั่งยืน” ซึ่งเกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หลายประเทศเริ่มถอนตัวออก ส่งผลให้เป้าหมายบางอย่าง โดยเฉพาะเป้าหมาย Net Zero อาจไม่เกิดขึ้นได้จริง ทำให้หลายองค์กรชะลอตัวและลดท่าทีลง

โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปที่มีการผ่อนปรนการบังคับใช้กฎระเบียบสำคัญ อาทิ EUDR, CSRD, CSDD และ CBAM ลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลสำรวจต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของกระแส ESG อย่างชัดเจน

แนวโน้มที่สองคือ Climate Driven Recession หรือ “ภาวะถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ” กิจการจะต้องดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจโดยผนวกปัจจัยด้านภูมิอากาศ การพึ่งพิงธรรมชาติ และความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่าน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต้นทุน ระดับความเสี่ยง และกระแสการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานสำหรับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

โดยในปี 2026 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อนจัดทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า GDP ของไทยอาจลดลงถึง 7-14% ภายในปี 2050 หากไม่มีกลยุทธ์รับมือที่ชัดเจน โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับการรับมือวิกฤตน้ำ

แนวโน้มที่สามคือ Nature Call หรือ “การทวงถามจากธรรมชาติ” กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โครงสร้างต้นทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และมูลค่าตราสินค้า รวมถึงสามารถอธิบายถึงการปรับตัวของธุรกิจต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน

“ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า องค์กรต้องเตรียมความพร้อมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญ”

แนวโน้มที่สี่คือ Value Chain Challenges หรือ “ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า” กิจการจะต้องคิดวิธีดำเนินการกับคาร์บอนในฐานะปัจจัยด้านผลิตภาพ (Factor of Productivity) ที่ช่วยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการสร้างมูลค่า ความพร้อมผัน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ

หากองค์กรสามารถเปลี่ยน Emission จากต้นทุนมาเป็นเครดิตที่ซื้อขายได้ในตลาด ก็จะช่วยสร้างแรงจูงใจผ่านกลไกตลาด (Market-Based Instruments) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มที่ห้าคือ Governance Under Constraint หรือ “ธรรมาภิบาลภายใต้ข้อจำกัด” กิจการจะเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินงาน ESG ทั้งในแง่ของการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญ การรับมือกับความเสี่ยง และโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว

“ความท้าทายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ ESG กลายเป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์ แต่ต้องเปลี่ยนจากการทำ Compliance ไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง”

ในปี 2569 เป็นต้นไป ความท้าทายสำคัญคือการเลือกประเด็น จัดลำดับ และทำให้แน่ใจว่าการกำกับดูแลช่วยส่งเสริมการสร้างมูลค่าในระยะยาว

และแนวโน้มที่หกคือ Disclosure Gap หรือ “ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล” กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนจะต้องจัดเตรียมข้อมูล ESG ด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ จัดทำดัชนีข้อมูลที่อิงตามมาตรฐานการรายงานสากล และวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานที่กิจการเลือกเข้าร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย

อย่างไรก็ดี ดร.พิพัฒน์ย้ำว่า ยังคงมีช่องว่างระหว่างประโยชน์กับการนำข้อมูลไปใช้จริง เนื่องจากข้อจำกัดทางมาตรฐานที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทำให้ผู้ลงทุนอาจได้ภาพไม่ครบถ้วน เกิดความเข้าใจผิดในส่วนที่มีอยู่จริง และจัดสรรเงินลงทุนด้าน ESG ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

โดยในปี 2569 จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่อ้างอิงจากมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ และต้องมีหน่วยงานผู้ประเมินระดับโลก อย่าง S&P หรือ FTSE มาร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย

Resilience กรอบแนวคิดใหม่เพื่อความยั่งยืนระยะใกล้

ประเด็นสำคัญที่สถาบันไทยพัฒน์นำเสนอในปีนี้คือ การเปลี่ยนมุมมองความยั่งยืนจากที่เดิมคาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล (Long-Term) มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ (Near-Term) เกิดเป็นความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า “Resilience” หรือ “ความพร้อมผัน”

โดยสถาบันได้พัฒนากรอบแนวคิดที่เข้าใจง่าย เพื่อให้องค์กรนำไปใช้ขับเคลื่อนในระดับกิจการ ไม่ใช่ระดับมหภาค ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Dependency (การพึ่งพา) Risk (ความเสี่ยง) ซึ่งรวมถึง Opportunity หรือโอกาสด้วย เพราะความเสี่ยงที่มองในเชิงบวกย่อมกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ และ Impact (ผลกระทบ) ที่เกิดจากกิจการส่งทอดออกไปสู่ภายนอก

ดร.พิพัฒน์ยังได้อธิบายความแตกต่างของคำสำคัญที่มักสร้างความสับสนในวงการ ESG อย่าง Adaptation, Transition และ Mitigation โดยเชื่อมโยงกับ 3 องค์ประกอบหลักข้างต้น โดย Adaptation หรือการปรับตัว เกิดจาก Dependency บวกกับ Risk เปรียบเสมือน “ฝั่งขาเข้า”

กล่าวคือเมื่อธรรมชาติหรือสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงจาก Physical Risk เราต้องอยู่ร่วมกับมันให้ได้จึงต้องปรับตัว

ส่วน Transition หรือการเปลี่ยนผ่าน เกิดจาก Dependency บวกกับ Impact เป็นสิ่งที่องค์กรก่อผลกระทบออกไปข้างนอก จึงเป็น “ฝั่งขาออก” เช่น การจัดทำ Climate Transition Plan เพื่อลดการปล่อยมลพิษตาม Scope ต่าง ๆ และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ขณะที่ Mitigation หรือการบรรเทา เกิดจากการนำ Risk บวกกับ Impact มาจัดการทั้งขาเข้าและขาออก เพื่อบรรเทาผลกระทบ มักเป็นเรื่องเฉพาะหน้าในระยะสั้น

ดร.พิพัฒน์กล่าวถึงในมุมมองด้านบัญชีและการเงิน โดยแนะนำให้ CFO สังเกตว่า Mitigation มักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) เพราะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่ Transition มักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (CAPEX) เพราะเป็นแผนระยะยาว 5-10 ปี

“Resilience ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ใช้ได้กับ 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

ตัวอย่างเช่น ในมิติเศรษฐกิจ หากธุรกิจพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐ แล้วเจอมาตรการภาษี ก็ต้องวางแผน Mitigation ในระยะสั้น เช่น การตุนสินค้า ควบคู่กับการวาง Transition Plan ในระยะยาว

และในมิติสังคม เช่น ปัญหาการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชาหรือเมียนมา หากเกิดการขาดแคลนแรงงาน องค์กรต้องเตรียม Adaptation หรือหาแรงงานทดแทนให้พร้อม

ดร.พิพัฒน์ยังชี้แจงถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “ความพร้อมผัน” แทนคำว่า “ล้มแล้วลุกไว” ว่า Resilience ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องรอให้ล้มก่อน แต่ควรสามารถดูดซับแรงกระแทก (Absorb) และปรับตัวให้เติบโตได้โดยไม่ต้องล้มลง

เหมาะสมกับแนวคิดที่เป็นเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ และสอดคล้องกับบริบทของภาคธุรกิจที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนในโลกยุคใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยพัฒน์ ชี้ ESG ปรับพักฐาน ชู ‘ความพร้อมผัน’ รับมือโลกใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...