โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการชี้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไทยขาดพลังงาน 1 ใน 3 กระทบค่าไฟ-ดันเงินเฟ้อ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิชาการชี้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไทยขาดพลังงาน 1 ใน 3 กระทบค่าไฟ-ดันเงินเฟ้อ

สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งล่าสุดมีรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ภารกิจกองทัพเรือของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แจ้งเรือไม่ให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

หนึ่งในนักวิชาการอิสระด้านพลังงานที่ได้ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบเรื่องนี้ที่มีต่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง คือ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้เขียนไว้ในเพจ “Praipol Koomsup” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 หัวข้อ “ช่องแคบฮอร์มุซกับพลังงานไทยภูมิศาสตร์และความสําคัญเชิงกลยุทธ์ของช่องแคบฮอร์มุซ” และเมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบ ศ.ดร.พรายพล ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบที่จะตามมา”

ล่าสุดมีรายงานว่าเรือพาณิชย์กว่า 750 ลำอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน
(ข้อมูลจาก Seatread Maritime News) ปริมาณการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ณ เวลาที่เผยแพร่เครดิต: ภาพหน้าจอจาก Polestar Global Purpletrac

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานไปเป็นจำนวนหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมดที่จะขาดแคลนมากที่สุดคือน้ำมันเพราะมีสัดส่วนที่ลดลงมากที่สุด แต่ปัญหาคงไม่ใช่เฉพาะไม่มีน้ำมันและก๊าซให้ใช้ได้อย่างเพียงพอเท่านั้น เชื่อกันว่าการปิดช่องแคบนี้จะก่อให้เกิดราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเป็นอย่างมากเพราะจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก (supply ลดลงไป 20%) วงการน้ำมันคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลอย่างแน่นอน และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์ก็เป็นได้” (บทความเมื่อ 22 มิ.ย.68)

ส่วนบทความ “ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบที่จะตามมา” โดยกล่าวถึง ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง และประเมิน ศักยภาพจะปิดกั้นฮอร์มุซของอิหร่าน ดังนี้

“ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันดิบโลก เนื่องจากประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก (กว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าโดยขนส่งผ่านช่องแคบนี้มีปริมาณคิดเป็นหนึ่งในสามของพลังงานที่ไทยใช้ทั้งหมด

อิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งในอดีตเมื่อเผชิญแรงกดดันจากตะวันตก และในสถานการณ์ตึงเครียดปัจจุบัน ความกังวลต่อภัยคุกคามนี้ได้หวนกลับมาอีกครั้งในหมู่นักลงทุนและประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์อาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานร้ายแรง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นทันทีอีกหลายสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางจะถูกตัดขาด และมีทางขนส่งอื่นทดแทนได้ไม่มาก แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีท่อส่งน้ำมันที่หลบเลี่ยงช่องแคบนี้ได้บางส่วน แต่กำลังส่งรวมกันยังรองรับปริมาณได้ไม่มากเมื่อเทียบกับอุปทานที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในภาวะปกติ

นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการค้าก๊าซ LNG โลก ก็ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจะกระทบตลาดก๊าซทั่วโลกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า อิหร่านไม่มีศักยภาพจะปิดกั้นฮอร์มุซได้อย่างสิ้นเชิงในระยะยาว เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ และนานาชาติจะเข้าตอบโต้เพื่อเปิดเส้นทาง แต่สิ่งที่อิหร่านทำได้คือการก่อกวนหรือรบกวนการเดินเรือ (เช่น การวางทุ่นระเบิดหรือใช้เรือเร็วและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน) ซึ่งเพียงแค่ “การขู่” หรือ การก่อกวนเป็นระยะๆ ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนได้แล้ว

ราคาน้ำมันจะผันผวนและพุ่งขึ้นชั่วขณะเพราะปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง (เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) โดยหากเกิดการหยุดชะงักการขนส่งผ่านฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ก็อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว

รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการปันส่วนการใช้เชื้อเพลิง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ค่าประกันภัยการเดินเรือผ่านบริเวณนี้จะพุ่งสูงขึ้นมากด้วย ประเทศที่ไม่ได้ใช้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียโดยตรงก็จะได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นด้วย

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าช่องแคบฮอร์มุซคือจุดเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของระบบพลังงานโลก ที่หากเกิดความปั่นป่วนขึ้นจริง ผลกระทบจะกว้างไกลและรุนแรง กลายเป็นภาวะวิกฤตพลังงานของโลกได้

ส่วนบทความ “ช่องแคบฮอร์มุซกับพลังงานไทย ภูมิศาสตร์และความสําคัญเชิงกลยุทธ์ของช่องแคบฮอร์มุซ” (22 มิ.ย.) ได้กล่าวถึง “ประเทศไทยกับช่องแคบฮอร์มุซ” โดยละเอียดดังนี้

ในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 40% ของพลังงานทั้งหมด และใช้ก๊าซธธรมชาติประมาณเกือบ 30% ของทั้งหมด ในขณะที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศประมาณ 85% ของน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 40% ของก๊าซที่ใช้ทั้งหมด (25% เป็น LNG และอีก 15% เป็นก๊าซผ่านท่อจากเมียนมา) จึงกล่าวได้ว่าไทยต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างชาติในสัดส่วนมากถึง 46% ของการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกัน (น้ำมันนำเข้า 34% และก๊าซนำเข้า 12%)

ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (แหล่งสำคัญคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน) และเป็นน้ำมันที่ขนส่งมาทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากตะวันออกกลาง ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ไทยนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด (25% จากกาตาร์ 5% จากโอมาน) โดยเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สรุปได้ว่า “อย่างน้อย 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศไทยคือน้ำมันและก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”

ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานไปเป็นจำนวนหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมดที่จะขาดแคลนมากที่สุดคือน้ำมันเพราะมีสัดส่วนที่ลดลงมากที่สุด แต่ปัญหาคงไม่ใช่เฉพาะไม่มีน้ำมันและก๊าซให้ใช้ได้อย่างเพียงพอเท่านั้น เชื่อกันว่าการปิดช่องแคบนี้จะก่อให้เกิดราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเป็นอย่างมากเพราะจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก (supply ลดลงไป 20%) วงการน้ำมันคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลอย่างแน่นอน และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์ก็เป็นได้

หากการปิดช่องแคบมีผลเป็นเวลาไม่นานเกินหนึ่งเดือน ไทยก็ยังคงมีน้ำมันเหลือใช้อย่างเพียงพอ โดยอาศัยสต๊อกน้ำมันสำรอง (ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินว่ามีสต๊อกให้ใช้ได้เป็นเวลา 60 วัน) อีกทั้งยังสามารถซื้อน้ำมันจากแหล่งผลิตในประเทศอื่นๆ นอกพื้นที่ตะวันออกกลางได้บ้าง

แต่ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมากและจะทำให้ต้นทุนน้ำมันนำเข้าสูงขึ้นมากเช่นกัน หากรัฐบาลไม่ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาขายปลีกของน้ำมันก็จะสูงขึ้น และก็จะทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าต่างๆ สูงขึ้นด้วยจนกลายเป็นปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาที่รุมเร้าซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่แล้ว หากรัฐบาลเลือกใช้การอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ยิ่งจะทำให้กองทุนฯ ติดลบและเป็นหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก จากในปัจจุบันที่ติดลบอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท

การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลาหนึ่งก็จะทำให้ปริมาณ LNG จากตะวันออกกลางที่ขนส่งมาไทยขาดแคลนและแพงขึ้นได้เช่นกัน และก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นได้”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในบทความนี้ คือ ความสามารถและกลยุทธ์ของอิหร่านในการคุกคามหรือปิดกั้นช่องแคบ และความสามารถของสหรัฐฯ และพันธมิตรในการรักษาช่องแคบให้เปิดกว้าง

“ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดแคบๆ ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ขนาบข้างด้วยอิหร่านทางทิศเหนือและคาบสมุทรมูซานดัมของโอมานทางทิศใต้ มีจุดที่แคบ ที่สุดกว้างประมาณ 33-39 กม. แต่เส้นทางเดินเรือที่กําหนดมีความกว้างเพียงประมาณ 3 กม. ในแต่ละทิศทาง คั่นด้วยเขตกันชนเพื่อความปลอดภัย ช่องแคบมีความลึกสุดมากถึง 200 เมตร อยู่ใกล้ฝั่งโอมาน ซึ่งหมายความว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดก็สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสําคัญมากในด้านพลังงาน เพราะเป็นช่องทางออกทางทะเลเพียงจุดเดียวจากอ่าวเปอร์เซีย โดยประมาณหนึ่งในห้าของน้ำมันของโลก (ประมาณ 17-18 ล้านบาร์เรลต่อวันของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน) ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จํานวนมาก (โดยเฉพาะจากกาตาร์) ก็ส่งผ่านช่องแคบนี้ด้วย เกาะเล็กๆ ในบริเวณช่องแคบถูกควบคุมโดยอิหร่าน และอิหร่านก็มีฐานทัพเรือที่สําคัญภายในอ่าวด้วย ทําให้อิหร่านมีอิทธิพลต่อเส้นทางการขนส่งนี้ค่อนข้างมาก

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีกองเรือที่ห้า ซึ่งมีฐานอยู่ในบาห์เรน โดยมีความรับผิดชอบหลักในการคุ้มครองการจราจรทางทะเลในภูมิภาคและเน้นความสําคัญของช่องแคบฮอร์มุซที่มีต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจของโลก

“ความสามารถและกลยุทธ์ของอิหร่านในการคุกคามหรือปิดกั้นช่องแคบ”

อิหร่านมักขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้แรงกดดันจากตะวันตก ตัวอย่างเช่น เคยประกาศว่าหากอิหร่านถูกขัดขวางไม่ให้ส่งออกน้ำมัน “ก็จะไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเลย” เท่าที่ผ่านมาอิหร่านได้ใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกองกำลังในน่านน้ำ เพื่อขัดขวางหรือปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบเป็นเวลาสั้นๆ โดยอาวุธยุทโปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบด้วย

ทุ่นระเบิดในน้ำ : เชื่อกันว่าอิหร่านมีทุ่นระเบิดเป็นจำนวนหลายพันลูกที่สามารถวางในเส้นทางเดินเรือของช่องแคบได้อย่างรวดเร็ว และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ได้หมด

จรวดและโดรน : อิหร่านได้พัฒนาจรวดและโดรนที่ติดตั้งระเบิดเพื่อคุกคามเรือบรรทุกน้ำมัน หรือเรือรบ ของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซของประเทศ อื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ได้อีกด้วย

เรือเร็ว : อิหร่านมีกองเรือโจมตีเร็วและเรือสปีดโบ๊ทขนาดต่างๆ ซึ่งมักติดอาวุธด้วยปืนกล จรวดขีปนาวุธ ต่อต้านเรือ หรือแม้แต่วัตถุระเบิดสําหรับการโจมตีแบบพลีชีพ เรือเร็วเหล่านี้เหมาะสำหรับการโจมตีแบบเป็นฝูง ซึ่งอิหร่านเคยใช้ในการบุกเพื่อยึดเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบนี้มาแล้ว

เรือดําน้ำและกองทัพเรือชายฝั่ง : กองทัพเรือของอิหร่านมีเรือดําน้ำจํานวนหนึ่งที่สามารถวางทุ่นระเบิด หรือยิงตอร์ปิโดในน่านน้ำอ่าวตื้นได้ รวมทั้งเรือรบผิวน้ำอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับกองเรือรบของสหรัฐฯ แต่ก็สร้างภัยคุกคามได้ในช่องแคบที่มีพื้นที่จํากัด

ผู้นําของอิหร่านมองว่าความสามารถในการคุกคามฮอร์มุซเป็นเครื่องมือยับยั้งและตอบโต้ ต่อสหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐอ่าวอาหรับอื่นๆ ได้ และได้ฝึกซ้อมจําลองการปิดช่องแคบมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อิหร่านมีแนวโน้มที่จะมองว่าการปิดช่องแคบเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” โดยจะใช้เฉพาะ ในกรณีที่มีการอยู่รอดของระบอบการปกครองเป็นเดิมพัน เพราะอิหร่านเข้าใจดีว่าการปิดช่องแคบจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากทั่วโลก
ความสามารถของสหรัฐฯ และพันธมิตรในการรักษาช่องแคบให้เปิดกว้าง

สหรัฐอเมริกาได้ให้คํามั่นอย่างชัดเจนว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางขนส่งที่สะดวกและปลอดภัยตลอดเวลา โดยพิจารณาว่านี่เป็นผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยของชาติที่สําคัญ กองเรือที่ห้าของสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพที่บาห์เรน มีภารกิจที่จะคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือและการเคลื่อนย้ายสินค้าให้เป็นไปอย่างอิสระภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ และพันธมิตร ได้พัฒนาความสามารถ และกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อยับยั้งการแทรกแซงของอิหร่านในการใช้ช่องแคบ และเพื่อตอบโต้ความพยายามในการปิดล้อมใดๆ โดยอาศัยปัจจัยดังนี้

กำลังทางเรือที่เหนือกว่า : กองทัพเรือสหรัฐฯ มีทั้งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาตและเรือลาดตระเวน ติดตั้งขีปนาวุธนําวิถี กองเรือที่ห้ายังรวมถึงเรือลาดตระเวน เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกพร้อมนาวิกโยธิน เรือและหน่วยเฮลิคอปเตอร์ตอบโต้ทุ่นระเบิด อีกทั้งยานพาหนะใต้น้ำไร้คนขับและเรือโดรน เพื่อช่วยตรวจจับและเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองทัพเรือและพันธมิตร : สหรัฐฯ ทํางานอย่างใกล้ชิดกับกองทัพเรือพันธมิตรเพื่อตรวจตราช่องแคบฮอร์มุซ โดยกลุ่มพันธมิตรที่นําโดยสหรัฐฯ ประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และอื่นๆ ที่ดําเนินการลาดตระเวนอ่าวและคุ้มกันเรือพาณิชย์

สหราชอาณาจักรได้ส่งเรือรบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มกันเรือที่ติดธงของสหราชอาณาจักร และจัดตั้งศูนย์สนับสนุน กองทัพเรือถาวรในบาห์เรน ฝรั่งเศสยังมีฐานทัพเรือในอาบูดาบี และเป็นผู้นําภารกิจเฝ้าระวังทางทะเลของ ยุโรป รัฐในภูมิภาค เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน จัดเรือลาดตระเวน และเครื่องบินที่สามารถมีส่วนร่วม ในการลาดตระเวนช่องแคบ และการสกัดกั้นภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว

กลยุทธ์เชิงป้องกัน : สหรัฐฯ มักเพิ่มกำลังทหารเพื่อยับยั้งความพยายามของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบ เช่น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อิหร่านยึดเรือบรรทุกน้ำมันของชาติอื่นในช่องแคบอยู่หลายครั้ง และสหรัฐฯ ก็ตอบโต้ด้วยกำลังทหารโดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิด และนาวิกโยธิน เข้ามาในพื้นที่เพื่อคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบและป้องกันไม่ให้อิหร่านเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณช่องแคบ

เท่าที่ผ่านมา อิหร่านสามารถสร้างอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่สหรัฐฯ และพันธมิตรก็มีวิธีตอบโต้และสามารถเปิดช่องแคบกลับมาได้เป็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากอิหร่านในการปิดช่องแคบก็ยังมีอยู่ ตราบใดที่ยังมีความตึงเครียดขัดแย้งกันอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ที่มา เพจ Praipol Koomsup

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการชี้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไทยขาดพลังงาน 1 ใน 3 กระทบค่าไฟ-ดันเงินเฟ้อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...