โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ตั้งรัฐบาลโดยเร็ว

เดลินิวส์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“เสี่ยหนู” รับสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง เมื่อรับรอง สส.แล้วดำเนินการตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ลั่นหากมีวิกฤติอะไรพร้อมใช้กลไกเครือข่ายพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ชาติเต็มที่ ยังอุบกล้าธรรมจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ ปัดตอบจะนั่งควบ รมว.กลาโหม

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่สำนักงาน กกต. ยังคงเปิดให้ สส. ใหม่เดินทางเข้ารับหนังสือรับรองการแต่งตั้งเป็น สส. แบบแบ่งเขต ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุด คนแรกที่เดินทางมารับหนังสือรับรองเป็น สส.สมัยแรก ของพรรคภูมิใจไทย นายวรายุทธ จงอักษร สส.เขต 2 จังหวัดยโสธร

เวลา 10.15 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เข้าตรวจเยี่ยมพร้อมสอบถามภาพรวมการเข้ารับหนังสือรับรองของ สส. ใหม่ พร้อมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ถึงการประกาศรับรอง สส.แบบบัญชีรายชื่อว่าน่าจะสามารถรับรองได้ภายในวันที่ 4 มี.ค. นี้ และไม่มีการขยายกรอบเวลาการเข้ารับหนังสือรับรอง ต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 6 มี.ค. ส่วนที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต.เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการเลือกตั้งนั้น ไม่มีความกังวลใจเพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ของเราตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้องและกกต.ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

ที่กระทรวงการต่างประเทศ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลต้องเร็วขึ้นหรือไม่ เมื่อมีเหตุตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า หวังว่าการรับรอง สส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตจะเกิดขึ้นโดยเร็ว รัฐบาลรักษาการยังอยู่ ช่วงนี้หากมีวิกฤติอะไร ตนพร้อมที่จะใช้กลไก และเครือข่ายทุกอย่างอย่างเต็มที่ ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

เมื่อถามว่า ในวันที่ 4 มี.ค. กกต.จะมีการประกาศรับรอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ นายกฯ ตอบกลับว่า “ท่านพูดแล้วหรือ โอ้สาธุ ขอบคุณ” และว่า ต้องรับรอง สส.ให้ครบ เมื่อครบแล้วทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งเพื่อให้ตนได้ลงนามกราบบังคมทูลฯ ขอเปิดรัฐสภา ทำตามขั้นตอน ทุกอย่างต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว แม้แต่การวางตัวรัฐมนตรี หากตนได้เป็นนายกฯ จะไม่ทำให้ผิดหวัง ไม่ทำให้เสียหายต่อประเทศ ไม่ทำให้ล่าช้า และต้องมีประสิทธิภาพ และขอปฏิเสธข่าวที่ว่า จะเป็นนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม

“ตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ หากพรุ่งนี้มีการประกาศไปรับเอกสารตอนบ่ายคงไปไม่ทัน แต่ไม่รู้ล่ะ ผมก็ไป 8 โมงเช้า ออกจากบ้านไปเลย ใครจะตามก็ตามไป ผมก็เห่อของผม สส.ทุกคนอยากรายงานตัว ไม่มีใครไม่อยากมา”

เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคกล้าธรรมโหวตเลือกนายกฯ ให้ทั้งพรรคจะให้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทีละขั้นตอน ขอให้ได้รับการรับรองก่อน เมื่อถามอีกว่า มีชื่อ บิ๊ก ด.มาเป็น รมว.กลาโหม นายอนุทินหันไปทางนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ก่อนจะบอกว่า “ตอนนี้มีแต่บิ๊กอ้วน” (นายสีหศักดิ์ชื่อเล่นชื่อ อ้วน)

จากที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ภรรยา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน” พร้อมนำหมายค้นเข้าตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันศุกร์ที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ของกลางหลักฐานเพิ่ม

ล่าสุดผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถาม พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ทิพเจริญ สว.กก.3 บก.ป. กล่าวว่า พบเส้นทางการเงินบางส่วนของพยานทั้ง 6 คน โอนไปให้ผู้ต้องหา อ้างว่าเป็นการทำธุรกิจจึงต้องโอนเงินให้กัน แต่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อ พฤติการณ์ของ เบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีของภรรยาเป็นคนทำธุรกรรมทั้งหมด ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่างๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยาไม่เคยไปสักครั้ง

พยานทั้ง 6 คน ที่เชิญมาให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ให้การเป็นประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวน ยังไม่พบความเชื่อมโยงให้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหา จึงยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาพยานทั้ง 6 คน เบน สมิธ และภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ช่วงปี 2568 เมื่อครั้งมีการดำเนินคดีกับเครือข่าย ยิม เลียก, เฉิน จื้อ และก๊ก อาน โดยขณะนั้นมีข้อมูลว่า เบน สมิธ หลบหนีไปที่ประเทศกัมพูชา ล่าสุดมีข้อมูลว่า เบน สมิธ หลบหนีไปอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นครดูไบ

นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ออกหมายจับ “เบน สมิธ” หรือนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และภรรยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ฟอกเงิน และหลอกลงทุนจนเสียหายกว่าพันล้านบาท ว่า ก่อนอื่น อยากให้ถอดบทเรียนพัฒนาแนวทางทำงานให้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นรายอื่นๆ อาจหลบหนีและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปจนหมด

“อดเป็นกังวลไม่ได้ว่าคดีสำคัญใหญ่ๆ จะจบลงอย่างไร คดีหลักอย่าง Huione Pay กลับแทบไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่ข้อมูลของคดีนี้เป็นเรื่องใหญ่ และมีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเข้าไปเกี่ยวข้อง (เงินที่ไหลผ่านแพลตฟอร์มของ Huione สูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท) ข้อมูลของ Huione ไม่ได้มีเพียงสอบสวนกลางเท่านั้น แต่ตำรวจไซเบอร์เองก็มีข้อมูลเช่นกัน ทั้งหมดนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากมีการเปิดโปง Huione กันอย่างจริงจัง

เราอาจไม่ได้เจอเพียงเส้นเงินของสแกมเมอร์เท่านั้น แต่อาจพบความเชื่อมโยงกับยาเสพติด หรือการฟอกเงินของผู้มีอำนาจในไทยด้วยหรือไม่ นี่หรือเปล่า เลยทำให้คดีนี้หยุดชะงัก และที่เสียดายคดีนี้มาก เพราะมันเป็นโอกาสทองในการดำเนินคดีกับนายฮุนโต ลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ Huione โดยตรง

หากยังจำกันได้ ที่ปรึกษาของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เคยกล่าวว่า นายเบน สมิธ มีการทำธุรกิจกับนักการเมืองไทยหลายคน นี่คือความจริงที่รอวันถูกขยายผล หวังว่าจะมีการขอหมายแดงเพื่อตามจับเบน สมิธ และภรรยา” นายรังสิมันต์ กล่าว

ที่บริษัทวิฑูรย์&พาร์ทเนอร์ จำกัด ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน และทนายยศกร เหล่าโชติธนกุล ฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ของเบน สมิธ แถลงข่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นเพียงความต้องการนำตัว เบน สมิธ มาเป็นเครื่องมือหรืออาวุธทางการเมืองเพื่อโจมตีไปที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ข้อกล่าวหาที่สอบสวนกลางตั้งมาเป็นเรื่องพิพาทกันระหว่างเบน สมิธ กับบริษัทหนึ่งในประเทศลาว

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์กับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าว ในรายการคุยข่าวนอกจอว่า เบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจเป็นโบรกเกอร์ ข้อเท็จจริงที่สอบสวนกลางกล่าวหาไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์หรือการพยายามฉ้อโกงคนไทยอย่างที่มีคนปั่นข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ออกหมายจับไปเมื่อวานมันเป็นเพียงคดีพิพาททางแพ่ง เป็นเรื่องอาจจะผิดสัญญาในการซื้อขายหุ้นของบริษัทเพลสก็ได้ การพยายามเชียร์ให้ออกหมายแดงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่นข่าวเพื่อเข้าสู่เกมการเมือง หรือเพื่อเบี่ยงเบนคดีที่ถูกเบน สมิธ ฟ้องหมิ่นประมาทอยู่หรือไม่

คดีนี้อ้างความเสียหายยึดทรัพย์หมื่นกว่าล้านบาท แต่คดีมูลฐานส่ง ปปง. แค่ 991 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือมีการพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ข้อมูลที่ได้รับยังไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทที่แจ้งความในลาวหรือผู้มีอำนาจแทนในหมายจับ คดีมีการแจ้งความไปตั้งแต่ปี 2567 แต่ช่วงแรกหนังสือมอบอำนาจไม่มีการรับรองลายมือชื่อหรือทำโนตารี พับลิค จนกระทั่งวันที่ 9 ก.พ. มีตำรวจซีไอบีติดต่อไปทางผู้เสียหายที่ลาวให้มาแจ้งความใหม่ และวันที่ 12 ก.พ. มีการรับเป็นเลขคดีอาญา จนวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ ซึ่งรวดเร็วมากจนน่าตกใจ

“เบน สมิธ ยังฝากมาว่าการกลั่นแกล้งทางการเมืองควรจะยุติลงได้แล้ว แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นบุคคลตามที่พรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าเป็นสแกมเมอร์ เบน สมิธ อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะกลับมาสู้คดีเองหรือไม่ ที่กังวลคือหากกลับมาแล้วจะได้ประกันหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางการเมืองสูง เขาจึงยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะกลับมา” นายวิฑูรย์ กล่าว แต่ปฏิเสธระบุที่อยู่ของเบน สมิธ แต่ยอมรับว่าเพิ่งคุยกันล่าสุดเมื่อบ่ายวันนี้ก่อนแถลงข่าว

ทีมข่าวการเมือง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...