โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อาจารย์แนะ 3 ทางรอด กกต. ฟื้นวิกฤตศรัทธา เรียกคืนความเชื่อมั่นสาธารณะ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อาจารย์แนะ 3 ทางรอด กกต. ฟื้นวิกฤตศรัทธา เรียกคืนความเชื่อมั่นสาธารณะ

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความดังนี้

ทางรอดของ กกต.

คำถามของผมที่จะถามตัวเอง คือ จะช่วยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง“รอดปลอดภัย” จากการทดลองหรือการทดสอบระบบ ทั้งในทางกฎหมายและทางเทคนิคอย่างไร

คำตอบเชิงวิชาการคือ ต้องทำให้ระบบ “แข็งแรงโดยโครงสร้าง” ไม่ใช่เพียงป้องกันการตรวจสอบ แต่ต้องตรวจสอบแล้วไม่พบช่องโหว่

ผมขอชวนคิดชวนคุยเป็น 3 มิติหลัก คือ กฎหมาย เทคนิค และความเชื่อมั่นสาธารณะ ดังต่อไปนี้ ครับ

มิติที่ 1 : ทางกฎหมาย

วัตถุประสงค์คือ ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์การละเมิดหลักความลับของการลงคะแนนได้ แม้มีการทดสอบ

1. ออกระเบียบรับรองความไม่สามารถย้อนรอยได้

ถ้าผมเป็น กกต. โดยผมจะออกเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
– ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้สิทธิกับหมายเลขบัตร
– ไม่มีฐานข้อมูลใดที่ทำหน้าที่จับคู่บุคคลกับบัตร
– ไม่มีระบบบันทึกที่สามารถเชื่อมโยงย้อนหลังได้
– ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผู้มาใช้สิทธิออนไลน์

เมื่อเป็นระเบียบอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดทางวินัยหรือกฎหมาย

2. บัญญัติหลัก “ห้ามออกแบบระบบที่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้”

ผมจะเขียนชัดเจนในระเบียบว่า ห้ามออกแบบหรือใช้ระบบที่เปิดช่องให้สามารถเชื่อมโยงผลการลงคะแนนกับตัวบุคคลได้ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

3. ขอความเห็นทางกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญอิสระแท้จริง มากกว่า กลุ่มผลประโยชน์มีส่วนได้เสียกับ กกต. ทั้งทางตรงและอ้อม ให้คณะนิติศาสตร์จากหลายมหาวิทยาลัยให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรว่า โครงสร้างระบบไม่ขัดต่อหลักความลับของการลงคะแนนตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ

มิติที่ 2 : ทางเทคนิค

วัตถุประสงค์คือ ทำให้เห็นว่า “แม้จะพยายามทดลอง ก็ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้จริง” คือทำให้ “การทดลองก็พิสูจน์ย้อนกลับไม่ได้” นั่นเอง

นี่คือหัวใจสำคัญ

1. เปลี่ยนจากหมายเลขเรียงลำดับ เป็นรหัสแบบสุ่มทางคณิตศาสตร์ หมายเลขเรียงลำดับมีลำดับเวลา
ลำดับเวลาอาจถูกนำไปเชื่อมโยง แต่รหัสที่สร้างแบบสุ่มตามหลักคณิตศาสตร์ขั้นสูง จะไม่มีรูปแบบ ไม่มีลำดับ และไม่สามารถคาดเดาได้

คือว่าเราเลิกใช้ Serial มาใช้ใช้ Random Cryptographic Token เมื่อ token สุ่มแบบ cryptographic-grade ผลที่ตามมา คือ ไม่สามารถคาดเดา หรือจับคู่ลำดับเวลาได้

2. ห้ามมีสถาปัตยกรรมออกแบบการเก็บข้อมูลเชื่อมโยง ต้องยืนยันว่า
– ไม่มีการบันทึกลำดับแจกบัตร
– ไม่มีการสแกนบัตรก่อนแจก
– ไปม่มีฐานข้อมูลที่ผูกบัตรกับรายชื่อผู้ใช้สิทธิ
– ไม่มีข้อมูลที่สามารถนำไปจับคู่กับกล้องวงจรปิดหรือเวลาการเข้าคูหา

ถ้าไม่มีข้อมูลตั้งต้น ก็ไม่สามารถวิเคราะห์ย้อนกลับได้

3. วิธีแจกบัตรแบบไม่เรียงลำดับ ใช้วิธีหยิบบัตรแบบสุ่ม ไม่เรียงลำดับ ไม่บันทึกลำดับ แม้บัตรจะมีรหัส ก็ไม่รู้ว่าใบใดตกถึงผู้ใด

4. กำหนดขั้นตอนทำลายข้อมูลชั่วคราว หากมีข้อมูลใดเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ต้องกำหนดให้ทำลายทันทีเมื่อหมดความจำเป็น และมีบันทึกการทำลายอย่างตรวจสอบได้

มิติที่ 3 : ความเชื่อมั่นสาธารณะ

ในยุคปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความเสี่ยงไม่ได้มีเฉพาะด้านเทคนิค แต่มีด้านความรับรู้ของประชาชนด้วย

1. เปิดเผยโครงสร้างระบบอย่างโปร่งใส จัดทำเอกสารอธิบายว่า รหัสบัตรเข้ารหัสอะไร ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคล ไม่มีฐานข้อมูลเชื่อมโยง

2. เชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาทดลองอย่างเป็นทางการ ถ้าทดลองแล้วพิสูจน์ไม่ได้ ความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นมากกว่าการปฏิเสธ

3. ให้มหาวิทยาลัยอิสระตรวจสอบและเผยแพร่รายงาน รายงานจากหลายสถาบันจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

กล่าวโดยสรุปเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นศรัทธาให้ กกต.

การทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง “รอดปลอดภัยและสามารถฟื้นึความเชื่อมั่นศรัทธาได้ ต้องอาศัย 3 หลักพร้อมกัน

หลักที่หนึ่ง คือ ปิดช่องโหว่จริงทางเทคนิค
หลักที่สอง ปิดความเสี่ยงทางกฎหมาย และ
หลักที่ สาม สร้างความโปร่งใสเพื่อลดความสงสัยของสาธารณะ

ระบบเลือกตั้งไม่ควรอยู่รอดเพราะป้องกันการตรวจสอบ แต่ควรอยู่รอดเพราะตรวจสอบแล้วไม่พบจุดอ่อน ครับ

กกต.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาจารย์แนะ 3 ทางรอด กกต. ฟื้นวิกฤตศรัทธา เรียกคืนความเชื่อมั่นสาธารณะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...