หุ้นสหรัฐผันผวน ดาวโจนส์ร่วงกว่า 400 จุด กังวลสงครามดันเงินเฟ้อ
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ หลังนักลงทุนวิตกความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านอาจยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก แม้ทรัมป์ส่งสัญญาณกองทัพเรือพร้อมคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 05.24 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายอย่างผันผวนในวันอังคาร ท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจยืดเยื้อและลุกลาม ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วงบ่ายช่วยบรรเทาความกังวลของตลาดลงได้บางส่วน
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 403.51 จุด หรือ 0.83% ปิดที่ระดับ 48,501.27 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.94% ปิดที่ 6,816.63 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 1.02% ปิดที่ 22,516.69 จุด โดยระหว่างการซื้อขายตลาดเคยปรับตัวลงแรงกว่านี้อย่างมาก S&P 500 เคยร่วงลงถึง 2.5% Nasdaq ลดลงประมาณ 2.7% ส่วน Dow Jones เคยดิ่งลงมากกว่า 1,200 จุด หรือราว 2.6% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นบางส่วนในช่วงท้ายตลาด
ความตื่นตระหนกของนักลงทุนเริ่มคลี่คลายลง หลังทรัมป์ระบุในช่วงบ่ายว่า กองทัพเรือสหรัฐอาจเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากจำเป็น โดยเขาโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐจะรับประกันว่าพลังงานจะไหลเวียนสู่โลกอย่างเสรี” พร้อมย้ำว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐแข็งแกร่งที่สุดในโลก และจะมีมาตรการเพิ่มเติมตามมา
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยน้ำมันดิบ Brent ปิดเพิ่มขึ้น 4.71% และน้ำมันดิบ WTI ปิดเพิ่มขึ้น 4.68% แม้ราคาจะลดลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน แต่ก่อนหน้านี้ทั้งสองสัญญาเคยพุ่งขึ้นมากกว่า 9% และในวันก่อนหน้าก็ปรับขึ้นไปแล้วราว 6%
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงต้นวันยังทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดกังวลว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ในช่วงที่นักลงทุนกำลังคาดหวังให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนพันธบัตรได้ลดช่วงบวกลงในช่วงท้ายวันตามการชะลอตัวของราคาน้ำมัน
ความกังวลของตลาดยิ่งทวีขึ้น หลังผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ถูกปิดแล้ว และเตือนว่าเรือทุกลำที่พยายามผ่านเส้นทางนี้จะถูกโจมตี ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเตือนว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อนานเกิน 4 สัปดาห์ ทำให้ความวิตกของนักลงทุนเพิ่มขึ้น
สถานการณ์ในภูมิภาคยังมีสัญญาณตึงเครียดมากขึ้น โดยสงครามเข้าสู่วันที่ 4 แล้ว และมีเหตุการณ์สำคัญหลายประการ ได้แก่ การโจมตีด้วยโดรนที่สถานทูตสหรัฐในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐสั่งอพยพเจ้าหน้าที่บางส่วนจากบาห์เรน อิรัก และจอร์แดน ขณะที่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเทลอาวีฟ นอกจากนี้ยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าประเทศอ่าวอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะสามารถรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านได้อีกนานเพียงใด
เจฟฟรีย์ โอคอนเนอร์ หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างตลาดหุ้นสหรัฐของ Liquidnet ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ความเป็นไปได้ที่ภารกิจทางทหารจะยืดเยื้ออาจกดดันตลาดหุ้นไปอีกหลายสัปดาห์ โดยราคาน้ำมันที่สูงอาจกลายเป็นปัจจัยถาวรในระยะสั้น และทำให้นักลงทุนต้องประเมินผลกระทบต่อเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
เขายังระบุว่า แม้โดยปกติแล้วตลาดหุ้นสหรัฐมักสามารถมองข้ามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ แต่กรณีนี้แตกต่างออกไป เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่รองรับการบริโภคน้ำมันของโลกประมาณ 20% ดังนั้นการปิดช่องแคบจึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดไม่สามารถมองข้ามได้
สำหรับการซื้อขายในวันอังคาร หุ้นทุกกลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มวัสดุและอุตสาหกรรม เนื่องจากตลาดกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันเศรษฐกิจสหรัฐ
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายตัวที่ช่วยพยุงตลาดในวันก่อนหน้า เช่น Nvidia ต่างปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้นกลุ่มหน่วยความจำในสหรัฐก็เผชิญแรงขายตามหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้ นอกจากนี้ หุ้นของบริษัทลงทุน Blackstone ร่วงลง 3.8% หลังหนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า กองทุน private credit ของบริษัทมีเงินไหลออกสุทธิถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ตลาดการเงินในวันอังคารแทบไม่มีสินทรัพย์ปลอดภัยให้หลบภัย โดยราคาทองคำกลับปรับตัวลดลงแรงหลังจากพุ่งขึ้นในวันก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของตลาดวอลล์สตรีท พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สะท้อนความวิตกของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง : cnbc.com