เอลฟ์-เอื้อการย์ วันที่เลือกไม่หันหลังให้ Yoguruto
Gourmet & Cuisine
อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 08.10 น. • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหารเราได้พูดคุยกับคุณเอลฟ์-เอื้อการย์ สำรวลหรรษ์ Co-Founder & COO ถึงจุดเริ่มต้นของ Yoguruto แบรนด์โยเกิร์ตคาแรกเตอร์น่ารักสไตล์ญี่ปุ่นที่พบเห็นได้แทบทุกพื้นที่ เมื่อราว 5 ปีก่อนหลังจากธุรกิจเดิมได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 จนต้องกลับมาทบทวนและสร้างธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์มากกว่า
“หนึ่งใน Founder เสนอไอเดียว่า เคยเห็นในต่างประเทศที่ทั้งถนนเต็มไปด้วยร้านโยเกิร์ต แต่ในเมืองไทยกลับยังไม่ค่อยมี เราเลยมองเห็นโอกาสตรงนี้” คุณเอลฟ์ เล่า เมื่อแนวคิดเริ่มชัดเจน ทีมจึงทุ่มเทเวลานานถึง 1 ปี เพื่อพัฒนาสูตร ปรับรสชาติจนได้โยเกิร์ตที่ทุกคนพอใจ Yogurutoจึงถือกำเนิดขึ้น “ตอนนั้นไม่ได้คิดซับซ้อน แค่อยากทำร้านสไตล์ญี่ปุ่น” เธอตั้งใจให้แบรนด์ดูเฟรนด์ลีเข้าถึงง่าย แม้แต่ชื่อแบรนด์ก็เรียบง่าย ใช้ภาษาญี่ปุ่นว่า Yoguruto โยกุรุโตะ แปลตรงตัวว่าโยเกิร์ต ขณะที่โลโก้เลือกใช้คาแรกเตอร์เด็กนักเรียนญี่ปุ่นหน้าตาน่ารักชื่อ “น้องโยกุบอย” โครงสร้างร้านเลือกใช้วัสดุไม้ โทนสีขาว เหลือง และพาสเทล ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายตา “เราเริ่มต้นร้านแรกด้วยขนาดเพียง 8 ตารางเมตร บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผลตอบรับในวันแรกเกินความคาดหมาย ขายหมดอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจขยับขยายสาขาที่ 2 ไปยังเซ็นทรัลศาลายาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เพื่อความสะดวกในการบริหารและควบคุมคุณภาพ ฟีดแบ็กจากลูกค้ายังคงดีเกินคาด กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง แค่เพียงปีแรกเปิดมากถึง 11 สาขา”
คุณเอลฟ์เล่าถึงความท้าทายของการทำให้โยเกิร์ต “ไม่ธรรมดา” ว่า เธอแทบไม่ได้มองคู่แข่ง แต่โฟกัสเพียงอย่างเดียวคือทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค รสชาติต้องถูกปากและราคาต้องเข้าถึงง่าย จึงตั้งราคาเริ่มที่ 49 บาท “ของอร่อยใครก็ทำได้ แต่ของอร่อยราคาไม่แพงเป็นเรื่องที่ทำยากมาก โดยเฉพาะเมื่อนมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักนั้นมีต้นทุนสูง ทีมจึงต้องบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ “เรามีสูตรเฉพาะของตัวเอง และทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์โรงงานอย่างใกล้ชิด โดยใช้นมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักจากเกษตรกรไทยที่คัดสรรและดีลไว้โดยตรง ขั้นตอนที่ใช้เวลาและใส่ใจมากที่สุดคือการพัฒนาตัวโยเกิร์ตเบสซึ่งแม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำให้อร่อยและมีคุณภาพสม่ำเสมอ เพราะเป็นหัวใจของทุกเมนู เมื่อตัวเบสดีก็สามารถนำไปจับคู่กับท็อปปิงได้อย่างหลากหลาย ช่วงแรกเราเริ่มต้นด้วยเมนูเพียง 8 รายการ แล้วค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีเมนูคลาสสิกขายดีอย่าง อะโวคาโด และ สตรอว์เบอร์รี ซึ่งครองใจลูกค้ามายาวนาน แต่ก็มีเมนูใหม่อย่าง ข้าวเหนียวนิล ที่กำลังมาแรง ด้วยรสสัมผัสเหนียวหนึบถูกใจสายเคี้ยว
คุณเอลฟ์เล่าว่าแม้จะเรียนจบด้านการตลาด แต่สิ่งที่เรียนมาแทบเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ตรงในสนามจริง ทุกอย่างต้องปรับใช้ตามสถานการณ์ สิ่งที่ Yoguruto ยึดมั่นคือการรักษามาตรฐานรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขา ผ่านระบบ QC และการทำโอเปอเรชันให้เรียบง่าย เพื่อให้ทุกสาขาทำได้จริง สิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้จนถึงวันนี้คือฐานลูกค้าประจำที่ชอบและกลับมาซ้ำ หน้าที่ของแบรนด์จึงต้องรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอ เพราะผู้บริโภคยุคนี้มองหาความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป และต้องการสินค้าดีในราคาที่ไม่สูงเกินไป
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการเติบโตของ Yoguruto ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป โดยเฉพาะในช่วงปีแรกที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี ทีมผู้ก่อตั้งมองว่าจำเป็นต้องมีระบบหลังบ้านที่แข็งแรง จึงมองหาที่ปรึกษาและเข้าเรียนคลาสธุรกิจ ซึ่งเธอได้จับคู่กับเมนเทอร์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านแฟรนไชส์โดยตรง แต่สิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นคำแนะนำให้ “เลิกทำ” โยเกิร์ตถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ทำตลาดยาก คนไทยไม่นิยมดื่มนม ชื่อแบรนด์อ่านยาก โลโก้ดูเด็ก จึงแนะนำให้เปลี่ยนสินค้า เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ หรือเปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่างอื่นที่มีโอกาสสำเร็จมากกว่า
“ความคาดหวังในวันนั้นพังทลายลงทันที” สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือการบริหารชีวิต เธอเล่าว่าทุ่มเทจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว และคำถามในใจว่าควรเริ่มใหม่หรือไปต่อดี ท้ายที่สุดเธอเลือกไม่หันหลังกลับ เพราะธุรกิจนี้แลกมาด้วยเวลาและความตั้งใจไปแล้วมากมาย แรงผลักดันสำคัญมาจากเสียงของลูกค้าที่บอกว่าชอบโยเกิร์ต อยากให้ทำต่อ รวมถึงความเชื่อมั่นจากแฟรนไชส์ซีที่ลงทุนกับแบรนด์ “ถ้าเราล้มเลิก ก็เหมือนทรยศความเชื่อใจ” แม้ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะดีแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ Yoguruto เดินมาไกลเกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่กลายเป็นพลังให้แบรนด์ก้าวต่อมาจนถึงวันนี้
ปัจจุบันตัวเลข 255 สาขาใน 5 ปี ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จ แต่ยังยืนยันว่าการตัดสินใจ “ไม่หันหลังกลับ” ในวันนั้น คือก้าวสำคัญที่พา Yoguruto เดินมาถูกทางแล้ว