โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่งออกไทย ม.ค. 69 โต 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 13.19 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 06.19 น.

พาณิชย์ เผย ส่งออกไทย เดือนม.ค. 2569 มูลค่ากว่า 9.8 แสนล้านบาท ขยายตัว 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี รับอานิสงส์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ประเมินผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ลดเหลือ 15% ช่วยเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐ แต่ไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

23 ก.พ. 2569 - นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (980,744 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ที่ 24.4% โดยเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 20.9%

“การส่งออกของไทยขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคงของภูมิภาค ในส่วนของสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีในเดือนนี้ โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์”

สำหรับการส่งออกไทยในเดือน ม.ค. 2569 มีรายละเอียดดังนี้

มูลค่าการค้ารวม

มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนมกราคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว
ร้อยละ 29.4 ดุลการค้า ขาดดุล 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนมกราคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 980,744 ล้านบาท ขยายตัว 13.3% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 17.8 ดุลการค้า ขาดดุล 116,700 ล้านบาท

การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.8% (YoY) กลับมาหดตัวจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าเกษตร หดตัว 1.8% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.7% กลับหดตัวจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป

การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม

มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 29.8% (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ

นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า การส่งออกขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังเป็นกลุ่มสินค้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน รวมทั้งยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้

  • ตลาดหลัก ขยายตัว 24.1% โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น 2.7% สหภาพยุโรป (27) 17.8% และอาเซียน (5) 29.8% ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV 8.7%
  • ตลาดรอง ขยายตัว 22.7% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% ขณะที่ทวีปแอฟริกา หดตัว 3.6%
  • ตลาดอื่น ๆ ขยายตัว 50.7%

นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลงทุนและพัฒนา AI Data Centers ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และความมั่นคง ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบของไทยในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหาร และการรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนรายได้

นอกจากนี้ การบูรณาการสิทธิประโยชน์ภายใต้ ความตกลง FTA ฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ จะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสดังกล่าวยังคงมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความผันผวนของค่าเงินบาทและการปรับเปลี่ยนระเบียบการค้าโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงทีและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาว

นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า สำหรับการที่ภาษีสหรัฐฯ ปรับลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 10% เพิ่มมาเป็น 15% นั้น ส่งผลให้ต้นทุนของผู้นำเข้าลดลงประมาณซึ่งจะช่วยให้ราคาสินค้าปลายทางในสหรัฐฯ ลดลง และเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการนำเข้าสินค้าที่ลังเลโดยเฉพาะสินค้ากลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) เช่น สินค้าอาหารบางประเภท

อย่างไรก็ตามการลดภาษีนี้ไม่ได้ส่งผลบวกเพียงอย่างเดียว เพราะประเทศคู่แข่งของไทยก็ได้รับอานิสงส์จากการลดภาษีเช่นกันทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่เคยเสียภาษีสูงแล้วถูกปรับลดลงมาเหลือ 10% เท่ากัน รวมถึงยังมีประเด็นเรื่องค่าเงินบาทที่ต้องเฝ้าระวังด้วย

โดยสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังและต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ สินค้าไฟฟ้าบางประเภท และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สูงขึ้น ส่วนสินค้าที่อาจได้อานิสงส์คืออาหารบางประเภท เช่น ไก่ อาหารทะเล ผลไม้กระป๋องและแปรรูป

“กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะดำเนินการการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย และติดตามว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่นใดเพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมเร่งหาตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าให้มูลค่าสูง และพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...