ส่งออกไทย ม.ค. 69 โต 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี
พาณิชย์ เผย ส่งออกไทย เดือนม.ค. 2569 มูลค่ากว่า 9.8 แสนล้านบาท ขยายตัว 24.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี รับอานิสงส์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ประเมินผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ลดเหลือ 15% ช่วยเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐ แต่ไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
23 ก.พ. 2569 - นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (980,744 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ที่ 24.4% โดยเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 20.9%
“การส่งออกของไทยขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคงของภูมิภาค ในส่วนของสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีในเดือนนี้ โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์”
สำหรับการส่งออกไทยในเดือน ม.ค. 2569 มีรายละเอียดดังนี้
มูลค่าการค้ารวม
มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนมกราคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว
ร้อยละ 29.4 ดุลการค้า ขาดดุล 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนมกราคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 980,744 ล้านบาท ขยายตัว 13.3% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 17.8 ดุลการค้า ขาดดุล 116,700 ล้านบาท
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.8% (YoY) กลับมาหดตัวจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าเกษตร หดตัว 1.8% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.7% กลับหดตัวจากที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 29.8% (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า การส่งออกขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังเป็นกลุ่มสินค้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน รวมทั้งยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
- ตลาดหลัก ขยายตัว 24.1% โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น 2.7% สหภาพยุโรป (27) 17.8% และอาเซียน (5) 29.8% ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV 8.7%
- ตลาดรอง ขยายตัว 22.7% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% ขณะที่ทวีปแอฟริกา หดตัว 3.6%
- ตลาดอื่น ๆ ขยายตัว 50.7%
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลงทุนและพัฒนา AI Data Centers ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และความมั่นคง ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบของไทยในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหาร และการรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนรายได้
นอกจากนี้ การบูรณาการสิทธิประโยชน์ภายใต้ ความตกลง FTA ฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ จะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสดังกล่าวยังคงมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความผันผวนของค่าเงินบาทและการปรับเปลี่ยนระเบียบการค้าโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงทีและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาว
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า สำหรับการที่ภาษีสหรัฐฯ ปรับลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 10% เพิ่มมาเป็น 15% นั้น ส่งผลให้ต้นทุนของผู้นำเข้าลดลงประมาณซึ่งจะช่วยให้ราคาสินค้าปลายทางในสหรัฐฯ ลดลง และเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการนำเข้าสินค้าที่ลังเลโดยเฉพาะสินค้ากลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) เช่น สินค้าอาหารบางประเภท
อย่างไรก็ตามการลดภาษีนี้ไม่ได้ส่งผลบวกเพียงอย่างเดียว เพราะประเทศคู่แข่งของไทยก็ได้รับอานิสงส์จากการลดภาษีเช่นกันทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่เคยเสียภาษีสูงแล้วถูกปรับลดลงมาเหลือ 10% เท่ากัน รวมถึงยังมีประเด็นเรื่องค่าเงินบาทที่ต้องเฝ้าระวังด้วย
โดยสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังและต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ สินค้าไฟฟ้าบางประเภท และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สูงขึ้น ส่วนสินค้าที่อาจได้อานิสงส์คืออาหารบางประเภท เช่น ไก่ อาหารทะเล ผลไม้กระป๋องและแปรรูป
“กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะดำเนินการการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย และติดตามว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่นใดเพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมเร่งหาตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าให้มูลค่าสูง และพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน”